บทความพิเศษ | พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์
33 ปี ชีวิตสีกากี
พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (194)
ต้อนรับ ‘เรือรบ’ นานาชาติ
ในช่วงไฮซีซั่น เรือรบของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาจะมาจอดบริเวณอ่าวป่าตอง เพื่อนำกำลังพลแวะพักผ่อนประมาณ 5-6 วัน หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่ตะวันออกกลาง ซึ่งเรือรบแต่ละลำมีขนาดใหญ่มาก และมีหลายขนาด มีกำลังพลหลายพันนาย
เรือรบเหล่านี้มักจะแวะเวียนมาจอดอยู่กลางทะเลน่านน้ำรอบเกาะภูเก็ตเสมอ ในแต่ละครั้งจะมีเรือรบ 2-3 ลำ บริเวณน่านน้ำที่จอดทอดสมอ จะเป็นทะเลหน้าหาดป่าตอง หรือเปลี่ยนไปอีกฝั่งทะเลของเกาะที่บริเวณท่าเรือน้ำลึกภูเก็ต ต.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต เพื่อหลีกเลี่ยงคลื่นลมแรงตามฤดูกาล
เรือรบทุกลำไม่สามารถมาจอดเทียบท่าได้ เพราะมีขนาดใหญ่โตมโหฬาร ต้องจอดทอดสมออยู่กลางทะเล แล้วใช้เรือลำเล็กขนถ่ายกำลังพลนำมาขึ้นฝั่ง
ในช่วงที่ทหารเรือสหรัฐอเมริกามาขึ้นฝั่งที่ป่าตอง จะมีการติดต่อกับ สภ.อ.กะทู้เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัย รวมทั้งออกตรวจร่วมกับสารวัตรทหารของอเมริกา
หากพบมีปัญหาทหารเรือหรือนาวิกโยธินของสหรัฐอเมริกาประพฤติตนไม่เหมาะสมไปก่อเหตุวุ่นวาย เช่น เมาสุราจนครองสติไม่ได้ หรือก่อเรื่องชกต่อยทะเลาะวิวาท จะมีข้อตกลงในการปฏิบัติ
ผมได้รู้จัก คุณชิน อุ่นสถิตย์พร ซึ่งเป็นผู้ประสานงานระหว่างกองทัพเรือสหรัฐอเมริกากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทหารเรือและนาวิกโยธินของสหรัฐอเมริกาที่ไปขึ้นฝั่งในพื้นที่รับผิดชอบ รวมทั้งการป้องกันการก่อเหตุวินาศกรรม และยังมีการมอบเบี้ยเลี้ยงให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจของไทยด้วย
และต่อมาคุณชินถือว่าเป็นบุคคลที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะได้ช่วยเหลือในการพัฒนา สภ.อ.เมืองภูเก็ตให้มีความก้าวหน้า โดยมอบเงินให้ล้านกว่าบาทในแต่ละปีติดต่อกันหลายปี จน สภ.อ.เมืองภูเก็ตได้รับรางวัลชนะเลิศเป็นโรงพักดีเด่น อันดับ 1 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2545
คุณชินจะนำตัวแทนนายทหารเรือและเจ้าหน้าที่ของสหรัฐอเมริกาซึ่งประจำการอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ และทำหน้าที่เป็นส่วนล่วงหน้ามาพบผม ที่ สภ.อ.กะทู้ เพื่อแจ้งกำหนดวันเวลาที่เรือรบจากกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาจะเดินทางมาถึง บริเวณที่จอดทอดสมอกลางทะเลหน้าหาดป่าตอง มีรายละเอียดแผนปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยในระหว่างการแวะพักผ่อนของกำลังพล ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
เมื่อผมทำหน้าที่เป็นหัวหน้าโรงพัก สภ.อ.กะทู้ ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติภารกิจเช่นนี้หลายครั้ง และเป็นไปด้วยความเรียบร้อยทุกครั้ง เป็นที่พึงพอใจกับทุกฝ่าย
และเมื่อผมย้ายไปเป็น ผกก.สภ.อ.เมืองภูเก็ต ก็ยังคงปฏิบัติเช่นนี้ตลอด
มีหลายโอกาสที่ผมกับคณะได้รับเชิญให้เดินทางไปกลางทะเลแล้วขึ้นไปชมบนเรือรบของสหรัฐอเมริกาบ่อยๆ ทั้งเรือบรรทุกเครื่องบิน เรือพิฆาต เรือดำน้ำ เรือลาดตระเวน หรือเรือรบประเภทต่าง ๆ เช่น เรือพิฆาต USS. HIGGINS DDG 76, เรือดำน้ำ USS. SANTA FE SSN 763, เรือบรรทุกเครื่องบิน USS. KITTY HAWK CV-63, เรือรบ USS. BOXER LHD 4, เรือรบ USS. PRINCETON CG 59, เรือรบ USS. ANCHORAGE LSD 36 เป็นต้น
