bg-single

สุรชาติ บำรุงสุข | สังคมใหม่หลังโควิด! โรคระบาดเปลี่ยนชีวิต

22.05.2020

“หลังโควิด-19 แล้ว จะไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป”

Edwin Naidu (University World News)

หลังจากการระบาดของเชื้อโควิด-19 บรรเทาลง แบบแผนของชีวิตจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

ดังนั้น บทความนี้จะทดลองนำเสนอมุมมองอย่างสังเขปในมิติทางสังคม

1)โรคระบาด = ภัยคุกคาม

เมื่อผู้กำกับฯ Larry Brilliant สร้างภาพยนตร์เรื่อง “Contagion” ออกฉายนั้น ผู้ชมหลายคนก็คิดว่าหนังเรื่องดังกล่าวอาจจะเป็นเพียงจินตนาการของผู้สร้าง

แต่อย่างน้อยสิ่งที่ผู้กำกับฯ พยายามสื่อสารมาพร้อมกับความตื่นเต้นบนจอก็คือ สมมุติฐานชุดใหญ่ของความเป็นไปของชีวิตในโลกสมัยใหม่ที่ว่า “โรคระบาดคือภัยคุกคาม”

และสำหรับผู้ที่ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในปัจจุบันแล้ว Contagion ก็คือสถานการณ์ของโลกในปัจจุบันนั่นเอง

นอกจากนี้ นักอนาคตวิทยาหลายคนก็มองในทิศทางที่คล้ายคลึงกันว่า การแพร่ของโรคระบาดจะเป็นหายนะสำคัญของโลก และเป็นหายนะที่สังคมต่างๆ อาจจะไม่ได้เตรียมรับมือเท่าที่ควร เพราะเรามักจะละเลย หรือไม่ก็มองข้ามปัญหาดังกล่าว

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความเชื่อในโลกสมัยใหม่ว่า มนุษยชาติในประเทศพัฒนาแล้วที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์สามารถเอาชนะต่อโรคระบาดได้แล้ว

ในอีกด้านหนึ่งการแพร่กระจายของเชื้อโรคเป็นปัญหาของประเทศกำลังพัฒนาที่ยากจนและมีความล้าหลังทางวิทยาการ

แต่การระบาดของโควิดครั้งนี้พิสูจน์ชัดว่า แม้ประเทศที่พัฒนาก้าวหน้าไม่ว่าจะเป็นสหรัฐหรือยุโรป ไม่มีความพร้อมในการต่อสู้กับการระบาดนี้

ดังจะเห็นได้จากจำนวนผู้ป่วยและเสียชีวิตในประเทศดังกล่าว เช่น จำนวนผู้เสียชีวิตในสหรัฐ อิตาลี สเปน และฝรั่งเศส เป็นต้น

บทเรียนสำคัญจากกรณีของโควิดชี้ให้เห็นว่า โรคระบาดจะไม่เป็นเพียงปัญหาทางการแพทย์อีกต่อไป หากแต่ผลที่เกิดขึ้นเป็นทั้งปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงคู่ขนานกันไปทั้งระบบ

ดังนั้น การสร้าง “ระบบเตือนภัยด้านสุขภาพ” เป็นประเด็นสำคัญทั้งในระดับรัฐและในระดับโลกในอนาคต

2)ทุนนิยม-สังคมนิยม

หากเราย้อนอดีตความขัดแย้งในยุคสงครามเย็น จะเห็นได้ชัดเจนถึงการต่อสู้ทางอุดมการณ์สองชุดที่สำคัญ คือปัญหาระหว่าง “ทุนนิยม vs สังคมนิยม”

แต่หลังจากการสิ้นสุดของยุคสงครามเย็นที่อาจจะถือเอาการรวมชาติของเยอรมนี และมีภาพเชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญด้วยการ “ล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน” ในเดือนพฤศจิกายน 1989 ฉะนั้น การสิ้นสุดของสงครามเย็นจึงเท่ากับเป็นการบ่งบอกถึงการ “ล่มสลายของลัทธิสังคมนิยม”…

อุดมการณ์สังคมนิยมจบไปหมดแล้ว โลกสังคมนิยมห่างหายไปและถูกบดบังด้วยการเติบโตของโลกทุนนิยมที่เป็นโลกาภิวัตน์

