
งานที่แยกขาดออกไปจากตำรวจและประสบผลดีแก่ทุกฝ่ายก็คือ “งานทะเบียนรถยนต์และใบขับขี่” งานทะเบียนและใบขับขี่ (ภายใต้การบริหารจัดการของกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม) ได้รับงบประมาณ กำลังคนและสถานที่ประกอบการที่เหมาะสมและกระจายไปได้ทั่วถึง ที่สำคัญก็คือได้รับการพัฒนาโครงสร้างและรูปแบบของงานอย่างทันสมัยด้วยระบบสารสนเทศ
เป็นงานบริการ ไม่ใช่งานป้องกันปราบปราม ดังนั้น ประชาชนต่างได้รับความพอใจ และที่ยังไม่พอใจก็ไม่ด่าตำรวจให้ผิดตัว
แต่เดิมนั้นกรมตำรวจมี “กองบังคับการกองทะเบียน” เป็นกองบังคับการที่ขึ้นตรงกับ “กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง”
อย่างไรก็ตาม แม้จะโอนงานทะเบียนยานพาหนะให้กรมการขนส่งทางบกไปแล้ว ประชาชนส่วนใหญ่ (รวมทั้งตำรวจและนักปฏิรูป) ก็ยังคงเห็นว่าตำรวจ “ใหญ่โตมโหฬาร” มากเกินไปทั้งทางกายภาพและความรู้สึก
อีกงานหนึ่งที่แยกหรือโอนไปให้เทศบาลหรือกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่องานใหม่ไม่ให้มาแปดเปื้อนกับตำรวจอีกว่า “เทศกิจ”
ผมไม่แน่ใจว่าประชาชนทั่วไปจะพอใจเทศกิจหรือไม่ เพราะลักษณะงานไม่ได้เปลี่ยนไปแต่อย่างใด เป็นที่มาของภาพการไล่จับกุมพ่อค้าแม่ค้าผู้ฝ่าฝืนเทศบัญญัติและความเป็นระเบียบเรียบร้อย งานนี้ราชการก็ถูกประณามจากคนกลุ่มหนึ่งว่า “รังแกคนทำมาหากิน” เช่นเดิม เพียงแต่เปลี่ยนคนถูกด่าจากตำรวจไปเป็นเจ้าหน้าที่เทศกิจเท่านั้น
เช่นเดียวกับที่ตำรวจจราจรจับกุมผู้ฝ่าฝืน พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ร.บ.รถยนต์ และ พ.ร.บ.ขนส่ง หรือตำรวจสายตรวจตั้งด่านตรวจริมทางคอยจับกุมผู้ใช้ยานพาหนะ นั่นแหละ งานนี้ตำรวจจราจรถูกประณามว่าจับกุมเพื่อรับเงินรางวัลนำจับ
จนเป็นที่มาของภาพใบเสร็จรับเงินค่าปรับ ชื่อภาพ “ทำบุญค่าอาหารสุนัข” อันเป็นที่กระเทือนใจของคนเป็นตำรวจอย่างยิ่ง
ถ้าไม่อยากด่าตำรวจหรือไม่อยากให้ตำรวจโดนด่า ก็ขอความกรุณาช่วยกันคิดหน่อยเถอะครับ ว่าจะโอน “งานจราจร” ให้หน่วยงานใดรับภาระแทนตำรวจไปเสียที
กล่าวถึงเรื่องเงินรางวัลข้างต้น ได้รับคำชี้แจงเพิ่มเติมว่า ไม่น่าจะถือเป็นเงินรางวัลนำจับหรือรางวัลจากค่าปรับ แต่เป็น “เงินเพิ่มพิเศษ”
ผู้ชี้แจงได้สำเนาบทความบางส่วนเรื่อง “เงินเพิ่มพิเศษ” โดย “พ.ต.ท.บุญช่วย หน่ายครบุรี” มาให้อ่าน สรุปได้ว่า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้พิจารณาเห็นว่า ข้าราชการตำรวจ ฝ่ายปฏิบัติการที่มีหน้าที่ด้านป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม (สายงานป้องกันปราบปราม สายงานสืบสวน สายงานสอบสวน) และด้านจราจร (สายงานจราจร) ลักษณะงานมีความเสี่ยงภัยต่อชีวิต ความทุพพลภาพ และสุขภาพร่างกายมากกว่าข้าราชการตำรวจอื่น จึงควรได้รับค่าตอบแทนที่สูงกว่าข้าราชการตำวจอื่น ฯลฯ
