รายงานพิเศษ : คุยกับทูต ปีเตอร์ ยาค็อบ 145 ปีแห่งความสัมพันธ์อันราบรื่นไทย-ฮังการี (จบ)

“นอกจากแหล่งท่องเที่ยวมากมายตั้งแต่เหนือจรดใต้ มรดกทางวัฒนธรรมประเพณีอันเก่าแก่ ภูมิอากาศดี มีความปลอดภัย อาหารที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วโลก บรรยากาศรอบตัวก็มีแต่ความเป็นมิตร ประเทศไทยจึงสมบูรณ์มากทั้งในแง่ของการท่องเที่ยว ธุรกิจ และอยู่อาศัย”
เอกอัครราชทูตฮังการีประจำประเทศไทย ปีเตอร์ ยาค็อป กล่าว
“อย่างไรก็ตาม แม้ผมจะเรียนภาษาไทยจนสามารถสื่อสารในระดับเบื้องต้น เพื่อให้เกิดความใกล้ชิดสนิทสนมกับคนไทยและเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ได้ง่ายขึ้น แต่ก็ตระหนักดีว่า ยังไม่อาจเข้าใจได้ลึกซึ้งในแบบที่คนไทยคิดหรือทำ อาจเพราะวิธีการคิดของคนตะวันตกและคนตะวันออกค่อนข้างแตกต่างกัน แต่ผมจะพยายามศึกษาเพื่อเข้าใจในความเป็นไทยให้มากขึ้นต่อไป”
“หลังจากหมดวาระประจำการในตำแหน่งรองหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูต ณ สถานเอกอัครราชทูตฮังการีประจำประเทศไทย เมื่อปี ค.ศ.2011 ผมกลับไปอยู่ที่ฮังการีสามปี แต่ยังคงรักษาความสัมพันธ์กับคนไทย ผมไม่อยากขาดการติดต่อกับประเทศไทย ด้วยเกรงว่าจะลืมภาษาไทยและเรื่องราวต่างๆ ที่ได้เรียนรู้อย่างเข้มข้นในช่วงประจำการครั้งแรก แม้ว่าตอนนั้นจะไม่ทราบเลยว่า อนาคตจะได้กลับมาประจำที่นี่อีก”
ประสบการณ์การทำงานที่ประเทศไทยครั้งแรก
“ผมพูดเสมอว่า ผมรักประเทศไทย เพราะผมรู้สึกเหมือนอยู่บ้านจริงๆ เป็นการกลับมาบ้านหลังที่สองอีกครั้งหนึ่ง เรารู้จักกรุงเทพฯ ค่อนข้างดี คุ้นเคยกับผู้คนจำนวนมาก จึงไม่มีอะไรที่น่ากังวลเหมือนไปอยู่ในที่แห่งใหม่ซึ่งไม่รู้จักอะไรเลยโดยสิ้นเชิง”
“สำหรับวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผมมาประจำการครั้งแรก ผมไม่กังวลอะไรนัก แต่ในฐานะนักการทูต ผมมีหน้าที่ต้องรวบรวมข้อมูลข่าวสารให้มากที่สุด พยายามทำความรู้จักพบปะพูดคุยกับบุคคลหลายฝ่าย เพื่อนำมาวิเคราะห์สถานการณ์ให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง”
“ปกติ ประเทศไทยนั้นสงบสุข คนไทยเป็นมิตรและสุภาพต่อคนต่างชาติมาก ทว่า น่าเศร้าที่หลายแห่งในโลกยังมีอันตรายคุกคามจากการก่อการร้ายอยู่”
“ในปี ค.ศ.1990 ฮังการีเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองจากระบอบคอมมิวนิสต์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เราเคยคิดว่า นั่นคือ จุดจบแห่งประวัติศาสตร์ ดังที่ ฟรานซิส ฟูกูยามา เคยพูดไว้”
ฟรานซิส ฟูกูยามา (Francis Fukuyama) นักรัฐศาสตร์ชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นผู้มีชื่อเสียง จินตนาการไว้ในปี ค.ศ.1989 เกี่ยวกับจุดจบแห่งประวัติศาสตร์ (The End of History) โดยทำนายเหตุการณ์ของโลกหลังยุคสงครามเย็นในด้านดีว่า ความล่มสลายของสหภาพโซเวียต เป็นชัยชนะของอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตย และการปฏิวัติครั้งใหญ่ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเทคโนโลยีสารสนเทศ จะช่วยผลักดันให้แนวคิดเสรีประชาธิปไตยเผยแพร่ไปทั่วโลก
“เราทุกคนต่างรู้ดีว่า ไม่ใช่ว่าทุกที่จะเป็นเสรีประชาธิปไตยได้ เมื่อกำแพงเบอร์ลินทลายลง ยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกเป็นอิสระจากการปกครองของสหภาพโซเวียต เราคิดว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก และประชาธิปไตยจะเบ่งบานทั่วโลกในที่สุด ทว่า เหตุการณ์ดังกล่าวกลับกลายเป็นการปะทะกันระหว่างอารยธรรม ดังที่ฮันติงตัน นักวิชาการรัฐศาสตร์ชื่อดัง ได้กล่าวไว้” เอกอัครราชทูตยาค็อบ กล่าว
ฟูกูยามา ระบุว่า จุดจบของประวัติศาสตร์มิใช่โลกคอมมิวนิสต์ ตามการคาดการณ์ของ คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Heinrich Marx) หากแต่เป็นประชาธิปไตยเสรีนิยม
ซึ่งในเวลาต่อมาได้ถูกคัดค้านโดย แซมมวล พี. ฮันติงตัน (Samuel P. Huntington) นักรัฐศาสตร์ชื่อดังชาวอเมริกัน ด้วยทฤษฎีการปะทะกันทางอารยธรรม (The Clash of Civilizations)
ซึ่งฮันติงตันคาดการณ์ว่าในอนาคต การปะทะกันทางอารยธรรม จะเป็นสาเหตุของความขัดแย้งหลักของโลก
