bg-single

วิรัตน์ แสงทองคำ : รถไฟไทยใหม่

08.01.2020

วิวัฒนาการแห่งยุคสมัย มีนัยยะสำคัญ และเชื่อมโยงกัน

ว่าด้วย “รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน” กับความหมายที่สำคัญและกว้างขึ้น ก็เป็นเช่นนั้น

“รัชกาลที่ 5 ได้ทรงสร้างรถไฟมาแล้วสี่พันกิโลเมตร หลังจากนั้นมีการสร้างรถไฟเพิ่มขึ้นอีกเพียงสองร้อยกว่ากิโลเมตร ครั้งนี้จึงถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่จะสานต่อโครงสร้างพื้นฐาน” (อ้างจากงานสัมมนาวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ครั้งที่ 3/2019 ณ สถาบันผู้นำเครือเจริญโภคภัณฑ์ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 http://www.wearecp.com/) ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวไว้ตอนหนึ่งซึ่งสำคัญและอย่างน่าสนใจ ผมเองเคยอ้างอิงไว้ (มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 8-14 พฤศจิกายน 2562) แต่ไม่ได้อรรถาธิบาย ขยายความ เชื่อมโยงอย่างกว้างขวางอย่างที่ควร

เมื่อย้อนกลับไปในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 มองเหตุการณ์สำคัญ ท่ามกลางภัยคุกคามของระบอบอาณานิคม และการปรับตัวของรัฐไทยที่เรียกว่า Westernization of Siam

“ในปี พ.ศ.2430 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ Sir Andrew Clark และ Pan Chard McTaccard Lother Company ดำเนินการสำรวจเพื่อสร้างทางรถไฟจากกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และมีทางแยกตั้งแต่เมืองสระบุรี-เมืองนครราชสีมาสายหนึ่ง จากเมืองอุตรดิตถ์-ตำบลท่าเดื่อริมฝั่งแม่น้ำโขงสายหนึ่ง และจากเมืองเชียงใหม่ไปยังเชียงราย เชียงแสนหลวงอีกสายหนึ่ง… เดือนตุลาคม 2433 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ก่อตั้งกรมรถไฟขึ้น สังกัดอยู่ในกระทรวงโยธาธิการ มีพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเป็นเสนาบดี และ Mr. K. Bethge ชาวเยอรมัน เป็นเจ้ากรมรถไฟพร้อมกันนั้นได้เปิดประมูลสร้างทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-นครราชสีมา เป็นสายแรก…” ตอนหนึ่งของข้อมูลการรถไฟแห่งประเทศไทย

(http://www.railway.co.th/)

 

หนังสือเล่มหนึ่งซึ่งควรอ่านและอ้างอิงประวัติศาสตร์รถไฟไทยเพิ่มเติม- The Railways of Thailand, by R. Ramaer, 1994 ให้ข้อมูลที่ละเอียดมากขึ้นทั้งทางเทคนิคและการจัดการ ขอกล่าวถึงเฉพาะการสร้างรถไฟสายแรก “สายนครราชสีมา ทางรถไฟหลวงสายแรกของประเทศ เซ็นสัญญาปี 2434 ก่อสร้าง 5 ปี โดยช่วงแรกกรุงเทพฯ-อยุธยา ระยะทาง 70 กิโลเมตร เปิดใช้มีนาคม 2439 ก่อสร้างโดย contractor ชาวอังกฤษ–Murray Campbell ช่วงที่สอง ถึงแก่งคอย (บริเวณเชิงเขาลูกแรกก่อนข้ามไปนครราชสีมา) เปิดใช้พฤศจิกายน 2440 ต่อจากนั้นจากช่วงดงพญาไฟ (บริเวณช่วงต่ออำเภอมวกเหล็กกับปากช่องปัจจุบัน) มีปัญหาในการก่อสร้างมาก ใช้เวลาอีก 3 ปี (2443) จึงสร้างถึงนครราชสีมา” เรียบเรียงมาจากหนังสือที่อ้าง

นั่นคือจุดเริ่มต้นของ “โครงสร้างพื้นฐาน” สำคัญ พร้อมๆ กับการเกิดขึ้นของหน่วยงานรัฐเพื่อดำเนินกิจการใหญ่