ก.ตร. โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง ได้ออกข้อกำหนด ก.ตร. ว่าด้วยเงินเพิ่มพิเศษรายเดือน ตั้งแต่ตำแหน่ง รอง ผกก. หรือเทียบเท่าลงมาในอัตรา
รอง ผกก. เดือนละ 4,700 บาท สารวัตร เดือนละ 4,000 บาท รองสารวัตร เดือนละ 3,500 บาท ผู้บังคับหมู่ เดือนละ 3,000 บาท
ข่าวใหม่ที่น่าเป็นห่วงตำรวจไม่น้อยก็คือ มีกฎหมายหรือข้อกำหนดของเทศบาล (กทม.) ให้รางวัลแก่ผู้แจ้งจับหรือถ่ายรูปแล้วแจ้งจับในความผิดต่างๆ ประมาณ 10 ข้อหา
เช่น ปล่อยสัตว์ขี้หน้าบ้านแล้วไม่เก็บ, พ่นสี เขียนกำแพง, รถบรรทุกหิน ทราย ดิน ร่วงหล่นบนถนน, ประกอบกิจการริมถนน, จอดรถบนทางเท้า, ขี่ จยย. บนทางเท้า, ทิ้งซากรถในที่สาธารณะ และข้อหาสำคัญ…วางของกั๊กที่จอดรถ
ที่เป็นห่วงตำรวจก็ด้วยเหตุผลหลายประการมาประจวบเหมาะ
ประการแรก ก็คือความผิดตามข้อหาดังกล่าวข้างต้นนี้ประกาศใช้มานานแล้ว แต่ไม่ค่อยมีการจับกุมกัน ประชาชนโดยทั่วไปฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติเสียจนชินชา จนกลายเป็นเรื่องปกติ ถ้าจับกุมกันก็กลายเป็นว่าตำรวจหาเรื่องกลั่นแกล้ง
ประการถัดมา ก็คือค่าปรับแพงถึง 5,000 บาท เฉพาะวางของกั๊กที่จอดแพงถึง 10,000 บาท ผู้ถ่ายรูปแจ้งจับได้รางวัล 50 เปอร์เซ็นต์ของค่าปรับ เป็นการจูงใจ และประชาชนในฝั่งผู้เสียหายก็ต้องการให้ตำรวจจับเพราะพวกเขาทนเดือดร้อนรำคาญมานานแล้ว
ถ้าตำรวจไม่จับและไม่ปรับตามอัตราโทษ ก็อาจจะถูกกล่าวหาว่า “ละเว้นฯ” หรือ “ใส่เกียร์ว่าง”
มีข้อสังเกตว่าหลายข้อหาเป็นความผิดที่ชาวบ้านอยากให้ตำรวจจับมาก บางข้อหาในประเทศที่กฎหมายเข้มแข็ง (เช่น สิงคโปร์) มีโทษโบย แต่เกือบทุกข้อหาในประเทศไทยถือว่าเป็นเรื่องที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ง่ายต่อการด่าว่าตำรวจผู้จับกุมและเปรียบเทียบปรับเป็นอย่างยิ่ง แต่ผมซึ่งถือว่าตัวเองเป็นตำรวจก็ยินดีให้ด่า เพราะมั่นใจว่าคนชมและสรรเสริญมีจำนวนมากกว่า
เรื่องที่น่าเป็นห่วงกว่าเรื่อง “อาหารสุนัข” ก็คือเรื่อง “ขายบัตร” อันเป็นการรีดไถแบบโบราณ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นเรื่องผะอืดผะอมที่ถูกประณามทั่วกันทั้งจากชาวบ้านและจากตำรวจผู้น้อย
“ไทย ทริบูน ออนไลน์” เสนอบทความชื่อ “ทำบุญกับตำรวจ” โดย อาจารย์วสิษฐ เดชกุญชร เล่าเรื่องสมาคมตำรวจ โดย พล.ต.อ.สุวรรณ สุวรรณเวโช นายกสมาคม “บอกบุญ” ขายบัตรชมการแข่งขันฟุตบอลใบละ 1,000 บาท เพื่อสนับสนุนส่งเสริมกิจกรรมตำรวจ แล้วละเหี่ยใจกว่าเรื่องค่าปรับ เพราะการ “ขายบัตร” คือการรีดไถแบบโบราณของแท้เลยทีเดียว
ผู้โพสต์ภาพ “ทำบุญค่าอาหารสุนัข” นั้น ในที่สุดได้ขอขมาต่อตำรวจหลังจากสำนึกผิด ส่วนการขายบัตรนั้นผมมั่นใจอย่างยิ่งว่าคนซื้อบัตรน่าจะบริภาษตำรวจอยู่ในใจด้วยถ้อยคำที่หยาบคายกว่า “อาหารหมา” และเขาจะไม่มีวันขอขมา
