bg-single

ทรรศนะมองโลกแง่ร้ายกับการมองสิ่งที่ไม่เห็น : เกษียร เตชะพีระ

15.05.2017

กาพย์กลอนของอาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล และของผมที่คุณตุ้น (ขอสงวนชื่อสกุลจริง) นำมาเขียนเลียนเปลี่ยนใหม่ข้างต้นเมื่อเร็วๆ นี้สะท้อนบรรยากาศมืดหมองหม่นเศร้า อึดอัด อึมครึม วิตกกังวล หดหู่ หมดหวังในสังคมอย่างน้อยก็บางส่วนขณะนี้ได้เป็นอย่างดี

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

มันเป็นทรรศนะมองโลกในแง่ร้าย (pessimism) ที่ไม่คิดไม่แน่ใจว่าพรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้ ว่าอนาคตจะดีขึ้นกว่าอดีตที่ผ่านมา ในสภาพที่ปัจจุบันดูมีแต่จะลู่ลาดถดถอยตกต่ำเสื่อมทรุดหดเรียวแคบเล็กลง

จะว่าไปนี่ก็สอดคล้องกับแนวโน้มระดับโลก (นานๆ ความเป็นไทยจะสอดรับกับความเป็นสากลกับเขาสักทีหนึ่ง) ที่องค์การอนามัยโลกเคยระบุว่าในสภาพที่ทรรศนะมองโลกแง่ร้ายแพร่หลายขึ้นทั่วโลกพร้อมกับอาการโรคซึมเศร้า (depression)

คาดว่าถึงปี ค.ศ.2020 (อีก 3 ปีข้างหน้า) โรคซึมเศร้าจะกลายเป็นปัญหาสุขภาพอันดับหนึ่งของโลก

ตัวเลขล่าสุดของทางองค์การอนามัยโลกพบว่าเมื่อปี ค.ศ.2015 คนทั่วโลกที่ใช้ชีวิตอยู่กับอาการโรคซึมเศร้ามีถึง 322 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี ค.ศ.2005 ถึง 18.4%

คะเนว่าการเสื่อมถอยของผลิตภาพทางเศรษฐกิจที่เป็นผลพวงจากโรคซึมเศร้าและอาการเกี่ยวพันกันอื่นๆ มีมูลค่าความเสียหายตกปีละ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐทีเดียว

ที่ย่ำแย่กว่านั้นคือคนส่วนใหญ่ที่เป็นโรคซึมเศร้าไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือเยียวยารักษาจากแพทย์ ในบรรดาประเทศที่พัฒนาทางเศรษฐกิจที่สุด คนป่วยโรคซึมเศร้าราวกึ่งหนึ่งตกอยู่ในสภาพดังกล่าว ขณะที่ในประเทศที่พัฒนาทางเศรษฐกิจด้อยกว่า ตัวเลขเดียวกันนี้สูงถึงราว 80-90%

(“The whole world is getting more depressed”, Agence France-Presse, 30 March 2017)

ผมไม่ใช่จิตแพทย์ที่จะให้ความเห็นด้านการรักษาโรคซึมเศร้าได้ แต่สำหรับทรรศนะมองโลกในแง่ร้ายนั้น นักจิตวิทยาเคยตั้งข้อสังเกตว่ามันมีอาการแสดงออกที่สังเกตเห็นเป็นแบบฉบับของวิธีคิดซึ่งเรียกว่า “negative cognitive shift” (การเปลี่ยนย้ายการรับรู้ไปในทางลบ) ได้ 3 ประการดังนี้คือ :

1) เหมารวม หรือ Generalisation กล่าวคือ ชอบคิดแบบเหมารวมว่านี่เป็นความจริงทั่วไปที่ครอบคลุมสภาพโดยรวมทั้งหมด

2) มองร้าย หรือ An attachment to the negative กล่าวคือ ชอบยึดติดยึดมั่นถือมั่นกับแง่ลบแง่ร้ายแง่ย่ำแย่ตกต่ำของสภาพการณ์หรือเรื่องราวต่างๆ

3) ฟันธง หรือ A demand for certainty กล่าวคือ เรียกร้องต้องการคำตอบข้อสรุปที่ชัดเจนแน่นอนแบบขาวกับดำ (และก็มักจะเลือกมองเลือกเชื่อว่ามันดำ, เห็นมั้ยล่ะ) โดยไม่เหลือที่ทางให้ความคลุมเครือแบบเทาๆ ไว้เลย

เมื่อประกบประกอบทีทรรศน์วิธีคิดทั้งสามเข้าด้วยกันก็จะทำให้โน้มเอียงมองโลกในแง่ร้าย ตามมาด้วยความวิตกกังวลและโรคซึมเศร้าได้

ผมอยากเสนอทางเลือกในการครุ่นคิดเรื่องนี้โดยลองเริ่มจากคำถามว่า : เรามีสิทธิ์จะมองโลกในแง่อื่นที่ไม่ร้ายได้บ้างหรือไม่? และด้วยเหตุผลกลใด?