โครงสร้างพื้นฐานซึ่งมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์รัฐในหลายด้าน หากเฉพาะเจาะจงเชื่อมโยงจากระบบเศรษฐกิจ จนถึงสังคมธุรกิจ จะมีบางภาพเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญ เป็นกรณีอ้างอิงเชื่อมโยงถึงปัจจุบัน

ชิ้นส่วนสำคัญนั้นอาจอยู่ในแนวความคิด และบทเรียนสำคัญของซีพี ซึ่งธนินท์ เจียรวนนท์ พาดพิงไว้

 

ระบบการเงินโลก

การลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศไปสู่ความทันสมัย ปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ใช้เครื่องมือการเงินระบบอาณานิคมด้วย ทั้งการออกพันธบัตรในตลาดต่างประเทศ และกู้เงินต่างประเทศ

การออกพันธบัตรครั้งสำคัญ เกิดขึ้นในปี 2448 และ 2450 มูลค่า 3 ล้านปอนด์สเตอร์ลิง ทั้งที่ลอนดอน ปารีส และเบอร์ลิน ในช่วงเวลาเดียวกันกับการขยายเส้นทางรถไฟขนานใหญ่ ต่อมาในปี 2452 ได้กู้เงินอีกกรณีหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นการกู้เงินครั้งใหญ่ ผ่อนชำระระยะยาวถึง 40 ปี จำนวน 4,630,000 ปอนด์ จาก Federation of Malay Straits (เขตปกครองหนึ่งของสหราชอาณาจักรในยุคอาณานิคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง มาเลเซียในปัจจุบัน)

แผนการกู้เงินที่มีวัตถุประสงค์เจาะจงเพื่อสร้างทางรถไฟบริเวณแหลมมลายูในส่วนเขตแดนของสยาม โดยใช้เส้นทางรถไฟเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้ (อ้างอิงจาก Economic Handbook of the Pacific Area Edited by Frederick V. Field for the Institute of Pacific Relations, Foreword by Newton D. Baker Doubleday, Doran & Company Inc. Garden City, New York 1934)

อีกข้อมูลจากการรถไฟฯ ควรบันทึกไว้ เมื่อสิ้นรัชกาลที่ 5 (ปี 2453) เส้นทางรถไฟไทยมีทั้งสิ้น 932 กิโลเมตร กำลังก่อสร้างอีก 690 กิโลเมตร ในช่วงรัชกาลที่ 6 มีเส้นทางรถไฟเพิ่มขึ้นมาก เป็น 2,581 กิโลเมตร อยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 497 กิโลเมตร ส่วนรัชสมัยรัชกาลที่ 7 เส้นทางรถไฟเพิ่มขึ้นเพียง 259 กิโลเมตร

 

กำเนิดอุตสาหกรรมแรก

พัฒนาการรถไฟไทย มีความสัมพันธ์กับการเกิดและพัฒนาการสำคัญบริษัทปูนซิเมนต์ไทย (เอสซีจีปัจจุบัน)

แต่เดิมโครงการสร้างโรงงานซีเมนต์แห่งแรกของไทย แผนการว่าด้วยทำเล ตั้งใจเชื่อมโยงทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาและเส้นทางรถไฟ แต่ด้วยการสร้างทางรถไฟจากสถานีบางซื่อ เข้าถึงที่ตั้งโรงงานริมน้ำเจ้าพระยา ระยะทางกว่า 2 กิโลเมตร ต้องลงทุนด้วยตนเองจำนวนมาก แผนการใหญ่จึงเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกผัน เลือกที่ตั้งโรงงานใหม่ ติดริมทางรถไฟ ติดสถานีชุมทางบางซื่อ อย่างที่เห็น เป็นอยู่ (สำนักงานใหญ่เอสซีจี) ในปัจจุบัน

ยิ่งไปกว่านั้นรถไฟกับเอสซีจี มีความสัมพันธ์ในฐานะคู่ค้าสำคัญมาอีกหลายทศวรรษ

“-บทบาทสำคัญในช่วงแรก การเชื่อมโยงระหว่างโรงงานที่บางซื่อกับแหล่งวัตถุดิบสำคัญ แหล่งดินขาว (Marl) ซึ่งในช่วงแรก (2456-2472) อยู่ที่ตำบลช่องแค อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ โดยขนส่งด้วยรถไฟสายเหนือจากสถานีช่องแคถึงบางซื่อเป็นระยะทาง 180 กิโลเมตร”

