bg-single

หนี้ (10 ล้าน) ครัวเรือน สะเทือนทั้งแผ่นดิน / มุกดา สุวรรณชาติ

26.01.2021

หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว
มุกดา สุวรรณชาติ

หนี้ (10 ล้าน) ครัวเรือน
สะเทือนทั้งแผ่นดิน

เฉพาะหนี้ในระบบ 13.47 ล้านล้าน
ก่อนมีโควิด-19

ตามนิยามของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หนี้ครัวเรือน หมายถึง เงินให้กู้ยืมที่สถาบันการเงินให้แก่บุคคลธรรมดาที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ ซึ่งบุคคลธรรมดาอาจนำเงินที่กู้ยืมไปใช้เพื่อการจับจ่ายใช้สอยต่างๆ หรือเพื่อประกอบธุรกิจ
ดังนั้น หนี้ครัวเรือนในที่นี้จึงไม่รวมหนี้นอกระบบ
แต่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ก็สำรวจและสรุปออกมาแล้วว่า ปี 2562 ที่ผ่านมา พบว่าครอบครัวคนไทยเป็นหนี้ครัวเรือนเฉลี่ยครอบครัวละประมาณ 340,000 บาท เป็นหนี้ในระบบประมาณ 60% หนี้นอกระบบประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์
ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่า ครอบครัวส่วนใหญ่ได้นำเงินที่คาดว่าจะหาได้ในอนาคตออกมาใช้ จึงเกิดสภาพหนี้สิน ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ถ้าการสร้างหนี้สินเหมาะสมกับรายได้ที่หามาได้จะทำให้สภาพชีวิตและสถานะทางเศรษฐกิจดีขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกับคนที่ได้ทุนมาทำกำไรเพิ่มก็จะสะสมฐานะให้ดีขึ้นได้ แต่ในทางกลับกันถ้ายืมเงินมาใช้แล้วไม่สามารถสร้างรายได้ให้เพิ่มพูน ก็จะกลายเป็นหนี้สินสะสม
มาดูสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันประมาณ 5-6 ปีหลังนี้สภาพเศรษฐกิจทรุดลงและเมื่อเกิดโรคระบาด covid-19 ขึ้น รายได้ของคนจำนวนมากก็ได้หดหายไป บางคนถึงขั้นเรียกว่าไม่มีจะกิน
ตามข้อมูลที่แบงก์ชาติเปิดเผยออกมาเมื่อสิ้นปี 2562 ระบุว่า คนไทยมีหนี้ครัวเรือนประมาณ 13.47 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 79.8% ของ GDP
เมื่อเกิดโควิด-19 พบว่าลูกหนี้รายย่อยที่ขอรับความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินโดยเฉพาะมาตรการระยะแรกที่มีการพักชำระหนี้ และลดภาระผ่อนต่อเดือน ที่เข้าโครงการระยะแรกมีถึง 11.5 ล้านบัญชี (33% ของบัญชีลูกหนี้รายย่อยทั้งหมด) คิดเป็นภาระหนี้ประมาณ 3.8 ล้านล้านบาท