ผมคิดว่าพอมีอยู่บ้างนะครับ เพราะเอาเข้าจริงพูดให้ถึงที่สุดอนาคตเป็นเรื่องไม่แน่นอนตาย ตัว คาดทำนายไม่ได้อย่างชัดเจนแม่นยำเบ็ดเสร็จเต็มร้อย มันมีบางส่วน (ในอนาคต) ที่เรามิอาจรู้แน่อยู่ แน่ละว่ามีบางส่วนที่เรารู้ โดยอาศัยความรู้ในการวิเคราะห์คาดการณ์กรอบแนวโน้มฉากทัศน์ความเป็นไปได้บนพื้นฐานศาสตร์นานาสาขาวิชาและข้อมูลที่เรามี แต่ถึงไงก็ยังมีบางส่วนที่เราไม่รู้ เดาไม่ได้ คาดไม่ถูกอยู่ เพราะมีเหล่าปัจจัยตัวแปรอิสระที่มากำกับกำหนดมันมากมายที่อยู่นอกเหนือการรับรู้ คาดเดาและควบคุมของเรา

ที่เราพอรู้ดีกว่าบ้าง (แม้จะไม่ใช่ทั้งหมดหรือเบ็ดเสร็จเด็ดขาด) โดยอาศัยหลักฐานข้อเท็จจริงเหตุผลการวิเคราะห์ประกอบกันคืออดีต โดยผ่านการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ ขณะที่อนาคตนั้นเราไม่รู้มันดีเท่ากับที่เราพอรู้อดีต

ดังนั้น การดำเนินชีวิตของมนุษย์ที่เดินหน้าไปสู่อนาคตเรื่อยๆ โดยทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง จึงเหมือนเรากำลังขับรถแล่นไปข้างหน้า โดยที่กระจกหน้ารถติดฟิล์มกรองแสงมืดทึบมองไม่เห็น เห็นได้แต่กระจกหลัง

จะให้เราทำอย่างไรได้ล่ะครับนอกจากขับรถไปข้างหน้าโดยมองดูแต่กระจกหลัง (บทเรียนจากอดีต) ทดแทนชดเชยไปพลางคาดเดาบวกปลอบใจตนเองว่า เส้นทางข้างหน้ามันก็คงเหมือนๆ กับเส้นทางข้างหลังที่ผ่านมาแล้วนั่นแหละน่า (โครงเรื่องทางประวัติศาสตร์หรือ the plot of history)

จนกว่าจะ…โครม! แหะๆ

ตรงพื้นที่แห่งความไม่รู้แน่ ไม่รู้ทั่ว ไม่ชัวร์ป้าบในอนาคตนี่แหละครับ ที่เรามีสิทธิ์โดยชอบที่จะเลือกทดลองว่าจะมองโลกในแง่ดีหรือจะมองโลกในแง่ร้ายก็ได้ทั้งคู่ เพราะมันมีค่าความถูก/ผิด, เป็นไปได้/เป็นไปไม่ได้เท่าๆ กัน เพราะตั้งอยู่บนฐานความไม่รู้เท่ากัน

ดังนั้น อีตาอันโตนิโอ กรัมชี นักทฤษฎีมาร์กซิสต์อิตาลีชื่อดังถึงได้ชูคำขวัญว่า “pessimism of the intellect, optimism of the will” (คิดวิเคราะห์ในทางร้ายเข้าไว้ แต่ให้ตั้งเจตจำนงมองโลกในแง่ดี)

หรือจะมองอย่างที่อาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เคยแนะแนวไว้โดยยืมข้อคิดมาจากนักปรัชญาการเมืองหญิง Hannah Arendt ก็ได้ กล่าวคือ สำหรับคนเรา ปัญหาของอดีตอยู่ตรงที่มันเปลี่ยนแปลงย้อนกลับไม่ได้แล้ว (irreversibility) ส่วนปัญหาของอนาคตอยู่ตรงมันคาดทำนายไม่ได้ (unpredictability) ฉะนั้น คำถามคือ เราควรจะจัดการความคาดทำนายไม่ได้หรือ unpredictability ของอนาคตอย่างไร?