แต่นักทฤษฎีสังคมการเมืองทุกคนตระหนักดีว่าการเติบโตของโลกาภิวัตน์ไม่ใช่สิ่งที่ยั่งยืน เช่นเดียวกับที่วิกฤตในระบบทุนนิยมเป็นสิ่งที่ยั่งยืน

ดังนั้น การเติบโตของกลุ่มการเมืองปีกขวาในโลกตะวันตกปัจจุบัน หรือที่เรียกว่า “ประชานิยมปีกขวา” (Rightwing Populism) อาจจะถือว่าเป็นผลผลิตของระบบทุนนิยมที่เป็นโลกาภิวัตน์นั้น จนดูเหมือนว่าในสภาวะเช่นนี้ “สังคมนิยมตายแล้ว!”

หากแต่เรายังพอเห็นถึงการขับเคลื่อนของปีกซ้ายในการเมืองยุโรปอยู่บ้าง เช่นในกรณีของสเปน

แต่สิ่งที่กำลังกลายเป็นข้อสังเกตถึงการขยายตัวของแนวคิดสังคมนิยมในปัจจุบัน คือการหาเสียงในการแข่งขันหาตัวผู้สมัครในการเมืองอเมริกัน ที่ทิศทางการเมืองของผู้เสนอตัวอย่างแซนเดอร์มีลักษณะที่เป็นไปทางสังคมนิยม หรือคนรุ่นใหม่ในสหรัฐไปในทางที่เป็นสังคมนิยมมากขึ้น

จึงทำให้เห็นถึงการขยายตัวของแนวคิด “สังคมนิยมประชาธิปไตย” (Democratic Socialism) ที่กำลังเป็นทางเลือกใหม่

3)สังคมคนจน

ในภาวะที่สังคมทั้งหลายต้องเผชิญกับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงจากการแพร่ระบาดครั้งนี้ อันนำไปสู่การตกงานครั้งใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในหลายสังคม และอาจมีจำนวนทั่วโลกมากถึง 195 ล้านคน (การประเมินของสหประชาชาติ) หรือคิดเป็นร้อยละ 37.5 ของการจ้างงานของโลก

ดังนั้น ทุกสังคมจึงต้องการ “สวัสดิการสังคม” ชุดใหญ่ ดังเช่นการอนุมัติเงินครั้งใหญ่ของรัฐสภาอเมริกันเป็นจำนวน 2 ล้านล้านดอลลาร์ ($ 2 trillion)

หรือรัฐสภาแคนาดาอนุมัติงบประมาณ 7 หมื่นล้านดอลลาร์เป็นตัวอย่างในกรณีนี้ ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอกับวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบัน จนถึงกับมีการผลักดันเรื่อง “รายได้พื้นฐานที่เป็นสากล” (Universal Basic Income) ให้เป็นทางออกสำหรับคนงานในอนาคต โดยเฉพาะการตกงานอย่างถาวร เพราะการปรับเปลี่ยนของโลกธุรกิจและอุตสาหกรรมในยุคหลังโควิด

ทิศทางเช่นนี้ส่วนหนึ่งส่งสัญญาณถึงความต้องการจากภาคสังคมที่หลังจากสิ้นสุดการระบาดแล้ว จะมีการเรียกร้องให้สร้าง “รัฐสวัสดิการ” (Welfare State) มากขึ้น

และข้อถกเถียงในมิติทางการเมืองจะมีทิศทางเป็นสังคมนิยมมากขึ้น หรืออย่างน้อยอุดมการณ์การเมืองในโลกตะวันตกจะเป็นแบบ “สังคมนิยมประชาธิปไตย”

เพราะนับจากนี้โลกจะเผชิญกับการขยายตัวของความยากจนขนาดใหญ่ และอาจนำไปสู่การขยายตัวของช่องว่างของรายได้ โดยเฉพาะในประเทศยากจน

4)ระยะใกล้-ระยะห่าง

เดิมสังคมสร้างความสัมพันธ์ในลักษณะที่ใกล้ชิดของบุคคลทางกายภาพ แต่ผลจากการระบาดครั้งนี้ กลับไม่ต้องการความใกล้ชิด

