bg-single

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ‘อำนาจวีโต้’ ที่ไร้เอกภาพ

17.02.2017

นายโรเบิร์ต ไรช์ ซึ่งเคยเป็น รมต.แรงงานในสมัยประธานาธิบดี บิล คลินตัน โพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับการต่อต้านประธานาธิบดีทรัมป์ในหมู่ข้าราชการประจำหลายหน่วยงาน (ที่จริงควรเรียกว่าข้ารัฐการ แต่เพื่อดำรงความศักดิ์สิทธิ์ของคนกลุ่มนี้ในหูคนไทย ผมจึงขอใช้แบบที่คนไทยเคยชิน) นับตั้งแต่รวมหัวกันหลายหน่วยงาน เพื่อหารือกันว่าจะสามารถกีดกันมิให้นโยบายที่ริเริ่มสมัยทรัมป์เข้ามาสู่การปฏิบัติได้อย่างไร ไปจนถึงจะชะลองานและยื่นคำร้องต่อสำนักผู้ตรวจการแผ่นดิน หากทรัมป์ดำเนินนโยบายบางอย่างที่หน่วยงานนั้นไม่เห็นชอบด้วย

นี่เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยปรากฏในระบบปกครองของอเมริกันมาก่อน ข้าราชการส่วนกลางต่อต้านคัดค้านนโยบายรัฐบาลนั้นมีมาตลอดแหละครับ (นับตั้งแต่มีระบบราชการส่วนกลางจริงจัง) แต่เป็นการกระทำส่วนบุคคลบางคน (เช่น แอบส่งข้อมูลลับให้สื่อ) หรือเป็นการกระทำของเฉพาะบางกรมกอง (เช่น เมื่อกรมอุทยานแห่งชาติถูกแทรกแซงในการแต่งตั้งข้าราชการในกรม เมื่อเกือบร้อยปีที่แล้ว ก็ออกมาต่อต้านคัดค้านผ่านสื่อ) แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่ต่อต้านคัดค้านนโยบายรัฐบาลอย่างเป็นขบวนการ และทำทั้งระบบราชการเหมือนครั้งนี้ ยิ่งกว่านั้นมาตรการที่ใช้ตอบโต้ยังก้ำกึ่งว่าชอบด้วยกระบวนการประชาธิปไตยหรือไม่ด้วย

หลายคนอาจบอกว่า เฮ้ย นั่นมันเรื่องเล็ก ข้าราชการไทยไปร่วมเป่านกหวีดปิดเมือง เพื่อไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ใครที่เป่าได้ดัง ก็ได้ดีมาในทุกวันนี้ด้วยซ้ำ

แต่ต้องเข้าใจนะครับว่า ในเมืองไทยระบบราชการมีมาก่อนประชาธิปไตย ส่วนในสหรัฐ ประชาธิปไตยมีมาก่อนระบบราชการ

US Labor Secretary Robert Reich points to a chart showing the progress of the minimum wage as Laura Tyson (R) of the Council of Economic Advisors stands next to him 03 February in Washington. / AFP PHOTO / J. DAVID AKE

ประชาธิปไตยอเมริกันนั้นจะไม่มีปัญหาเลย หากอเมริกายังมีสภาพเหมือนเมื่อตอนประกาศเอกราช คือเป็นประเทศของเกษตรกรอิสระจำนวนมาก ซึ่งแม้ไม่มีเทคโนโลยีที่สูงเด่น แต่ก็มีแรงงานทาสที่สามารถใช้ในการผลิตพืชผลด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าคนอื่น

บิดาผู้สร้างชาติอเมริกัน วางรูปแบบการปกครองไว้ในลักษณะที่รู้จักกันในปัจจุบันว่า check and balance คืออำนาจทั้งหลายต้องถูกตรวจสอบถ่วงดุลกันเองอย่างสลับซับซ้อน อำนาจเด็ดขาดไม่อยู่กับใครสักฝ่ายเดียว อำนาจบริหาร, นิติบัญญัติ และตุลาการแยกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่ถึงจะแยกจากกัน แต่ละฝ่ายก็มีอำนาจแทรกฝ่ายอื่นได้ การตรวจสอบถ่วงดุลเช่นนี้ไม่ได้มีเฉพาะระดับสหรัฐเท่านั้น แต่มีในทุกระดับการปกครอง นับตั้งแต่ท้องถิ่นเล็กๆ ขึ้นมา

นี่เป็นระบบปกครองที่ให้หลักประกันสิทธิเสรีภาพแก่เกษตรกรรายย่อยได้อย่างมั่นคงแข็งแรงที่สุด เพราะรัฐถูกมัดมือมัดเท้าไว้ไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตพลเมืองได้ง่ายๆ และมันก็เป็นอย่างนั้นมาจนถึงทุกวันนี้

ระบบราชการส่วนกลางของสหรัฐจึงเล็กนิดเดียวตลอดมา ซ้ำร้ายตำแหน่งราชการยังถูกใช้เป็นรางวัลของนักการเมืองในการตอบแทนสมัครพรรคพวกของตน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือระบบราชการอเมริกันคือพื้นที่สำหรับระบบอุปถัมภ์ทางการเมืองนั่นเอง

 

จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อรัฐบาลยุโรปก้าวไปถึงไหนต่อไหนแล้ว คือสร้างระบบราชการส่วนกลางที่เข้มแข็ง และตอบสนองต่อนโยบายรัฐบาลกลางอย่างมีประสิทธิภาพ (ที่เข้มแข็งที่สุดคือปรัสเซีย-เยอรมนี, แต่ในอังกฤษและฝรั่งเศส ก็ไม่ได้ด้อยกว่ากันมากนัก) ระบบราชการส่วนกลางอเมริกันก็ยังเละตุ้มเป๊ะด้วยระบบอุปถัมภ์เหมือนเดิม (ผมควรกล่าวเพื่อให้เห็นภาพได้ชัดขึ้นด้วยว่า รัฐบาลกลางอเมริกันเพิ่งเริ่มเก็บภาษีทางตรง-ภาษีรายได้, ภาษีทรัพย์สิน, ฯลฯ-จากประชาชนในต้นศตวรรษที่ 20 นี่เอง ก่อนหน้านี้รายได้ส่วนใหญ่มาจากภาษีทางอ้อม เช่น ภาษีนำเข้า, ส่งออก, ค่าธรรมเนียม ฯลฯ)

จนถึงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 นั่นแหละครับ จึงได้เกิดขบวนการปฏิรูประบบราชการขึ้น มักเรียกความเคลื่อนไหวนี้ว่าความเคลื่อนไหวของกลุ่มหัวก้าวหน้า (Progressivism) โชคดีที่ความเคลื่อนไหวนี้ครอบงำทั้งสองพรรคการเมืองใหญ่ ทำให้การปฏิรูปดำเนินไปอย่างค่อนข้างต่อเนื่อง และนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงในหลายด้านได้ในที่สุด แต่ในที่นี้จะพูดถึงเฉพาะการปฏิรูประบบราชการส่วนกลาง

ในแง่นี้ก็ไม่ก้าวหน้าอะไรนักหนา นอกจากก้าวให้ทันระบบราชการในยุโรป ข้าราชการของหน่วยงานราชการต้องมีความสามารถที่เหมาะกับงาน จึงต้องรับสมัครสอบ มีการประเมินผลงานอย่างเป็นระบบเพื่อเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง ดังนั้น ถึงแม้สภายังสงวนอำนาจในการรับรองตำแหน่งบริหารระดับสูงบางตำแหน่งอยู่ ก็ไม่สามารถจะยัดคนของตัวเองเข้าไปในระบบราชการได้อย่างแต่ก่อน ต้องรับรองคนที่ไต่เต้าอยู่ในระบบนั่นเอง

US President Ronald Reagan holds up 16 June 1987 a “veto pencil” he received during a luncheon with Senate Republicans on Capitol Hill in Washington, D.C. The pencil is a reference to his wish, repeated during his speech to the nation 15 June, that he could veto legislation such as expenditure bills line-by-line. Reagan was US president from 1980 to 1988. / AFP PHOTO / MIKE SARGENT

พูดง่ายๆ ก็คือระบบราชการอเมริกันกลายเป็นระบบราชการที่เหมือนของรัฐสมัยใหม่โดยทั่วไป มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน สั่งสมความเชี่ยวชาญนั้นสืบทอดต่อมาในกรมกองนั้นได้ รวมทั้งสั่งสมข้อมูลที่เกี่ยวข้องไว้จำนวนมากขึ้นตามลำดับ ช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น กลายเป็นมือไม้ที่สำคัญของฝ่ายบริหารซึ่งมีบทบาทเพิ่มขึ้นตลอดมา (แต่สภาก็ยังสามารถเรียกไปสอบถามอะไรได้อยู่เสมอ รวมทั้งศาลอาจสั่งว่าคำสั่งทางปกครองนั้นๆ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็ได้ด้วย)