ลักษณะของหนี้ครัวเรือน

ส่วนใหญ่จะเป็นไปตามอาชีพ เช่น ข้าราชการหรือลูกจ้างเอกชนก็จะมีหนี้จากการซื้อบ้าน ซื้อรถและบัตรเครดิต
SME ขนาดเล็ก ก็จะกู้มาลงทุนบ้าง ซื้อรถ เกษตรกรกู้มาลงทุน ซื้อรถเพื่อใช้งาน
ส่วนลูกจ้างระดับล่างเป็นหนี้บัตรเครดิตที่กู้มาเนื่องจากใช้จ่ายไม่พอ ซื้อรถมอเตอร์ไซค์บ้าง และที่ต้องกู้มาใช้หนี้เก่า ซึ่งถ้านับในประเทศเอเชียแล้วไทยมีสัดส่วนหนี้ครัวเรือนอันดับ 2 เป็นรองเพียงแค่เกาหลีใต้เท่านั้น
ครัวเรือนไทยที่เป็นหนี้ (ในระบบ) มีประมาณ 10 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 45.2% ครัวเรือนทั้งหมด มีหนี้สินเฉลี่ย 164,055 บาทต่อครัวเรือน (ไม่นับหนี้นอกระบบ)
เมื่อเปรียบเทียบรายภาค ครัวเรือนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนหนี้สินต่อรายได้สูงสุด (8.8 เท่า)
และเมื่อเปรียบเทียบรายอาชีพ ครัวเรือน ผู้ถือครองทำการเกษตร เช่าที่ดิน/ทำฟรี มีสัดส่วนหนี้ต่อรายได้สูงสุด (11.2 เท่า)
ในผลศึกษาพบอีกว่า หนี้สินครัวเรือนส่วนใหญ่ 82.1% เป็นสินเชื่อส่วนบุคคล ขณะที่สินเชื่อเพื่อประกอบธุรกิจคิดเป็น 17.9% ของหนี้สินครัวเรือนทั้งหมด โดยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์มีสัดส่วนมากที่สุด 41.4% รองลงมาคือสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภค และสินเชื่อยานยนต์ หากเทียบย้อนหลัง 10 ปีที่ผ่านมา การเพิ่มขึ้นของหนี้สินครัวเรือนถูกขับเคลื่อนโดยเพื่ออุปโภคบริโภค และหนี้เพื่อที่อยู่อาศัย เป็นหลัก ไม่ใช่หนี้เพื่อทำธุรกิจ
DSR (Debt Service Ratio) โดยเฉลี่ยของครัวเรือนทั้งประเทศอยู่ที่ประมาณ 27.0% แต่ครัวเรือนในกลุ่มรายได้น้อย หรือมีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน กลับมี DSR อยู่ในระดับสูง และสูงกว่าค่าเฉลี่ย DSR ของครัวเรือนทั้งประเทศหลายเท่า ครัวเรือนในกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาทต่อเดือน มี DSR ที่สูงถึง 84% ขณะที่ครัวเรือนในกลุ่มที่มีรายได้ระหว่าง 5,000-10,000 บาทต่อเดือน มี DSR ประมาณ 40%
โดยภาพดังกล่าวสะท้อนสถานะทางการเงินที่ค่อนข้างตึงตัวและมีความอ่อนไหวต่อปัญหาเศรษฐกิจและวิกฤตโควิด-19

ปี 2563 เกิดโควิด หนี้ยิ่งเพิ่ม

ข้อมูลของ ธปท.ที่เผยแพร่ออกมาสะท้อนให้เห็นว่าหนี้ครัวเรือนไตรมาส 2/2563 ยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนของไทยยังคงขยับขึ้นสวนทางเศรษฐกิจที่หดตัวจากผลของโควิด-19 ซึ่งส่งผลทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนของไทยเพิ่มสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 18 ปี ที่ 83.8% ต่อจีดีพี 13.6 ล้านล้านบาท
ไตรมาส 3/2563 ทำสถิติสูงสุดในรอบ 18 ปีครั้งใหม่ที่ 86.6% ต่อจีดีพี
ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนของไทยจะขยับขึ้นไปยืนเหนือระดับ 90% ต่อจีดีพีในช่วงสิ้นปี 2563
ตัวเลขข้อมูลช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เพิ่มขึ้น ล่าสุด ณ เดือนพฤศจิกายน 2563 มีลูกค้าได้รับความช่วยเหลือ 5.6 ล้านล้านบาท คิดเป็น 11 ล้านบัญชี
ส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้รายย่อยของธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFIs) จำนวน 3.22 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 10 ล้านราย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ออกบทวิเคราะห์สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทย ปี 2564 ว่า จากข้อมูลเงินให้กู้ยืมแก่ภาคครัวเรือน หรือ “หนี้ครัวเรือน” ล่าสุดในไตรมาส 3/2563 จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สะท้อนว่า
หนี้ครัวเรือนของไทยยังคงอยู่ในระดับสูง และมีทิศทางเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องสวนทางสัญญาณอ่อนแอของภาวะเศรษฐกิจ
ครัวเรือนทั้งประเทศมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนลดลงในอัตราที่มากกว่าการลดลงของค่าใช้จ่ายต่อเดือน สวนทางกับภาระหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูง

หนี้ปี 2564 จะสูงขึ้นอีก

แนวโน้มหนี้ครัวเรือนในปี 2564 นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า มีความเป็นไปได้ที่หนี้ครัวเรือนของไทยอาจเพิ่มขึ้นมาที่ 91.0% ต่อจีดีพี หรืออาจสูงกว่านั้น หากเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากโควิดมากกว่าที่ประเมิน
และส่งผลทำให้จีดีพีในปี 2564 เติบโตน้อยกว่ากรณีพื้นฐานที่ 2.6%
ทั้งนี้ ภาพหนี้ครัวเรือนที่ทรงตัวสูงต่อเนื่องดังกล่าว เป็นหนึ่งในเครื่องชี้ที่ตอกย้ำปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย
และความเปราะบางของฐานะทางการเงินในภาคครัวเรือนที่เป็นโจทย์รอการแก้ไข ต่อเนื่องจากการควบคุมการระบาดของโควิดและการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
ขณะที่โจทย์เฉพาะหน้าที่สำคัญกว่าคือ การเตรียมมาตรการช่วยเหลือทางการเงินให้กับลูกหนี้ทั้งธุรกิจและครัวเรือนให้ผ่านช่วงเวลาแห่งความยากลำบากนี้ไปให้ได้

จะเกิดอะไรขึ้นกับลูกหนี้
ระยะ 1-3 ปี ข้างหน้า

จากสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำมาหลายปี และถูกโรคระบาดโควิชกระหน่ำซ้ำ ทำให้จำนวนตัวเลขของหนี้สินสูงขึ้นมาก เมื่อบัตรคนจนสะท้อนภาพว่ามีคนจนเพิ่มมากขึ้น และจำนวนผู้ที่ขอเข้าร่วมโครงการพักชำระหนี้หรือผ่อนผันหนี้ก็เป็นตัวสะท้อนถึงความยากลำบากของประชาชนว่าไปไม่ไหวแล้ว
ตัวเลข GDP ได้สะท้อนถึงกำลังการผลิตและการบริการ การทำงานของคนทั้งประเทศที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว เงินสดที่ไหลเข้ามาจากต่างประเทศ ได้หายไปเกือบทั้งหมด แม้รัฐบาลจะอัดเงินแจกแต่ก็เป็น จำนวนน้อยมาก เมื่อเทียบกับที่เคยได้
ดังนั้น เงินที่ได้รับมาก็จะเพียงแค่พอใช้ประทังชีวิตไม่มีใครสามารถนำเอามาจ่ายหนี้ได้ หนี้ระดับหลักหมื่นหลักแสน
ซึ่งมีคนติดหนี้แบบนี้จำนวนมากไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะนำมาคืนเจ้าหนี้ใน 1-2 ปีนี้ ถ้าไม่มีมาตรการอะไรพิเศษเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้
ประเมินได้ว่าลูกหนี้นับ 10 ล้านบัญชี จะต้องถูกฟ้อง และเมื่อไม่มีเงินจ่ายก็จะถูกยึดทรัพย์สิน หรือขอหักเงินเดือนไปใช้หนี้ถ้ามีมากพอ
สภาพรูปธรรมที่พบเห็น เช่น คนขับรถแท็กซี่ที่มีรถเองผ่อนไปได้ครึ่งหนึ่ง ยังเหลืออีก 25 งวดแต่ไม่มีเงินแล้วเพราะในแต่ละวันหาเงินได้เพียงเล็กน้อย ถ้าไม่มีใครช่วยพวกเขาจะถูกยึดรถ พวกที่ผ่อนรถตู้ก็อยู่ในสภาพแบบนี้เช่นกัน คนที่ทำร้านอาหารหรือสถานบริการต่างๆ ก็ปิดตัวลงแล้ว แต่หนี้สินที่ยืมมาลงทุน ยังคงอยู่และดอกเบี้ยก็เดินไปทุกวัน คนที่ผ่อนบ้านอยู่แต่รายได้หายไป
ถ้ามีการบังคับใช้กฎหมายแบบไม่ผ่อนปรน จะมีคนเป็น 10 ล้านถูกฟ้อง ถูกยึดทรัพย์ คนที่มีหนี้สินค้างไม่ถึง 1 ล้าน แม้ไม่ถูกฟ้องล้มละลายแต่ก็จะถูกแขวนหนี้ได้ยาวนานถึง 10 ปี จะทำอะไรก็ไม่สะดวก
ที่พูดมานี้เป็นเพียงหนี้ในระบบเท่านั้น ไม่ต้องพูดถึงพวกที่กู้หนี้ยืมสินมาจากเงินนอกระบบไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง แต่ในวิกฤตเศรษฐกิจแบบนี้พวกเขาก็มีแต่ชีวิตที่จะให้