จากการศึกษาเอกสารประวัติศาสตร์หลายฉบับ ซึ่งผมได้ศึกษา อาจสรุปได้ว่าในประวัติศาสตร์ช่วงต้น ต้นทุนค่าขนส่งโดยรถไฟเป็นข้อพิจารณาและปัจจัยสำคัญในเชิงการบริหาร

จากนั้น (2472) มีการค้นพบแหล่งวัตถุดิบแหล่งใหม่ อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี ไม่เพียงอยู่ใกล้เส้นทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ ยังย่นระยะทางเหลือประมาณ 100 กิโลเมตร ในเวลานั้นมีบทสรุปสถานการณ์ทางธุรกิจด้วยว่า การคมนาคมโดยทางรถไฟ (และมีทางรถยนต์เพิ่มขึ้นบ้าง) ทำให้การตลาดซีเมนต์เติบโตขึ้น

แผนการใหญ่จึงตามมา

อุตสาหกรรมใหญ่ครั้งแรกของไทยในต่างจังหวัด และเป็นแผนการซึ่งสร้างโอกาสทางธุรกิจครั้งใหญ่ การก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่ท่าหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมๆ กับการสร้างรถไฟของตนเอง เป็นระยะทางถึง 8 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมโรงงานท่าหลวงกับสถานีรถไฟบ้านหมอ

 

หัวหิน

แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เกิดขึ้นเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ที่ว่า นายช่างชาวอังกฤษค้นพบชายหาดอันสวยงามเมื่อร้อยปีทีแล้ว เป็นชิ้นส่วนย่อยของภาพใหญ่ ในช่วงเวลาการสร้างทางรถไฟสายใต้ ตามกุศโลบายผนวกระบบเศรษฐกิจภาคใต้ ท่ามกลางแรงบีบคั้นจากระบบอาณานิคม

การสร้างทางรถไฟสายใต้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2444 เริ่มก่อสร้างจากธนบุรี สร้างถึงเพชรบุรีในปี 2446 เงินไม่พอจึงหยุดสร้างไปหลายปี ก่อนจะสร้างต่ออีกครั้งในปี 2452 จนถึงสงขลา (ปี 2458) และต่อเนื่องถึงปลายทาง ที่ปาดังเบซาร์ (ปี 2461)

เส้นทางรถไฟผ่านจุดแวะหรือสถานีในเมืองต่างๆ สะท้อนความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ อ้างอิงอย่างเป็นจริงในกรณีอันคลาสสิคเกี่ยวกับ “หัวหิน”

“หัวหิน” เรื่องราวอันมีสีสีน ผ่านหนังสือควรอ่านและอ้างอิง 2 เล่ม จากหนังสือ แคทยาและเจ้าฟ้าสยาม (โดย ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ และ ไอลีน ฮันเตอร์ แปลโดย พันขวัญ พิมพ์พยอม) ว่าด้วยเรื่องเล่าของสามัญชนชาวรัสเซีย (ชายาแห่งเจ้าฟ้าสยาม ต้นราชสกุลจักรพงษ์ เจ้าของวังปารุสกวัน) มีหลายตอนกล่าวถึงชนชั้นนำใหม่สยาม โดยเฉพาะผู้ผ่านการศึกษาจากต่างประเทศ ว่าด้วยรสนิยม การใช้ชีวิตแบบผู้ดียุโรป

จนถึงหนังสือ “ชีวิตเหมือนฝัน” ของคุณหญิงมณี ศิริวรสาร (ฉบับตีพิมพ์ปี 2533) ดังข้อความบางตอนที่ยกมาให้เห็นภาพต่อเนื่อง

“หัวหินรุ่งเรืองที่สุดสมัยรัชกาลที่ 7 สมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงโปรดปรานมาก วังไกลกังวล เป็นพระราชวังส่วนพระองค์ สำหรับเป็นที่พักผ่อนสำราญพระอิริยาบถในเวลาฤดูร้อน ในสมัยรัชกาลที่ 7 เจ้านายและขุนนาง ตลอดจนผู้ดีมีเงินทั้งหลาย ต่างก็หาซื้อที่หัวหินมาปลูกบ้านพักกันมากมาย”