ระบบราชการซึ่งเพิ่งเกิดทีหลังประชาธิปไตย จึงไม่แข็งแกร่งขนาดที่จะต่อต้านทัดทานนโยบายของรัฐบาลได้จริง เกียร์ว่างก็อาจถูกไล่ออกในพริบตาเหมือนฟ้าผ่า (อย่างที่ทรัมป์ไล่รองอัยการสูงสุดซึ่งทำหน้าที่อัยการสูงสุดออกเมื่อเร็วๆ นี้)

แม้เป็นมือไม้ของฝ่ายบริหาร แต่ข้าราชการอเมริกันไม่อาจฟังคำสั่งจากฝ่ายบริหารแต่ฝ่ายเดียวได้ (ในอังกฤษ คุณทำตามที่ท่านสั่งมา ผิดถูกไม่ใช่เรื่องของคุณ แต่นายของคุณหรือนักการเมืองเป็นผู้รับผิดชอบในสภาเอง) เพราะรัฐธรรมนูญอเมริกันไม่อนุญาตให้มีคำสั่งใดเกิดขึ้นได้โดยไม่ถูกตรวจสอบถ่วงดุล ทรัมป์สั่งห้ามมุสลิม 7 ชาติเดินทางเข้าสหรัฐ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองทำตามคำสั่งไม่กี่ชั่วโมง ศาลก็สั่งคุ้มครองชั่วคราวเพราะคำสั่งของประธานาธิบดีอาจไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองก็ต้องปล่อยให้ชาวต่างชาติที่ถูกห้ามเข้าประเทศได้ต่อไป

ในขณะที่ระบบตรวจสอบถ่วงดุลของอเมริกัน ช่วยพิทักษ์ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้อย่างดีเยี่ยม แต่ก็เป็นระบบที่อุ้ยอ้ายเสียจนยากมากและแพงมาก ที่จะบรรลุการตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องที่ไม่มีความเห็นพ้องต้องกันของพลเมือง

ความอุ้ยอ้ายนั้นเห็นได้ชัดอย่างที่ Samuel Huntington ชี้ไว้ว่า อำนาจทั้งสามที่ต่างเป็นอิสระต่อกันของอเมริกันนั้น มีระบบราชการของตนเอง หลายครั้งก็ซ้ำซ้อนกันเสียด้วย และต่างก็ตั้งป้อมที่จะคอย “ตรวจสอบถ่วงดุล” กันเอง จนไม่มีฝ่ายใดทำอะไรได้

 

ส่วนความยากและความแพงในการบรรลุการตัดสินใจนั้น นักรัฐศาสตร์บางคนอธิบายว่า อำนาจวีโต้ในระบบอเมริกันนั้นมีมาก หลากหลาย และกระจายไปยังจุดต่างๆ ทั่วทั้งสังคม อำนาจวีโต้ในระบบ (คืออยู่ในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น) ก็มาก ไม่ว่าจะเป็นสภา ซึ่งถูกแบ่งออกเป็นสองสภาที่เป็นอิสระต่อกันเด็ดขาด และอาจวีโต้กันและกันได้ เสียงข้างน้อยในสภาทั้งสองก็มีอำนาจวีโต้ระดับหนึ่ง, ศาลวีโต้ได้ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและบริหาร ฯลฯ เหลือจะพรรณนาได้หมด อำนาจวีโต้นอกระบบก็มีมากและแข็งแกร่งยิ่งกว่าประเทศประชาธิปไตยทั่วไป แม้ไม่อาจวีโต้ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด แต่ก็เป็นพลังที่จะทำให้การตัดสินใจระดับรัฐจะสำเร็จในเรื่องใดได้ยากหรือแพงมาก สื่ออเมริกันมีอิทธิฤทธิ์มากแค่ไหนก็รู้ๆ กันอยู่ สมาคมวิชาชีพ คณะกรรมการชุดต่างๆ ประจำถิ่น ฯลฯ ล้วนมีพลังวีโต้ได้

จนกระทั่งนักรัฐศาสตร์อเมริกันอีกบางคนเรียกระบบปกครองอเมริกันว่า Vetocracy (“วีตวาธิปไตย” กระมัง?) คืออำนาจอธิปไตยอยู่ที่กลุ่มคนที่มีเรี่ยวแรงจะวีโต้ได้ ไม่ต้องบอกก็พอจะนึกออกนะครับว่า ระบบนี้แม้ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนไม่ให้รัฐล่วงละเมิดได้ดี แต่ก็เสี่ยงที่คนซึ่งไม่ได้เชื่อมโยงกับประชาชนเลย เช่น นายทุน, ธุรกิจใหญ่, กลุ่มผลประโยชน์ และกลไกของ “รัฐพันลึก” จะเข้ามาใช้อำนาจวีโต้แทนประชาชน เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง

ขอให้สังเกตนะครับว่า อำนาจวีโต้คืออำนาจขัดขวาง ไม่ใช่อำนาจที่จะนำไปสู่การตัดสินใจทำอะไร ดังนั้น รัฐอเมริกันจึงไม่เคยทำอะไร (ที่ควรทำ) ได้ง่ายๆ ต้องใช้เวลายาวนานและอาจต้องสูญเสียมากอย่างไม่จำเป็น (เช่น สงครามกลางเมือง, เพิร์ลฮาร์เบอร์ถูกโจมตีย่อยยับ, หรือประท้วงกันจนประเทศแทบพังกว่าจะยุติสงครามเวียดนามได้) สหรัฐนั้นเป็นมหาอำนาจใหญ่ เที่ยวรบกับใครก็ได้ทั่วโลก แต่เพียงแค่ให้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแก่ประชาชนของตนเองยังทำไม่ได้ ถึงทำได้ในที่สุดก็ไม่ถ้วนหน้าจริง และแผนการดังกล่าวกำลังถูกเปลี่ยนให้ยิ่งไม่ถ้วนหน้ามากขึ้นภายใต้รัฐบาลชุดใหม่

ด้วยเหตุดังนั้น นักรัฐศาสตร์อเมริกันอีกบางคน (เช่น Francis Fukuyama) จึงเห็นว่า รัฐอเมริกันกำลังผุพัง และอาจถึงล่มสลายได้หากสถานการณ์ยังเหมือนเดิมโดยไม่ปรับตัวหรือถูกบังคับให้ปรับตัว

รัฐธรรมนูญใหม่ของไทยที่กำลังจะถูกประกาศใช้ภายใต้เผด็จการทหารฉบับนี้ ตั้งใจจะสร้างอำนาจวีโต้ขึ้นแก่องค์กรจำนวนมาก ที่ประกอบกันขึ้นจากกลุ่มชนชั้นนำหลากหลายประเภท โดยบรรจุองค์กรเหล่านี้ไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อให้อำนาจวีโต้นั้นเป็นอำนาจที่ถูกกฎหมาย แต่องค์กรเหล่านี้ไม่เชื่อมโยงกับประชาชนในทางใดทั้งสิ้น เพราะเจตนาให้สืบเนื่องกับอำนาจสูงสุดในขณะนี้คืออำนาจเผด็จการทหาร ทั้งไม่เคยคิดจะสร้างอำนาจวีโต้เพื่อพิทักษ์คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน

อำนาจวีโต้ที่รัฐธรรมนูญนี้สถาปนาขึ้นไว้ทั้งมากและหลากหลาย ไม่ได้มีขึ้นเพื่อพิทักษ์ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน หากมีขึ้นเพื่อพิทักษ์ปกป้องอภิสิทธิ์ของคณะทหารที่ยึดอำนาจบ้านเมืองในบัดนี้ให้ดำรงต่อไปในวันข้างหน้าต่างหาก

ผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่หวังว่า ใครที่ได้อำนาจรัฐไปจากการเลือกตั้งจะสามารถตัดสินใจได้ เพราะไม่ว่าจะตัดสินใจเรื่องอะไรก็จะถูกขัดขวางจากอำนาจวีโต้จำนวนมากที่สถาปนาไว้ในระบบ แล้วรัฐไทยจะสามารถทำอะไรได้หรือไม่? รัฐธรรมนูญใหม่ตัดสินใจไว้ให้แล้วว่าจะต้องทำอะไร โดยมีสภาปฏิรูปกำหนดแผนให้เสร็จ ส่วนสภาวีโต้อื่นๆ คอยตรวจสอบว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องไม่ตัดสินใจอะไรผิดแผกไปจากแผนเป็นอันขาด

ดังนั้น Vetocracy แบบไทยจะสามารถทำงานตามการตัดสินใจได้อย่างราบรื่น ไม่ง่อยเปลี้ยเสียขาอย่างอเมริกัน ก็ต่อเมื่ออำนาจวีโต้ต้องมีเอกภาพตลอดไป

พูดอย่างตรงไปตรงมา อำนาจวีโต้ในปัจจุบันเป็นเอกภาพได้ภายใต้ความเป็นเอกภาพของกองทัพบก (ซึ่งหนุนหลัง คสช.) คำถามแรกที่ใครๆ ก็คิดออกคือ เอกภาพของกองทัพบกจะดำรงสืบไปนานเท่าไร?