ได้เห็นสภาพของเรือรบ ทราบขีดความสามารถ เรือรบแต่ละลำมีวัตถุประสงค์ในการใช้ประโยชน์ตามภารกิจที่แตกต่างกัน
ได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ในเรือรบของเหล่าทหารเรือและนาวิกโยธิน บนเรือรบยังมีสิ่งอำนวยความสะดวก มีแผนกต่างๆ บริการ
ทั้งแพทย์ พยาบาล เหมือนโรงพยาบาล แผนกอาหารเป็นโรงอาหาร มีครัวขนาดใหญ่มาก แผนกขายสินค้าเหมือนห้างสรรพสินค้าลอยน้ำ ได้เห็นเขี้ยวเล็บที่เป็นอาวุธประจำเรือ ปืนใหญ่, ตอร์ปิโด (torpedo), ขีปนาวุธโทมาฮอว์ก (Tomahawk missiles), ขีปนาวุธนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ ได้ฟังราคาแล้วตกใจทำไมราคาแพงมาก และผู้ที่จะอนุมัติให้ยิงได้มีเพียงประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาเพียงคนเดียวเท่านั้น จนผมเห็นความยิ่งใหญ่ของมหาอำนาจทางทะเลของโลกมันเป็นอย่างนี้
พลเรือโท Jonathan W. Greenert ผู้บัญชาการกองเรือที่ 7 กองทัพเรือสหรัฐอเมริกา (Vice Adm.Jonathan W.Greenert Commander, U.S.Seventh Fleet) กับคณะเคยเดินทางมาเยี่ยมผมและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ณ สภ.อ.เมืองภูเก็ต เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2548
ผมยังได้รับโล่และหนังสือขอบคุณหลายครั้ง จาก U.S.Navy และ U.S.Marine Corps, จาก Department of the Navy Naval, Investigative Service Resident Agency, Singapore โดย Robert D. Mulligan Resident Agent in Charge และจาก VAdm Jon W. Greenert Commander Seventh Fleet United States Seventh Fleet รวมทั้งจาก Scott M. Bernat Chief of U.S. Naval Security Force Protection Detachment, Thailand เพื่อเป็นการตอบแทนที่ได้ปฏิบัติต่อกันด้วยดีจนมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นเสมอมา
ทหารเรือของสหรัฐอเมริกาจะมอบหมวกแก๊ปสีดำที่มีการปักชื่อเรือรบและตราประจำเรือรบบนหน้าหมวก ให้กับผมเก็บไว้เป็นที่ระลึก เกือบทุกลำที่มาเยือนภูเก็ตในห้วงเวลาที่ผมทำหน้าที่
แขกที่มาเยือนป่าตอง นอกจากกองทัพเรือจากสหรัฐอเมริกาแล้ว ประเทศฝรั่งเศสก็นำเรือรบมาอวดธงราชนาวีฝรั่งเศสที่น่านน้ำทะเลภูเก็ตด้วยเช่นกัน แม้จะไม่บ่อยครั้งนัก
ผมได้เดินทางด้วยเรือสปีดโบ๊ตร่วมกับ น.อ.ณ ณรงค์ ทวีวัฒน์ ไปยังเรือรบที่จอดอยู่กลางทะเลหน้าหาดป่าตอง เพื่อเป็นแขกรับเชิญของผู้การเรือรบฝรั่งเศส ที่นำเรือรบพร้อมทหารเรือมาแวะจอดพักผ่อน และได้ร่วมรับประทานอาหารมื้อค่ำบนเรือรบนั้น
ภายในห้องอาหารรับรอง อาหารมื้อนี้ ทหารเรือฝรั่งเศสจัดรายการอาหารตามวัฒนธรรมฝรั่งเศสทุกกระเบียดนิ้ว ตั้งแต่อาหารจานแรกจนกระทั่งจานสุดท้าย พร้อมเครื่องดื่มเป็นไวน์ชั้นดีของฝรั่งเศส แถมของหวานก็จัดเป็นแบบฝรั่งเศส ผสมกับการเสิร์ฟตามแบบธรรมเนียมทหารเรือ
วิธีการเสิร์ฟอาหารนั้นมีรายละเอียดขั้นตอนมากมายจนผมจำไม่ได้แล้ว เพราะผมไม่มีความรู้เรื่องอาหารและเครื่องดื่มเลย จำได้ว่าเมื่อเสิร์ฟเมนูนี้ต้องมีเครื่องดื่มเป็นไวน์ชนิดที่คู่กัน และเมื่อเปลี่ยนเมนูอีกก็ต้องเปลี่ยนไวน์ชนิดใหม่ และเมื่อเปลี่ยนไวน์ครั้งใด แก้วไวน์ที่เป็นก้านแก้วสูงก็ต้องเปลี่ยนใหม่ทุกครั้ง เพื่อไม่ให้รสชาติไวน์ตีกัน
เมนูอาหารแต่ละรายการที่ยกมาเสิร์ฟนั้น อาหารในจานไม่ได้มากมายอะไร กินแค่ 3-4 คำก็หมดแล้ว และเป็นคำเล็กๆ ผมกำลังหิว นึกในใจแต่ละจานมีแค่นี้เองแล้วจะกินอิ่มหรือ?
