บทบาท กรรมการ ของ ปีเตอร์ เอ. แจ็กสัน กรณี พุทธทาสภิกขุ

คล้ายกับว่า ปีเตอร์ เอ. แจ็กสัน จะทำหน้าที่ในการแก้ต่างและอธิบายเพื่อนำไปสู่ความเข้าใจต่อท่านพุทธทาสภิกขุ เพราะชื่อของหนังสือก็เด่นชัด
พุทธทาสภิกขุ พระพุทธศาสนานิกายเถรวาท และการปฏิรูปเชิงนวสมัยนิยมในประเทศไทย
โดยด้าน 1 ยกเอาบรรดา “ชาวพุทธ” ที่ข้องใจและมีความเห็นแย้งต่อแนวทางและความคิดของท่านพุทธทาสภิกขุมา
ขณะเดียวกัน ด้าน 1 ก็เปิดโอกาสให้พุทธทาสภิกขุได้อธิบาย
ในความเป็นจริงก็มิได้เป็นการอธิบายในเชิงตอบโต้ระหว่างคู่กรณีโดยตรง ตามกันข้าม บทบาทของ ปีเตอร์ เอ. แจ็กสัน อยู่ตรงนี้
คือนำเอาบทนิพนธ์หรือธรรมบรรยายของท่านพุทธทาสภิกขุมาแสดง
แน่นอน กระบวนการแสดงเท่ากับเป็นการโต้แย้งและอธิบายเพื่อสร้างความกระจ่างให้แก่ความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน
กระนั้น ปีเตอร์ เอ. แจ็กสัน ก็ยังได้สรุปตามความเห็นและความเชื่อของตนไว้ในท่อนที่สุด
ต้องอ่าน
ประการแรก ดูเหมือนว่าฝ่ายที่คัดค้านท่านพุทธทาสจะมีความสับสนร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งเกี่ยวกับคำว่า “โลกธรรม” กับคำว่า “โลกิยธรรม”
ในจคถกนิบาต อังคุตตรนิกายนั้น
“โลกธรรม” มีนิยามเป็น “ปัจจัยทางโลก” หรือ “ภาวะในโลก” 8 อย่าง ได้แก่ (1) ลาภะ ความได้ลาภ (2) อลาภะ ความเสื่อมลาภ (3) ยโส ความได้ยศ (4) อยโส ความเสื่อมยศ (5) ปสังสา ความสรรเสริญ (6) นินทา ความติเตียน (7) สุขัง ความสุข และ (8) ทุกขัง ความทุกข์
ภาวะทั้งหมดนี้แสดงลักษณะของคนที่ยังติดยึดอยู่กับวัตถุสิ่งของทางโลก
ส่วน “โลกิยธรรม” นั้นหมายถึงแนวคิดเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมของฆราวาส ซึ่งมีเป้าหมายต่างกับโลกุตรธรรมที่เป็นวิถีปฏิบัติของบรรพชิต
เป็นความจริงที่ว่า ข้อความในที่หลายแห่งของพระไตรปิฎก อย่างเช่น ใน “โลกาวิบัติสูตร” กล่าวถึงพระพุทธวจนะที่ว่า ปุถุชนหรือ “ชาวโลก” ถูกครอบงำด้วยโลกธรรม แต่อริยสาวกหรือ “ผู้ปฏิบัติตามที่ไกลจากทุกข์แล้ว” ของพระองค์นั้นไม่ถูกครอบงำ
อย่างไรก็ตาม พระพุทธองค์ไม่ได้ตรัสว่า โลกิยธรรมเป็นเรื่องของปุถุชน แต่ดูเหมือนจะมีผู้เข้าใจผิดคิดว่าโลกิยธรรมกับโลกธรรมเป็นสิ่งเดียวกัน
ว่ากันตามจริงแล้วพระพุทธองค์ไม่เคยตรัสคำว่าโลกิยธรรมหรือโลกุตรธรรมไว้เป็นพระวจนะในที่ใดของพระสุตตันตปิฎกเลย คำทั้ง 2 นี้ปรากฏในพระไตรปิฎกครั้งแรกในส่วนที่เรียกว่า “ธรรมสังฆนี” ของพระอภิธรรมปิฎก