“ในปี ค.ศ.1947 นั้นเมืองพัทยายังไม่เกิด และถึงแม้มีเมืองชายทะเลอื่นๆ เช่น หาดบางแสนและหาดบางปูที่มีคนนิยมใช้เป็นสถานที่พักผ่อน แต่ในเวลาฤดูร้อน หัวหินยังครองตำแหน่งเป็นอันดับหนึ่ง และสังคมเมืองหลวงก็มุ่งไปพักผ่อนที่หัวหินเป็นส่วนมาก ข้าพเจ้ายังจำได้ดีว่า เมื่อข้าพเจ้าอยู่ตำหนักคอมตันเฮาส์ เจ้านายทุกๆ พระองค์เห็นเป็นเรื่องขำขันที่ข้าพเจ้าไม่เคยไปเที่ยวหัวหินเลย เพราะหัวหินเป็นสถานที่ตากอากาศที่มีชื่อเสียงที่สุดในรัชสมัยของสมเด็จพระปกเกล้าฯ” อีกบางตอน กล่าวเจาะจงถึงปี 2490 สะท้อนอิทธิพล “หัวหิน” ซึ่งต่อเนื่องมา

จากจุดเริ่มต้นสร้างทางรถไฟและสถานีหัวหิน (ปี 2554) และที่สำคัญในเวลาต่อมา เมื่อการก่อสร้าง “วังไกลกังวล” แล้วเสร็จ (ปี 2469) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้ “หัวหิน” เป็นสถานที่ตากอากาศแห่งแรกในสยาม ซึ่งคง “คุณค่า” และ “มนต์ขลัง” กระทั่งปัจจุบัน

 

กรณี “รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน” ปัจจุบัน ย่อมมีมิติกว้างขวาง หลากหลายและซับซ้อนมากขึ้นตามยุคสมัย ทั้งความเป็นไปและปรากฏการณ์เชื่อมโยง เทียบเคียงอย่างที่เกิดขึ้น อย่างที่กล่าวถึงเมื่อศตวรรษที่แล้ว

–เป็นกรณีสำคัญ ในฐานะผู้พัฒนา “โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ” กรณีกิจการรถไฟ อยู่ในมือเอกชนอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก แม้ว่าจะเคยมีมาก่อน (ก่อนก่อตั้งกิจการรถไฟรัฐ กว่าทศวรรษ เคยให้สัมปทานชาวเดนมาร์กสร้างทางรถไฟกรุงเทพฯ-สมุทรปราการ ระยะทาง 21 กิโลเมตร ทว่าเปิดบริการเพียงเวลาไม่นาน) แต่ถือเป็นบททดลอง ไม่ได้จริงจังและสำคัญเท่าครั้งนี้

–กรณีสำคัญการสร้างทางใหม่ “เป็นประวัติศาสตร์ที่จะสานต่อโครงสร้างพื้นฐาน” ตามที่ธนินท์ เจียรวนนท์ กล่าวไว้ ทั้งมีมิติสำคัญเป็นชิ้นส่วนสำคัญ ภายใต้ยุทธศาสตร์และแผนการทางเศรษฐกิจอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เป็นความคาดหวังครั้งสำคัญ (เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor)

–เป็นครั้งแรก ซึ่งเอกชน (ในที่นี้-ซีพี) เข้าบริหารจัดการ (Take Over) กิจการเดิมของรัฐ (รถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ- Airport Rail Link) เป็นสาระสำคัญหนึ่งของโครงการ และจะต้องเข้าดำเนินการก่อนอื่น ตามแผนการปรับปรุงกิจการให้ดีขึ้นทั้งบริการและผลประกอบการ แผนการซึ่งควรจะเห็นผลไม่นาน จะเป็นกรณีสำคัญ สะท้อนทั้งจุดเปลี่ยนและแนวโน้มของภาพใหญ่

นี่คือปรากฏการณ์หนึ่ง ซึ่งควรเฝ้ามองในปี 2563



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร