bg-single

สุรชาติ บำรุงสุข | โลกล้อมรัฐ 2564 : วิบากกรรมเผด็จการไทย!

08.01.2021

“ในเวลาที่ประชาธิปไตย [ในไทย] ถูกคุกคามจากหลายๆ ด้าน จึงเป็นวาระสำคัญที่วุฒิสภาอเมริกันจะต้องยืนเคียงข้างกับขบวนประชาธิปไตยในประเทศไทย”

Bob Menendez (วุฒิสมาชิกจากรัฐนิวเจอร์ซีย์)

คณะกรรมาธิการการต่างประเทศของวุฒิสภาอเมริกัน

ในขณะที่ “รัฐบาลกึ่งเผด็จการ” ในไทยกำลังมีความสุขอย่างมากกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ที่นักสังเกตการณ์การเมืองไทยทุกคนตอบได้ดีว่า คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 2 ธันวาคม 2563 จะไม่มีทางพลิกเป็นอื่น…

ไม่มีทางที่นายกรัฐมนตรีจะถูกชี้ว่ากระทำผิดในเรื่องดังกล่าว เพราะผลจากทุกคดีที่มีการนำขึ้นสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีคนนี้ไม่เคยถูกชี้ว่าเป็นผู้ผิดแต่อย่างใด

และคำตัดสินล่าสุดก็ยืนยันทิศทางเช่นนั้น

กระบวนการ “ตุลาการธิปไตย” (Juristocracy) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือสำคัญใน “ระบอบพันทาง” (Hybrid Regime) ถูกนำมาใช้เพื่อจัดการกับฝ่ายตรงข้ามของชนชั้นนำและกลุ่มอนุรักษนิยมได้เสมอ

แต่กระบวนการนี้จะทำหน้าที่เป็น “ผู้ปกป้อง” ทางกฎหมายอย่างดีให้กับรัฐบาลกึ่งเผด็จการ จนความเป็น “นิติรัฐ” ของไทยในปัจจุบันถูกตั้งข้อสงสัยอย่างมาก

ขณะเดียวกันก็กลายเป็นสัญญาณว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของไทยอาจจะประสบความยากลำบากมากกว่าที่คิด

โดยเฉพาะเมื่อมีเสียงเรียกร้องจากการชุมนุมประท้วงที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ก็มักจะถูกตอบโต้ด้วยการขยายการจับกุม และการใช้มาตรการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือ

ผลจากสภาวะเช่นนี้จึงทำให้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การเมืองไทยหลังจากการเลือกตั้งในต้นปี 2562 นั้น ไม่เป็นสัญญาณบวก เพราะรัฐบาลใหม่ที่เกิดขึ้นมาจาก “อภินิหาร” ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ถูกร่างขึ้นเพื่อรองรับการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลรัฐประหาร

ขณะเดียวกันเสียงเรียกร้องของฝ่ายประชาธิปไตยที่เป็นความเห็นต่างกลับมีมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร อาจจะเพราะผู้นำการยึดอำนาจวันนี้แปลงร่างเป็นนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง ยังควบคุมกลไกรัฐ ตลอดรวมทั้งดำรงความสัมพันธ์กับผู้นำทหารและองค์กรอิสระไว้ได้อย่างดี

จนเป็นหลักประกันที่สำคัญว่า จะไม่มีอำนาจอื่นใดมากดดันให้ต้องออกจากการเป็นรัฐบาลได้

อีกทั้งปัจจัยระหว่างประเทศที่มักจะมีอิทธิพลต่อการเมืองไทยในช่วงหลังจากการเปลี่ยนตัวผู้นำของสหรัฐอเมริกาในปี 2559 (ค.ศ.2016) ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวสู่ตำแหน่งนั้น ดูจะเป็นผลบวกต่อระบอบทหารในการเมืองไทยด้วย

ผู้นำรัฐบาลไทยจึงมีความเชื่อมั่นว่า พวกเขาจะสามารถดำรง “ระบอบอำนาจนิยมที่ทนทาน” (Durable Authoritarianism) ไว้ได้ต่อไป (สำนวนที่ใช้เรียกรัฐบาลเผด็จการของอียิปต์ในยุคก่อนอาหรับสปริง)…

ผู้นำรัฐประหารไทยที่วันนี้เปลี่ยนมาใส่สูทเป็นนักการเมืองคิดฝันเช่นนั้น และเชื่ออีกว่าโลกภายนอกไม่มีทางที่จะกดดันพวกเขาได้จริง

นักรัฐประหารไทยกับเวทีสากล

แต่เพียงหนึ่งวันหลังจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่กรุงเทพฯ ออกมาเพื่อให้ระบอบกึ่งอำนาจนิยมอยู่ในอำนาจต่อไปได้นั้น ในวันที่ 3 ธันวาคม วุฒิสมาชิกอเมริกันออกถ้อยแถลงในการผลักดันให้มีข้อมติของวุฒิสภาในการสนับสนุนการเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทย (ดูรายละเอียดใน US Senate Committee on Foreign Relations, Menendez, Durbin, Colleagues Introduce Senate Resolution in Support of Thailand”s Pro-Democracy Movement, December 3, 2020)

ในวันที่ 4 ธันวาคม ข่าวการผลักดันดังกล่าวได้กลายเป็นหนึ่งในหัวข้อข่าวการเมืองสำคัญของสื่อไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (เช่น “แทมมี่ ดักเวิร์ธ ส.ว.มะกันเชื้อสายไทย ร่วมออกมติวุฒิสภา จี้ รบ.ไทย ฟังเสียงผู้ชุมนุม เคารพหลัก ปชต.” มติชนออนไลน์, 4 ธันวาคม 2563)

และข่าวนี้กลายเป็นประเด็นสำคัญของการถกเถียงถึงอนาคตการเมืองไทยในปี 2564 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย

หรือว่าสัญญาณของกระแสประชาธิปไตยในเวทีโลกกำลังหวนกลับมาให้ชนชั้นนำ ผู้นำทหาร และบรรดาผู้นำปีกอนุรักษนิยมต้องใคร่ครวญกันอีกครั้ง

หลังจากในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา พวกเขามักอยู่ในกระแสความเชื่อว่า กระแสประชาธิปไตยกำลังถดถอยและหมดพลัง ระบอบอำนาจนิยมที่กรุงเทพฯ จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องใส่ใจกับโลกภายนอก

อีกทั้งมีพลังของระบอบอำนาจนิยมจากรัฐมหาอำนาจในเอเชียที่พร้อมจะสนับสนุนรัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตยที่กรุงเทพฯ

หลักการสำคัญที่ดูเหมือนผู้นำฝ่ายที่ไม่นิยมประชาธิปไตยไทยถือเป็น “แต้มต่อ” ที่ตนถือเป็นไพ่ใบสำคัญก็คือ ถ้ารัฐบาลประชาธิปไตยตะวันตกกดดันรัฐบาลอำนาจนิยม/กึ่งอำนาจนิยมที่กรุงเทพฯ แล้ว ทางออกของพวกเขาคือการหันไปพึ่ง “ผู้คุ้มครองใหม่” จากรัฐมหาอำนาจในเอเชียแทน

กล่าวคือ ผู้นำปีกขวาไทยพร้อมจะพาประเทศเดินเข้าหาการปกป้องทางการเมืองจากจีน… พวกเขาเชื่ออย่างมั่นใจว่า รัฐบาลตะวันตกจะไม่กล้ากดดันปีกอำนาจนิยมไทยมาก เพราะจะยิ่งทำให้ไทยเข้าไปใกล้ชิดกับจีนมากยิ่งขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อสมดุลทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่นที่เคยเกิดในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลทหารเมียนมากับจีนในช่วงหลังรัฐประหาร 2531 มาแล้ว

ด้วยชุดความคิดเช่นนี้ผู้นำอนุรักษนิยมไทยจึงไม่เคยใส่ใจกับแรงกดดันของกระแสโลก เพราะอย่างน้อยที่สุดก็เชื่อว่า รัฐบาลปักกิ่งจะเป็นเหมือน “แนวกันชน” ที่ช่วยรับแรงกระแทกที่เกิดกับรัฐบาลกรุงเทพฯ และรัฐบาลอำนาจนิยมไทยจะสามารถอยู่ต่อไปได้

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่หลังจากการรัฐประหาร 2557 แล้ว รัฐบาลทหารที่กรุงเทพฯ จึงมีนโยบายทางยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการกระชับความสัมพันธ์กับรัฐบาลปักกิ่ง และผันตัวเองออกไปจากกระแสประชาธิปไตย

และหากเกิดแรงต้านขึ้น รัฐบาลอำนาจนิยมที่กรุงเทพฯ ก็ยิ่งมีข้ออ้างในการสร้างความใกล้ชิดกับปักกิ่งมากขึ้น การจัดซื้ออาวุธจากจีนของรัฐบาลทหารจึงเป็นสัญญาณเตือนโลกตะวันตกว่า ผู้นำอำนาจนิยมไทยมีพันธมิตรสำคัญที่ปักกิ่งเป็นทางเลือก

เล่นไพ่จีน… ทิ้งไพ่ประชาธิปไตย!

หลังจากรัฐประหาร 2557 แล้ว จีนคือ “หลักประกันด้านความมั่นคง” ของรัฐบาลอำนาจนิยมไทย หรืออาจกล่าวในสำนวนการเมืองระหว่างประเทศได้ว่า ผู้นำปีกขวาไทย “เล่นไพ่จีน” (The China Card) และทิ้งไพ่อื่นทุกใบ…

ถ้าเป็นสำนวนนักพนันแล้ว เห็นชัดว่าฝ่ายอนุรักษนิยมไทย “แทงม้าจีน” ตัวเดียว และมีความหวังว่าม้าตัวนี้จะชนะในทุกการแข่งขัน โดยเฉพาะทัศนะด้านเดียวที่มองเห็นแต่ส่วนที่เป็นความสำเร็จของจีน

ชุดความคิด (ความเชื่อด้านเดียว) เช่นนี้ปรากฏในหมู่ผู้นำทหารในประวัติศาสตร์การต่างประเทศของไทยมาแล้ว

เช่น เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม เล่น “ม้าญี่ปุ่น” ตัวเดียวในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่จบลงด้วยการพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นในปี 2488…

จอมพล ป. พิบูลสงคราม แทง “ม้าฝรั่งเศส” ตัวเดียวอีกครั้งในสงครามเรียกร้องเอกราชของนักชาตินิยมเวียดนาม สงครามเดียนเบียนฟูจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝรั่งเศสในปี 2497…

จอมพลถนอม กิตติขจร ทุ่มสุดตัวด้วยการ “แทงม้าอเมริกัน” ตัวเดียวในสงครามเวียดนาม สงครามจบลงด้วยการถอนตัวของสหรัฐในปี 2515 และตามมาด้วยชัยชนะใหญ่สุดท้ายของเวียดนามเหนือในสงครามรวมชาติในปี 2518 (แม้จอมพลถนอมจะออกไปจากการเมืองไทยในปี 2516 แล้วก็ตาม)

ในประวัติศาสตร์การทูตไทยนั้น เราแทบไม่เคยเห็นความสำเร็จในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของผู้นำทหารเลย แม้จะมีบางคนกล่าวชอบอ้างถึงความสำเร็จของจอมพล ป.ในสงครามอินโดจีน ที่ไทยรบชนะกองทัพฝรั่งเศสในอินโดจีนในต้นปี 2484 อันเป็นตัวแทนของผลงานสำคัญของผู้นำทหารในนโยบายต่างประเทศไทย

แต่ก็คงต้องไม่ลืมว่าในช่วงเวลาดังกล่าวเมืองแม่ของฝรั่งเศสถูกยึดครองโดยกองทัพนาซีแล้ว เช่นเดียวกับที่ญี่ปุ่นก็ขยายอิทธิพลของตนเข้ามาในอินโดจีนด้วย และเห็นต่อมาว่าสุดท้ายแล้วชัยชนะของไทยครั้งนี้อยู่ภายใต้การจัดการและการสนับสนุนของญี่ปุ่น ที่จบลงด้วย “อนุสัญญาโตเกียว” ในปี 2484

แต่เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง รัฐบาลไทยต้องคืนดินแดนที่ได้มาจากการสนับสนุนของญี่ปุ่นให้แก่เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสในปี 2489 ภายใต้ความตกลง “อนุสัญญาวอชิงตัน”

และส่งผลให้จอมพล ป.ในเวลาต่อมาหันนโยบายกลับเป็นมิตรด้านความมั่นคงของฝรั่งเศสเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์

แต่สุดท้ายแล้วฝรั่งเศสพ่ายแพ้สงครามเอกราชเวียดนามที่เดียนเบียนฟูอย่างที่ไทยไม่คาดคิด

ในความเป็นจริงผู้นำทหารในยุคสงครามเย็นไม่เคยประสบความสำเร็จในการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างที่กลุ่มอนุรักษนิยมไทยชอบกล่าวอ้าง

อาจเป็นเพราะภูมิทัศน์ในเวทีระหว่างประเทศมีความซับซ้อนและมีความยุ่งยากในตัวเองเกินกว่าที่ผู้นำทหารจะตระหนักและเข้าใจ และยิ่งจากยุคหลังสงครามเย็น จนถึงช่วงของการก้าวสู่ทศวรรษที่ 3 ของคริสต์ศตวรรษที่ 21 แล้ว ความยุ่งยากและความซับซ้อนในเวทีสากลมีมากกว่าในยุคสงครามเย็นอย่างเห็นได้ชัด

จนเกิดคำถามสำคัญว่านักรัฐประหารที่กรุงเทพฯ เข้าใจถึงพลวัตในภูมิทัศน์ใหม่ของการเมืองโลกเพียงใด เพราะความไม่เข้าใจอาจพาประเทศไปสู่ความยุ่งยากได้ในอนาคต

คลื่นลูกใหม่ก่อตัวแล้ว!

สําหรับผู้นำทหารแล้ว รัฐประหารที่กรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องยาก เช่นเดียวกับการสืบทอดตั้ง “ระบอบพันทาง” ของความเป็นรัฐบาลกึ่งอำนาจนิยม ยังคงเป็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นได้เสมอสำหรับกลุ่มอนุรักษนิยม เพราะมีพลัง “เสนาธิปไตย” พร้อมกับ “ตุลาการธิปไตย” ที่พร้อมจะให้ความสนับสนุนอย่างไม่กังขา อีกทั้งการคงอำนาจเช่นนี้ สำเร็จได้ง่ายเมื่อกระแสโลกไม่เป็นแรงเสียดทาน

แต่การขึ้นสู่อำนาจของประธานาธิบดีโจ ไบเดน อาจจะทำให้กระแสประชาธิปไตยกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนอีกครั้ง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายๆ คนมีความหวังคล้ายคลึงกันว่า การสิ้นสุดอำนาจของรัฐบาลทรัมป์ จะมีส่วนทำให้รัฐบาลใหม่ที่วอชิงตันหันกลับมาสนใจการส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยในเวทีโลก

เพราะด้านหนึ่งทรัมป์เป็นสัญลักษณ์ของระบอบอำนาจนิยมใหม่ และอีกด้านในยุคของทรัมป์ กระแสประชาธิปไตยไม่เคยถูกมองว่ามีคุณค่าสำหรับสหรัฐ

ฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงที่ทำเนียบจึงกลายเป็นความคาดหวังที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

หากกระแสในเวทีระหว่างประเทศเริ่มหันสวนทาง ระบอบกึ่งอำนาจนิยมไทยในปี 2564 อาจจะมีความเปราะบางอย่างยิ่ง

ดังจะเห็นได้ชัดว่าระบอบพันทางที่กรุงเทพฯ ไม่ได้มีความเข้มแข็งเช่นระบอบนี้ในตุรกี ฮังการี หรือเวเนซุเอลา

ดังนั้น สัญญาณแรกจากวุฒิสภาอเมริกันหลังการเมืองเปลี่ยน อาจเป็น “วิบากกรรม” ของรัฐบาลไทยที่ต้องจับตามอง

และน่าสนใจว่าปีกอนุรักษนิยมไทยจะ “โต้กระแสทวน” กับคลื่นการเมืองใหม่จากวอชิงตันอย่างไร

หรือพวกเขาจะ “ด่าอเมริกัน” ให้หนักขึ้นในปีใหม่นี้…

สถานทูตสหรัฐจัดพื้นที่ด้านหน้ารอรับได้เลย!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุดารัตน์ จี้อย่าปล่อยให้ 14 กันยา เป็นแค่วัน“จับปลาซิว” ชวนคนไทยจ้องตา กกต.
รัฐประหาร 2557 จุดเปลี่ยนชีวิต ก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์ จากนักเรียนนอก สู่นักการเมือง ‘สีส้ม’
เทศน์ ‘สนุก’ | ธงทอง จันทรางศุ
เดนตายในผ้าเหลือง ปฏิบัติการลับของทหารญี่ปุ่นในไทยสมัยสงครามโลก (1)
แก๊งคอลฯ ล็อกเป้าใหม่ ‘Gen Z’ เตือนภัยวัยโจ๋ เก่ง ‘TECH’-อ่อนโลก ปีเดียว 2 หมื่นคดี-700 ล้าน
พลิกโฉมงานตุลาการไทย ไม่ต้องมาศาลก็พึ่งศาลได้ ฟังก์ชั่นสุดล้ำคนไทยต้องรู้
ภัยคุกคามกฎหมาย | เหยี่ยวถลาลม
วัดพุทไธศวรรย์ แหล่งซ่องสุมกำลัง ของ “สยาม” ท้าวอู่ทอง | สุจิตต์ วงษ์เทศ
ยิวกร่าง – จีนโกง | สุรชาติ บำรุงสุข
G2, M7 และโลกที่เหลือ (2) : อธิปไตยดิจิทัลและกลไกส่วนต่างอำนาจของ M7
20 ปีก่อน… ยึดอำนาจ นายกฯ ทักษิณ วันนี้…ยึดอำนาจประชาชนทั้งประเทศ (1)
เบื้องลึก ทรัมป์สั่งยึดน้ำมันสำรอง เวเนซุเอลา