เรื่องที่พบว่าสับสนกันอยู่โดยทั่วไปอีกเรื่องหนึ่งก็คือ คำว่าปุถุชนกับอริยสาวกนั้นชาวพุทธมักจะตีความกันอย่างผิดๆ ว่าหมายถึง “ฆราวาส” กับ “พระภิกษุ” ตามลำดับ แต่ในพระไตรปิฎกไม่ได้มีข้อความที่ระบุว่าปุถุชนหรืออริยสาวกหมายถึงฆราวาสหรือพระภิกษุแต่อย่างใด
ดังนั้น การที่ท่านพุทธทาสกล่าวว่า พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงแสดงแนวทางการปฏิบัติธรรมของฆราวาสให้ต่างกับพระภิกษุ จึงตัดสินได้ว่าถูกต้องตามถ้อยคำในพระสุตตันตปิฎกอย่างตรงไปตรงมา
อย่างไรก็ตาม การที่มีชาวพุทธจำนวนมากเชื่อในทัศนะแบบดั้งเดิมที่แยกฆราวาสออกจากบรรพชิต และการที่เกิดความสับสนขึ้นมานั้นพอจะเข้าใจกันได้ไม่ยากนัก ประการแรก ในสูตรต่างๆ จำนวนมากของพระไตรปิฎกมีถ้อยคำที่ดูหมิ่นสถานภาพของฆราวาสและยกย่องบทบาทของบรรพชิต
ดังเช่นข้อความว่า “(การเป็น) ฆราวาสซึ่งมีข้อจำกัดคือทางแห่งธุลี แต่ (การเข้าสู่เพศ) บรรพชิตคือทางสู่ความอิสรเสรีและสะอาดหมดจด” ตามทัศนะของ สิทธิ์ บุตรอินทร์ เส้นทางสู่นิพพานนั้น
“เปิดให้แก่ศาสนิกทั้งที่เป็นพระภิกษุและฆราวาสมีโอกาสในการฝึกจิตวิญญาณได้ไม่ดีหรือมากเท่ากับพระภิกษุ หรือเพราะชีวิตนักบวชเปิดโอกาสให้พระภิกษุได้ก้าวหน้าทางจิตวิญญาณได้มากกว่า ส่วนใหญ่แล้วชาวพุทธจึงถือกันว่าฆาราวาสนั้นด้อยกว่าพระ”
นอกจากนี้ การที่คติแบบดั้งเดิมกำหนดให้คำว่าปุถุชนหมายถึงฆราวาส และคำว่าอริยสาวกหมายถึงพระภิกษุนั้นก็ดูเหมือนว่ามีพระพุทธวจนะรับรองอยู่กลายๆ
ทั้งนี้ก็เพราะเมื่อพระองค์ตรัสว่า ปุถุชนหรือ “ชาวโลก” ถูกครอบงำด้วยโลกธรรมอยู่นั้น พระองค์กำลังตรัสแก่บรรดาผู้เข้าเฝ้าที่ล้วนแต่เป็นภิกษุทั้งสิ้น และทรงประทานกำลังใจแก่บรรดาภิกษุเหล่านั้นเพื่อให้ดำรงเพศบรรพชิตต่อไป โดยทรงชี้ว่าการใช้ชีวิตแบบนักบวชมีประโยชน์มากกว่าการใช้ชีวิตอันยุ่งยากของผู้ครองเรือน
ดังนั้น เราจึงเห็นได้ว่า ประเด็นนี้มีข้อขัดแย้งกันอยู่ระหว่างท่านพุทธทาสซึ่งแปลความพระพุทธวจนะตรงตามตัวอักษรอย่างเคร่งครัด กับนักประเพณีนิยมชาวพุทธซึ่งตีความค่อนไปในเชิงบริบทมากกว่า
แท้จริงแล้ว บทบาทของ ปีเตอร์ เอ. แจ็กสัน คือบทบาทของ “กรรมการ” เพียงแต่เป็นกรรมการซึ่งมีความโน้มเอียง
เป็นความโน้มเอียงไปทางท่านพุทธทาสภิกขุ
หากมองในด้านดีก็คือ ทำให้ความคลุมเครือที่ดำรงอยู่ของท่านพุทธทาสภิกขุมีความกระจ่างและมีความเข้าใจตรงกัน