แนวคิดของฮันติงตัน คือ หลังจากที่ยุคสงครามเย็นสิ้นสุดลงแล้ว จะมีอารยธรรมสำคัญๆ เหลืออยู่ 7-8 อารยธรรม และสิ่งที่คงเหลืออยู่คือ ความขัดแย้งระหว่างอารยธรรมสำคัญๆ ของโลก โดยเฉพาะอารยธรรมตะวันตก กับอารยธรรมอิสลาม และอารยธรรมขงจื๊อในจีน
ยิ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์วินาศกรรมตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ.2001 หรือ 9/11 เป็นเหมือนเหตุการณ์เชิงสัญลักษณ์ในโลกยุคใหม่ ที่แบ่งแยกโลกตะวันตกกับโลกมุสลิมออกจากกัน ทำให้ทฤษฎีแนวความคิดของฮันติงตันโด่งดังมากขึ้น
เป็นเหตุให้คนทั่วโลกจับตามองสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างโลกตะวันตกกับโลกมุสลิม
เห็นได้ว่า ภายหลังเหตุการณ์ 9/11 การปะทะกันระหว่างสองอารยธรรม (ตะวันตก-อิสลาม) ก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
มองเมืองไทยอย่างไรเมื่อกลับมาครั้งที่สอง
“มีการพัฒนาเกิดขึ้นมากอันเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุน รวมถึงจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ การพัฒนามีทั้งด้านดีและไม่ดี เพราะเกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องพยายามหาความสมดุลหรือทางสายกลาง”
“แน่นอนที่สุด ผมต้องขอย้ำว่า ไม่ใช่เป็นเรื่องเฉพาะของประเทศไทย แต่เป็นของประชาสังคมโลก”
การพักผ่อนหย่อนใจ
“ในยามว่าง ผมมักเล่นกีฬา เช่น เทนนิส บาสเกตบอล หรือว่ายน้ำ เพราะการออกกำลังกายเป็นเรื่องสำคัญ ผมมีโอกาสเดินทางไปหลายจังหวัดในประเทศไทย ทั้งอย่างเป็นทางการและส่วนตัว นอกเหนือจากประเทศพม่าและลาวซึ่งผมมีหน้าที่ครอบคลุมดูแลด้วย”
“ผมและภรรยาชอบอาหารรสเผ็ด เพราะอาหารฮังการีคล้ายอาหารไทย ต่างกันเพียงแค่อาหารฮังการีปรุงรสด้วย Paprika หรือพริกฮังการี เราจึงรับประทานอาหารไทยได้แทบทุกอย่าง อาหารไทยได้รับความนิยมมากในฮังการี และมีร้านอาหารไทยในฮังการีหลายร้านทีเดียว”
“เราชอบการดำน้ำมาก ได้ไปดำน้ำหลายแห่งตามหมู่เกาะต่างๆ แทบจะทั่วประเทศไทย ได้ไปชมเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร จังหวัดกาญจนบุรี และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งต้องมีใบอนุญาตพิเศษที่จะเข้าไป อุทยานทั้งสองแห่งได้รับการจดทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกเช่นกัน นอกจากนี้ เราเคยไปเยือนอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และเรายังชอบไปปั่นจักรยานออกกำลังกายในเวลาว่าง ที่ตำบลบางกระเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ อยู่เป็นประจำ”
บางกระเจ้าเป็นหนึ่งในตำบลของจังหวัดสมุทรปราการ เป็นแหล่งท่องเที่ยวสีเขียวใกล้กรุงเทพฯ พื้นที่บริเวณนี้ บ้างก็ถูกเรียกว่า กระเพาะหมู เพราะมีรูปทรงคล้ายกระเพาะหมู
นิตยสารไทม์เอเชีย (Time Asia) ฉบับ Best of Asia ปี ค.ศ.2006 ยกย่องให้บางกระเจ้า เป็นปอดกลางเมืองที่ดีที่สุดในเอเชีย
เอกอัครราชทูตฮังการีจบการสนทนาอย่างน่าประทับใจว่า
“ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเราทุกคน คือ การรู้จักการพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องง่าย”
“ประเทศไทยโชคดีมากที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานหลักคิดและองค์ความรู้ด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน เราจึงควรเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และนำมาปฏิบัติให้เกิดผลต่อตนเอง สังคม และประเทศชาติ ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่รวมถึงประชาชนในประเทศฮังการีและทุกๆ ประเทศ ก็ควรนำหลักปรัชญานี้ไปใช้เช่นกัน”
“หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ได้รับการยอมรับในฐานะแนวทางที่สามารถประยุกต์ใช้เพื่อบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืน ผมหวังว่าคนไทยจะรักษามรดกทางปัญญาด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนนี้ ซึ่งเป็นของขวัญอันล้ำค่าจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เพื่อเป็นหลักในการดำเนินชีวิตและเป็นกรอบในการตัดสินใจ”