ข้อเสนอในทางการแพทย์คือ การรักษา “ระยะห่างทางกายภาพ” (physical distancing) [องค์การอนามัยโลกไม่เสนอให้ใช้คำว่า การรักษาระยะห่างทางสังคม หรือ “social distancing”] หรืออาจกล่าวได้ว่าสิ่งที่จะกลายเป็นแบบแผนของชีวิตจากยุคโควิดจนถึงยุคหลังโควิดก็คือ การไม่ใกล้ชิดคือป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส และเราอาจคุ้นชินกับการใส่หน้ากากมากขึ้นด้วย

ดังนั้น หากพิจารณาในมิติทางเทคโนโลยี เราจะเห็นได้ถึงความเป็น “โลกที่ถูกเชื่อมต่อ” (connected world) และเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เกิดการเชื่อมต่อของโลกาภิวัตน์

แต่ในชีวิตจริงของบุคคลในยุคโควิดกลับมีลักษณะเป็นแบบ “ไม่เชื่อมต่อ” (disconnected)

ฉะนั้น แม้การระบาดจะสิ้นสุดจริง แต่ชีวิตการพบปะทางสังคมอาจจะไม่กลับสู่แบบเดิมทั้งหมด เพราะความกลัวการเกิดการระบาดซ้ำจะยังทำให้คนในสังคมต้องรักษาระยะห่างทางกายภาพต่อไป

ตัวอย่างของความเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวัน เช่น การทักทายด้วยการสวมกอดในแบบชีวิตคนตะวันตกอาจจะต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์การระบาด

หรืออีกนัยหนึ่งการเชื่อมต่อผ่านระบบอินเตอร์เน็ตเข้ามาแทนที่การติดต่อโดยตรงที่จะต้องมีการพูดคุยกัน (interfaces) อันอาจกล่าวในยุคโควิดได้ว่า “เราสัมผัสหน้าจอมากกว่าสัมผัสมือ”

และในยุคนี้ดูเหมือนเราจะถูกเตือนให้ลดทอนการสัมผัสพื้นผิวต่างๆ (ยกเว้น “ผิวจอ” ของคอมพิวเตอร์) ซึ่งก็คือการลด “การสัมผัสทางกายภาพ” ในสังคม

5)บ้านคือสถานที่ทำงานใหม่

หนึ่งในการเปลี่ยนแบบแผนชีวิตในยุคโควิดคือการต้องทำงานจากบ้าน หรือที่ประเด็นนี้กลายเป็นข้อเสนอสำคัญเพื่อควบคุมปริมาณการเดินทางของคนในสังคมคือ “work from home” และบทบาทของสถานที่ทำงานในทางกายภาพก็เปลี่ยนไป เพราะด้วยเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่สามารถเชื่อมต่อบุคคลได้โดยไม่มีข้อจำกัดของระยะห่างทางภูมิศาสตร์ (ข้อจำกัดมีเพียงการมีสัญญาณและอุปกรณ์เท่านั้น)

ทำให้การระบาดของโควิดเป็นปัจจัยบังคับที่ทำให้ความจำเป็นของสถานที่ทำงานในแบบเดิมหมดความสำคัญลง

การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ทำให้เห็นถึงความไม่จำเป็นของชีวิตบริษัทแบบเก่า ที่ต้องพึ่งพาการประชุมและต้องมีห้องประชุมรองรับ หรืออีกนัยหนึ่งโลกธุรกิจแบบเก่าต้องการ “การประชุมทางกายภาพ” (physical meetings) แต่ความต้องการเช่นนี้เปลี่ยนไป เพราะเมื่อการเชื่อมต่อเกิดขึ้นได้ในทุกสถานที่แล้ว

การทำงานจากบ้านกำลังกลายเป็น “บรรทัดฐานใหม่” ของชีวิตทางธุรกิจในยุคหลังโควิด หรืออาจจะกล่าวได้ว่าบริษัทในอนาคตจะมีลักษณะเป็นดัง “บริษัทระยะไกล” (remote company)

ซึ่งสิ่งที่ต้องการสำหรับบริษัทในรูปแบบเช่นนี้คือ การยอมกระจายอำนาจในการทำงาน และการกระจายอำนาจในระดับของคนทำงาน (หรือในระดับบุคคล)

6)อินเตอร์เน็ตคือโลก

การระบาดของไวรัสโควิดในครั้งนี้เป็นบททดสอบที่สำคัญของ “โลกอินเตอร์เน็ต” และในขณะเดียวกันก็เป็นความโชคดีที่โลกในยุคปัจจุบันมีการติดต่อสื่อสารผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งสามารถลดทอนปฏิสัมพันธ์ทางตรงลงได้อย่างมาก

จนอาจกล่าวได้ว่าชีวิตในยุคโรคระบาดทำให้เราต้องพึ่งพาอินเตอร์เน็ตมากอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

หรืออาจกล่าวเชิงเปรียบเทียบได้ว่า เรากำลังเปลี่ยนจาก “human interfaces” เป็น “machine interfaces” มากขึ้นนั่นเอง

สภาพเช่นนี้ทำให้การเดินทางข้ามประเทศเพียงเพื่อไปประชุมในแบบเดิม อาจจะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป เพราะเสียทั้งค่าใช้จ่ายในการเดินทางและเสียเวลาในการเดินทาง

ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะถูกแทนที่ด้วย “การประชุมผ่านวิดีโอ” (video conference) ซึ่งใช้ได้กับงานต่างๆ ในทุกภาคส่วน ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่กับภาคธุรกิจเท่านั้น

และจะเห็นได้ในอนาคตว่า การเดินทางเพียงเพื่อไปประชุม (การพบกันทางกายภาพ) อาจจะไม่มีความจำเป็นและความคุ้มค่าอีกต่อไป

ในทำนองเดียวกันกิจกรรมต่างๆ ในสังคม ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การจัดอภิปราย/สัมมนา การแข่งขันกีฬา ล้วนถูกจับเอาเข้าไปไว้ในโลกอินเตอร์เน็ต

เช่น มีการแข่งขันซูโมเป็นครั้งแรกที่ถ่ายทอดสดผ่านอินเตอร์เน็ต โดยไม่อนุญาตให้มีผู้ชมเข้าร่วมโดยตรง หรือในอนาคตการเข้าวัด/โบสถ์ พระอาจจะ “สตรีมสด” คำเทศน์ในแต่ละวัน

การสร้างความเข้มแข็งของระบบอินเตอร์เน็ตเพื่อรองรับต่อความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในยุคหลังโควิดจึงเป็นประเด็นที่มีความจำเป็นอย่างมาก ทั้งยังเป็นเรื่องที่รัฐจะต้องลงทุน อย่างน้อยเพื่อรองรับต่อวิกฤตการณ์ในอนาคต ซึ่งการลงทุนของภาครัฐจะต้องไม่คิดแต่เพียงในเรื่องของกำไร/ขาดทุน เพราะการใช้งบประมาณในประเด็นนี้จะเป็น “การลงทุนทางสังคม”

รวมถึงการพัฒนาขีดความสามารถในเรื่องของการรักษาพยาบาลทางไกลผ่านอินเตอร์เน็ต อันอาจเป็นคำตอบของงานสาธารณสุขในอนาคต

7)เอไอช่วยได้

นอกจากการลงทุนทางด้านไอทีแล้ว รัฐบาลในอนาคตควรจะต้องลงทุนในเรื่องของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่กันด้วย เพราะเอไอจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเหลือมนุษย์ในการพัฒนาทางด้านสาธารณสุข และการใช้ประโยชน์จากหุ่นยนต์ในการทำงานทางการแพทย์บางอย่าง

ในกรณีของจีน เห็นถึงการใช้โดรนได้อย่างมีประสิทธิภาพในการเฝ้าตรวจการเดินทางในที่สาธารณะ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด

8)สื่อเก่าไป สื่อใหม่มา

หนึ่งในผลกระทบใหญ่จากการระบาดของโควิดคือ อุตสาหกรรมหนังสือพิมพ์

เพราะก่อนการระบาด ธุรกิจสิ่งพิมพ์เองก็ได้รับผลกระทบจากการขยายตัวของสื่ออินเตอร์เน็ตอยู่แล้ว รวมถึงงานโฆษณาที่เป็นรายได้สำคัญของหนังสือพิมพ์ก็ขยับไปอยู่กับสื่อใหม่

การติดตามข่าวจากสื่อจึงไม่ใช่การอ่านหนังสือพิมพ์ในแบบเก่า แต่อ่านจากสื่ออินเตอร์เน็ต

ดังนั้น แม้สื่อใหญ่อาจจะมีรายได้มากขึ้นผ่านโลกออนไลน์

แต่สื่อฉบับเล็กอาจจะอยู่รอดได้ยาก ไม่ว่าจะลดค่าใช้จ่ายลงอย่างไรก็ตาม

ดังนั้น หลังวิกฤตโควิดจะส่งผลให้หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในหลายประเทศต้องปิดตัวลง

และอาจจะรวมถึงสื่อระดับกลางก็จะได้รับผลกระทบมากเช่นกัน

อีกทั้งผลจากการถูก “ล็อกดาวน์” จะทำให้คนคุ้นกับการอ่านข่าวสารจากสื่ออินเตอร์เน็ตมากขึ้น

9)การศึกษาที่ไม่มีห้องเรียน

การระบาดครั้งนี้เปลี่ยนโลกทางการศึกษาอย่างมาก ผู้บริหารมหาวิทยาลัยทั่วโลกเห็นพ้องกันว่า มหาวิทยาลัยจะต้องรีบเอาห้องเรียนไปไว้ในออนไลน์ และอาจจะต้องจัดระบบอุดมศึกษาใหม่

ทั้งการเรียนการสอนและการวิจัย รวมถึงการเรียนการสอนทางไกลในระดับปริญญาโทและเอกด้วย

ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของนักศึกษาลงอย่างมาก

และเปิดโอกาสให้เกิดการเข้าถึงการศึกษาได้มากขึ้นด้วย

10)ผลสืบเนื่อง

การระบาดครั้งนี้ส่งผลให้การจ้างงานแบบเก่าต้องยุติลง

แต่ก็จะเกิดการจ้างงานในรูปแบบใหม่ ประมาณการว่า 1 ใน 3 ของแรงงานอเมริกันสามารถทำงานจากที่บ้านได้ ซึ่งทำให้ลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ลงได้มาก

และยังส่งผลโดยตรงต่อสภาวะแวดล้อม

เช่น การเดินทางที่ลดลงทำให้การใช้พลังงานลดลง รถติดน้อยลง มลพิษในอากาศลดลงเช่นกัน

การระบาดจึงส่งผลให้สภาพของอากาศโดยทั่วไปดีขึ้น หรืออย่างน้อยการระบาดครั้งนี้ทำให้เกิด “slow life” ในชีวิตจริง

เมื่อการระบาดจบลง วิชาที่จะมีคนอยากเรียนอย่างมากคือ การฝึกการทำสิ่งต่างๆ ด้วยระบบออนไลน์

แน่นอนว่าก็เรียนผ่านออนไลน์ด้วย!


 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุดารัตน์ จี้อย่าปล่อยให้ 14 กันยา เป็นแค่วัน“จับปลาซิว” ชวนคนไทยจ้องตา กกต.
รัฐประหาร 2557 จุดเปลี่ยนชีวิต ก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์ จากนักเรียนนอก สู่นักการเมือง ‘สีส้ม’
เทศน์ ‘สนุก’ | ธงทอง จันทรางศุ
เดนตายในผ้าเหลือง ปฏิบัติการลับของทหารญี่ปุ่นในไทยสมัยสงครามโลก (1)
แก๊งคอลฯ ล็อกเป้าใหม่ ‘Gen Z’ เตือนภัยวัยโจ๋ เก่ง ‘TECH’-อ่อนโลก ปีเดียว 2 หมื่นคดี-700 ล้าน
พลิกโฉมงานตุลาการไทย ไม่ต้องมาศาลก็พึ่งศาลได้ ฟังก์ชั่นสุดล้ำคนไทยต้องรู้
ภัยคุกคามกฎหมาย | เหยี่ยวถลาลม
วัดพุทไธศวรรย์ แหล่งซ่องสุมกำลัง ของ “สยาม” ท้าวอู่ทอง | สุจิตต์ วงษ์เทศ
ยิวกร่าง – จีนโกง | สุรชาติ บำรุงสุข
G2, M7 และโลกที่เหลือ (2) : อธิปไตยดิจิทัลและกลไกส่วนต่างอำนาจของ M7
20 ปีก่อน… ยึดอำนาจ นายกฯ ทักษิณ วันนี้…ยึดอำนาจประชาชนทั้งประเทศ (1)
เบื้องลึก ทรัมป์สั่งยึดน้ำมันสำรอง เวเนซุเอลา