หนี้…ทำลายความหวังและชีวิต
วิกฤตหนี้จะลามสู่การเมือง

สภาพของชาวบ้านวันนี้
“รายได้ทุกวันนี้ไม่พอกินแล้ว คนที่จนกว่าผมก็ไม่รู้จะอยู่กันยังไง ต่อไปโจรผู้ร้ายคงเยอะขึ้น พูดไปแล้วก็อาย…ขับรถไปนอกจากมองหาผู้โดยสารข้างทาง ถ้าเห็นมีแจกของกิน ก็ต้องลงไปต่อคิวเพื่อจะได้ขอเขาเอาไปให้ที่บ้านกินด้วย”
ความพยายามในการยึดอำนาจ เพื่อมาบริหารของกลุ่มคนดี ได้สำแดงผลมาหลายปีแล้ว
และวันนี้ก็ส่งผลกระทบไปให้ทุกคน ไม่ต้องพาม็อบมาปิดสนามบิน ก็ไม่มีคนบิน ตุลาการภิวัฒน์ รัฐประหาร ชิงอำนาจไป แต่ไม่รู้จะบริหารปกครองอย่างไร เมื่อไร้ความสามารถ ก็จะพากันเจ๊งหมด ลองคิดดูว่าถ้ามีคนถูกฟ้องยึดทรัพย์ 10 ล้านราย อะไรจะเกิดขึ้น
ม็อบในปี 2564 คงจะไม่ใช่มีเพียงแค่เยาวชนอีกแล้ว แม้มีความตั้งใจจะตัดไฟแต่หัวลม
แต่เมื่อต้นเหตุของปัญหายังอยู่ คงไม่มีใครยอมใคร ที่นั่งกินเงินเดือนกันเป็นแสนๆ มีโครงการหมื่นล้านแสนล้านมาจากภาษีประชาชนทั้งนั้น ใครเขาจะยอมลำบากแล้วนั่งมองเฉยๆ
โควิดไม่ใช่ตัวช่วย แต่เป็นตัวเร่งสถานการณ์ต่างหาก



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“รางวัลชมนาด” ก้าวสู่ครั้งที่ 15 จากเวทีประกวด สู่ “พื้นที่สร้างนักเขียนหญิงไทย”
22 ปีความรุนแรงชายแดนใต้ : สู่เส้นทางหยุดเลือดและน้ำตา
ชวนคิดชวนคุยเรื่องใต้! | สุรชาติ บำรุงสุข
Gachiakuta : ขยะ การซ่อม และจิตวิญญาณของสิ่งของ
ดินแดง ราชปรารภ เด็กชาย คุณากร ศรีสุวรรณ พลีชีพ สังเวย ต่อกระสุนปืน ‘ความเร็วสูง’
ทำงานกะกลางคืน ระวังภัยเงียบที่ซ่อนอยู่
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (194)
ภาพฝัน บรรเจิด ภาพ ดุสิต สมิโตปกรณ์ ของ ‘ศรีบูรพา’
E-DUANG | ฐานแห่งอำนาจ รัฐบาล ภูมิใจไทย กับ ความชอบธรรม ทางการเมือง
เส้นทางความรัก มิ้นต์ ชาลิดา – ภูผา เตชะณรงค์
“วัชระพล“เตรียมนำทีมลงพื้นที่เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ เสาร์นี้ ติดตามสถานการณ์ปลาหมอคางดำ
“พัฒนา” มอบรางวัล อย.ควอลิตี้ อวอร์ด ปี 2569 ผลักดันผลิตภัณฑ์ไทยสู่ “ผลิตภัณฑ์สุขภาพระดับโลก” สร้างความมั่นใจผู้บริโภค