ผมก็เข้าใจว่าที่นั่งอยู่ตรงนี้เป็นเรือรบ ไม่ใช่ภัตตาคาร จะไปเอาอาหารมาจากที่ไหนให้มากมาย
แต่ที่ไหนได้ความจริงกับสิ่งที่ผมคิดห่างกันไกล เมนูอาหารยาวเหยียด จนจานท้ายๆ ของเมนูแทบจะกินไม่ไหวแล้ว ต้องใช้วิธีฝืนกระเดือกเข้าไป
ระหว่างอาหารมื้อค่ำบนเรือรบฝรั่งเศส เมื่อมองกลับขึ้นฝั่ง เห็นแสงไฟสว่างไสวทั่วหาดป่าตอง สะท้อนไปกระทบกับคลื่นเล็กๆ ของน้ำทะเลที่วิ่งไล่กันเป็นระลอกๆ จนระยิบระยับ
อารมณ์ความรู้สึกเช่นนี้ สำหรับผมแล้วมันเป็นเวลาที่วิเศษจริงๆ จะมีสักกี่โอกาสที่ได้มานั่งลิ้มรสอาหารมื้อค่ำบนเรือรบเช่นนี้ ดังนั้น จึงเป็นช่วงเวลาที่ต้องจดจำที่ได้เห็นด้วยตา ลิ้นแตะอาหารรสอร่อย กับบรรยากาศของความเป็นกันเอง อบอุ่นอย่างฉันมิตรเหมือนรู้จักกันมานาน
สภาวะนี้จึงอิ่มเอมใจเบิกบานเต็มที่
ก่อนจะถึงเวลาอาหาร ผู้การเรือรบฝรั่งเศสได้ชวนพูดคุยทำความรู้จักกัน ผมจึงทราบว่ามีอายุเท่ากันกับผม เกิดปีเดียวกัน อายุ 42 ปีเท่ากัน และชอบวิ่งออกกำลังกายเหมือนกันกับผม และรูปร่างก็ใกล้เคียงกับผม จึงเกิดการท้าดวลความแข็งแรงกันว่าใครจะแข็งแกร่งกว่ากัน ระหว่างนายทหารเรือฝรั่งเศส กับนายตำรวจจากประเทศไทย
การต่อสู้กันจึงเกิดขึ้น มีโต๊ะอาหารเป็นเวทีประลอง คือการงัดข้อแข่งกัน ใช้เวลางัดกันนานพอสมควร จนข้อมือมีอาการล้า แม้จะพยายามงัดข้อมือให้อีกฝ่ายล้มลงมาให้แนบติดพื้นโต๊ะ แต่ก็ยังไม่มีใครจะยอมใคร จึงถือว่ากินกันไม่ลง เสมอกันไป เป็นบรรยากาศเหมือนเพื่อนเก่ามาเจอกันจริงๆ
แล้วผู้การเรือรบฝรั่งเศสงัดเอารูปถ่ายของตัวเองในชุดเครื่องแบบนายทหารเรือฝรั่งเศสแบบเต็มยศพร้อมกระบี่ถุงมือ นั่งเขียนข้อความหลังรูปว่า Yours sincerely Captain de Fregate Frank BADJEL มอบให้กับผมไว้เป็นที่ระลึกอีกด้วย
ส่วนพี่ น.อ.ณ ณรงค์ได้แต่นั่งเป็นกองเชียร์ ไม่ขอร่วมแจมด้วย ความสนุกสนานเป็นกันเองจึงเต็มที่ เมื่อถึงเวลาจากลาต้องลงเรือกลับขึ้นฝั่ง ผมทั้งอิ่มเต็มที่ และมีอาการตึงๆ จากฤทธิ์ไวน์หลายขนาน
วันนี้เมื่อนึกย้อนกลับไปยังประทับใจทหารเรือฝรั่งเศสมากมาย
และโอกาสที่เซอร์ไพรส์สุดๆ เมื่อผมได้รับเชิญให้เดินทางไปชมเรือดำน้ำของราชนาวีจากประเทศอินเดีย เมื่อครั้งเดินทางมาเยือนภูเก็ต
จึงเป็นโอกาสได้รู้จักกับนายทหารเรือของอินเดีย และได้เห็นสภาพเรือดำน้ำแห่งราชนาวีอินเดีย แม้จะไม่ยิ่งใหญ่เมื่อเทียบกับเรือดำน้ำของกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาก็ตาม
แต่ก็แสดงให้เห็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยไม่ธรรมดาของทหารเรืออินเดีย
มีเขี้ยวเล็บที่ใครไม่สามารถจะมองข้ามผ่านไปได้ง่ายๆ