Arendt เสนอว่าเราจัดการมันโดยการให้คำมั่นสัญญาแก่กัน (promise) ว่าเราจะทำอย่างนี้ๆ และจะไม่ทำอย่างนั้นๆ

ด้วยคำมั่นสัญญาของเราที่ให้แก่กันและกันนี่แหละ มันก็ไปช่วยลดทอนเหล่าปัจจัยตัวแปรที่คาดเดาไม่ได้ว่าจะเอาหรือจะทำยังไงกันแน่ในอนาคตให้ลดน้อยถอยลง อนาคตก็พอที่จะคาดทำนายหรือ predict ได้มากขึ้นดีขึ้น

การให้คำมั่นสัญญาก็คือการที่ปัจจัยตัวแปรจำนวนหนึ่งแสดงเจตจำนงหรือเจตนารมณ์ (will/volition) ที่จะทำแบบนี้ มันจึงช่วยลดปัจจัยอันไม่แน่นอนลงไป รู้ได้ว่ามีปัจจัยบางอันจะมีพฤติกรรม (behave) อย่างนี้ค่อนข้างแน่เท่าที่ไว้ใจกันได้ (trust)

การมองโลกในแง่ดีและการให้คำมั่นสัญญาต่อกัน (optimism & promise) จึงเป็นกุศโลบาย ในการจัดการกับอนาคตที่ไม่แน่นอนของคนเรานั่นเอง

ในสภาพการณ์ผันผวนกลับกลายผิดปกติเช่นปัจจุบัน ความเซ็งสะบัดช่อ หดหู่ ท้อถอย สิ้นหวังย่อมเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา

ทนายทองใบและจิตร ภูมิศักดิ์ท่ามกลางชาวคอมมิวนิสต์ลาดยาว

ผมคิดว่าที่เราพอทำได้คือหายใจลึกๆ และลองคิดดูว่าเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2519, เมื่อวันที่เสกสรรค์กับเพื่อนร่วมชีวิตที่ถูกตราหน้าว่ากบฏต่อพรรคคอมมิวนิสต์พากันออกจากป่าวางปืนมอบตัวต่อทางราชการ, หรือเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2535 ฯลฯ นั้น, มันมืดกว่านี้มั้ย?

หลังวันเหล่านั้น มันกลับสว่างขึ้นได้อย่างไร?

ในวันที่สว่างที่สุด เรามองข้ามอะไร?

ในคืนที่มืดที่สุด เรามองไม่เห็นอะไร?

คนอย่าง กุหลาบ สายประดิษฐ์, จิตร ภูมิศักดิ์, สมยศ พฤกษาเกษมสุข ฯลฯ คิดอะไร เห็นอะไร หรือตอนที่เขาแต่งนิยาย “แลไปข้างหน้า”, เพลง “แสงดาวแห่งศรัทธา” และเรียนจนจบรัฐศาสตรบัณฑิต มสธ. ในคุก?



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ท่านเสียดายปฏิทิน แต่ผมเสียดายชีวิต
ส่องลึกอิหร่าน: 5) ระบอบเทววิทยาอิสลามกับฝ่ายค้าน
56 ปียิงสดบอลโลกในไทย ค่าลิขสิทธ์จากร้อยสู่พันล้าน
การแยกทางของ ‘ลิเวอร์พูล’ กับ ‘ชล็อต’ เพราะฟุตบอลใช้หัวใจมากกว่าอัลกอริธึ่ม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 5 – 11 มิถุนายน 2569
ทดสอบฮอนด้า CR-V e:HEV 2026 เพิ่มออปชั่นขับสนุก-นั่งสบายเหมือนเดิม
หยีทะเล พืชสามัญแต่ไม่ธรรมดา
ต้มซูเปอร์ปีกไก่
อสังหาฯ บ้านคอนโดฯ ‘ไหลย้อนกลับ’
E-DUANG | สัมพันธ์ ภูมิใจไทย เพื่อไทย จุดพลิก รัฐบาล ฝ่ายค้าน
‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”