ผู้บัญชาการเหล่าทัพซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้เข้าไปมีอำนาจวีโต้ในองค์กรต่างๆ ตามรัฐธรรมนูญ (เช่น วุฒิสภา) ก็ต้องเป็นเอกภาพเหมือนกัน เพราะต่างก็มี “กลุ่ม” ของตนเองจำนวนไม่น้อย หากไม่เป็นเอกภาพ อำนาจวีโต้ก็ย่อมอ่อนลง ชนชั้นนำทั้งที่ถูกคัดให้เข้าไปอยู่ในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และที่หนุนหลังอยู่ข้างนอกจะรักษาเอกภาพของตนได้ตลอดไปหรือไม่ เป็นไปได้หรือที่การแบ่งปันผลประโยชน์จะลงตัวโดยไม่ต้องแข่งขัน โดยเฉพาะเมื่ออำนาจบังคับให้ต้องวีโต้ไปในทางเดียวกันอ่อนแอลง

ที่อำนาจวีโต้จะเป็นเอกภาพชั่วฟ้าดินสลายนั้นเป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้ยังไม่นับอำนาจวีโต้นอกระบบ (ไม่ปรากฏในรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น) เช่น ทีดีอาร์ไอ, ที่ประชุมอธิการบดี, สสส., สื่อซึ่งกำลังเปลี่ยนเป็นสื่อสังคม, ฯลฯ ซึ่งแม้ในปัจจุบันสนับสนุนทหารเต็มสตีม แต่ในอนาคตก็อาจหันไปสนับสนุนทหารบางกลุ่มมากกว่าทั้งกลุ่ม หรือสนับสนุนพรรคการเมือง หรือเลิกสนับสนุนหมอประเวศ ฯลฯ เป็นต้น

แม้แต่สมมติอย่างที่ผู้ร่างหวัง ให้รัฐธรรมนูญใหม่นี้ตั้งอยู่ได้โดยไม่ถูกฉีกทิ้งตลอดไป (ซึ่งผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้) ความเปลี่ยนแปลงเฉพาะที่ต้องเกิดขึ้นในอำนาจวีโต้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เหล่านี้ ก็ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดำรงอยู่ไม่ได้แล้ว ไม่นับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมในประเทศซึ่งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

ผมไม่รู้หรอกว่าระบอบวีตวาธิปไตยของรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งไม่มุ่งจะพิทักษ์ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน จะพังเมื่อไร และอย่างไร แต่ผมรู้ว่าพังแน่ เพราะไปไม่รอดหรอกครับ หากไม่เป็นอย่างผมทำนาย รัฐไทยก็พัง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ภาษาไทย “อุบัติ”—ไม่ “วิบัติ”
PEA ครบรอบ 66 ปี แห่งความไว้วางใจ ประกาศก้าวใหม่ “Powering Every Life” ขับเคลื่อนพลังงานไทยสู่อนาคต
ถึงสถานีปลายทางสุขภาพ! “BEM Care 2026 Health Station สถานีสุขภาพ” ปิดฉากอย่างคึกคัก
นิรโทษกรรม 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
“พิชัย” ชื่นชม “แบงก์ชาติ” ยุค “วิทัย” เดินถูกทาง ย้ำเสถียรภาพต้องคู่การเติบโต เชื่อแก้ทุนเทา–คอร์รัปชัน ช่วยเศรษฐกิจไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง
“หมู่บ้านศีล 5” บ้านเจ็ดริ้ว “คึกคัก” สมเด็จเอื้อน-พระพรหมเสนาบดี” มาให้กำลังใจ ด้าน ครูสลา ร้องสด กราบสมเด็จช่วงด้วยดวงใจ ยก”สมเด็จช่วง” เป็นบิดาแห่งหมู่บ้านศีล 5
รถไฟและไฮเวย์: เมกะโปรเจกต์เชื่อมลาว–เวียดนามภายใต้ความสัมพันธ์แบบพิเศษ
โลกและอาเซียนในอนาคต จากมุมมอง ‘อมิตาฟ อาชาเรีย’
Songs in the Key of Life : รักบังตา
โทษประหารชีวิต : ข้อถกเถียงทางปรัชญา (2)
บทวิจารณ์เรื่องสั้น ‘เพื่อนข้างบ้าน’ จากรอยแตกร้าวริมรั้ว… สู่ภาพสะท้อนสงครามเย็นในสังคมไทย
‘ขอให้ความจริงปรากฏ’ ชุติมา นวลพลับ สู้มาราธอน ทวงงานศิลป์ ‘พระพุทธบาท’