ศรัทธาไม่เสื่อมจากธรรม ประชาชนส่วนใหญ่พร้อมที่จะกลับมาสู่แนวทางที่ถูกต้อง

เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับวัดพระธรรมกาย ที่เจ้าหน้าที่รัฐโดยมีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม หรือดีเอสไอ รับบทบาทเจ้าภาพใหญ่ตามจัดการกับพระธัมมชโยในสารพัดข้อหาทางอาญา
ไม่ใช่เรื่องแค่รัฐบาลต้องทุ่มงบประมาณมากกว่า 100 ล้านบาท พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมหาศาลเพื่อเข้าตรวจค้นจับกุม ซึ่งตามมาด้วยการวิพากษ์วิจารณ์อย่างครึกโครมถึงความคุ้มค่าเท่านั้น แต่เรื่องราวที่เกิดขึ้นได้สร้างความกังวลต่อพุทธศาสนิกชนกลุ่มหนึ่งที่ห่วงใยศรัทธาในพระพุทธศาสนาจะได้รับผลกระทบเมื่อปรากฏว่าเหตุการณ์นี้ทำให้ประชาชนทั่วไปพูดถึงพระสงฆ์ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ด้วยเหตุนี้จึงมีการเสนอว่าควรจะมีการ “ปฏิรูปพุทธศาสนา” กันสักครั้ง เพื่อหาทางรักษาศรัทธาของประชาชนไว้
อย่างไรก็ตาม แม้ทุกฝ่ายจะแสดงความเห็นด้วยที่จะร่วมกัน “ปฏิรูปพุทธศาสนา” กลับยังมีปัญหาอยู่ว่าจะเริ่มต้นปฏิรูปกันอย่างไร
การเสนอความคิดความเห็นมีอยู่ไม่น้อยที่ออกไปในทางที่เห็นว่า ความไม่เหมาะสมในวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์นั้น ไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดเฉพาะที่วัดพระธรรมกายเท่านั้น ในภาพรวมของพระทั่วไปถูกยกขึ้นมากล่าวถึงในทางตำหนิติติงไม่น้อยเช่นกัน
ยิ่งมีการพูดถึงวิธีการแสดงออกซึ่งศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาของประชาชนด้วยแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่ว่าเป็นศรัทธาที่ถูกต้อง หรือว่าพากันงมงายในสิ่งนอกคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทำให้ความคิดที่จะปฏิรูปถูกตั้งคำถามมากมายว่าจะเริ่มต้นกันอย่างไร ด้วยดูเหมือนว่าจะต้องทำความเข้าใจเรื่องหลักพระพุทธศาสนากันใหม่หมด
ซึ่งอาจจะต้องตั้งคำถามกันว่า “นับถือพุทธศาสนากันเพื่ออะไร”
“เพื่อหลุดพ้นจากความทุกข์” ตามคำสอนของพระพุทธองค์ หรือ “เพื่อบนบานศาลกล่าวให้ได้มาถึงลาภ ยศ สรรเสริญ” ตามที่คนส่วนใหญ่ใช้เป็นเป้าหมายในการทำบุญ บูชาพระกันอยู่ทุกวันนี้
ความเข้าใจในปัญหาเบื้องต้นของประชาชนจึงน่าจะเป็นคำตอบสำคัญสำหรับการปฏิรูปพุทธศาสนาในประเทศไทย
ประชาชนมีความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นแค่ไหน อาจจะได้คำตอบบางส่วนจากผลสำรวจของกรุงเทพโพลล์ล่าสุด เรื่อง “ถอดบทเรียนพระธัมมชโย : วิกฤตการณ์สั่นคลอนพระพุทธศาสนา”ที่ออกมาว่าบทเรียนที่ชาวพุทธได้รับจากกรณี “พระธัมมชโย” มากที่สุด ร้อยละ 25.9 คือ การนำความศรัทธาของชาวพุทธมาแปลงเป็นผลประโยชน์เข้าวัดในรูปของการทำบุญ รองลงมา
ร้อยละ 24.9 คือแสดงให้เห็นว่าชาวพุทธมีความเข้าใจในหลักธรรมทางพุทธศาสนาน้อยมากจึงง่ายที่จะคล้อยตามและหลงใหลศรัทธา
และร้อยละ 21.1 คือการปล่อยให้มีการปลูกฝังคำสอน ที่ผิดบิดเบือนการสอนพระธรรมจนกลายเป็นปัญหาใหญ่
และเมื่อถามถึงเรื่องที่อยากให้มีการปฏิรูปในวงการพุทธศาสนาให้เห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุด ร้อยละ 35.8 ระบุว่า ให้ยึดและเผยแผ่พระธรรมคำสอนที่ถูกต้องของพระพุทธศาสนา
รองลงมา ร้อยละ 27.7 ระบุว่า พระภิกษุควรประพฤติตามวินัยสงฆ์ การอันใดไม่ใช่กิจของสงฆ์ไม่ควรยุ่ง
และร้อยละ 10.2 ระบุว่าให้กลั่นกรองผู้เข้ามาบวชเรียนอย่างเคร่งครัด
ที่พบจากคำตอบนี้คือไม่ว่าที่ผ่านมาศรัทธาในพระพุทธศาสนาจะเบี่ยงเบนไปจากหลักธรรมคำสอนที่แท้จริงแค่ไหน ประชาชนส่วนใหญ่พร้อมที่จะกลับมาสู่แนวทางที่ถูกต้อง ขอเพียงให้ได้รับรู้ว่า “พระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างไร”
ดังนั้น สาระหลักของการปฏิรูปจึงอยู่การควบคุมพระสงฆ์ซึ่งมีหน้าที่เผยแพร่พระธรรมคำสอนให้อยู่กับร่องกับรอย ไม่พาประชาชนที่เชื่อถือศรัทธาออกนอกลู่นอกทางเพราะเห็นแก่ประโยชน์อื่นนอกพระธรรมวินัย
ที่เสียหายไปไม่ใช่ความเสื่อมในศรัทธาพระธรรมคำสอน แต่เป็นความเสื่อมจากความนับถือพระสงฆ์ ด้วยรู้ว่าประพฤตินอกพระธรรมวินัย
