บทความพิเศษ | คงกฤช ไตรยวงค์
ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
Gachiakuta
: ขยะ การซ่อม และจิตวิญญาณของสิ่งของ
เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปเดินทางมาถึงเส้นตายสำคัญของกฎหมายที่เรียกกันว่า สิทธิในการซ่อม (Right to Repair)
กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2024 และกำหนดให้ประเทศสมาชิกนำไปออกกฎหมายภายในและเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2026
เป้าหมายคือทำให้ผู้บริโภคเลือกซ่อมสิ่งของแทนการทิ้งแล้วซื้อใหม่ได้ง่ายขึ้น รวมถึงส่งเสริมให้สินค้าใช้งานได้นาน ซ่อมได้ และมีอะไหล่รองรับ
ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมและสิทธิผู้บริโภค แต่เบื้องหลังยังมีคำถามว่า ทำไมสังคมปัจจุบันจึงทำให้การทิ้งง่ายกว่าการซ่อม
และตั้งแต่เมื่อไรกันที่เราคุ้นเคยกับความคิดว่า สิ่งใดเสีย เก่า หรือล้าสมัย สิ่งนั้นก็ควรแทนที่ด้วยของใหม่
เรื่องนี้ทำให้ผู้เขียนนึกถึง กาจิอาคุตะ (Gachiakuta) อะนิเมะญี่ปุ่นที่ออกฉายในปี 2025
ดัดแปลงจากมังงะของ เค อุรานะ (Kei Urana) ซึ่งเริ่มตีพิมพ์ในนิตยสาร Weekly Sh?nen Magazine ของสำนักพิมพ์โคดันฉะตั้งแต่ปี 2022 โดยมี ฮิเดโยชิ อันโด (Hideyoshi Andou) ศิลปินกราฟฟิตีร่วมออกแบบกราฟิตีมาตั้งแต่ต้น
ส่วนฉบับอะนิเมะผลิตโดย โบนส์ฟิล์ม (bones film) กำกับโดย ฟูมิฮิโกะ สุกานุมะ (Fumihiko Suganuma) และวางโครงเรื่องโดย ฮิโรชิ เซโกะ (Hiroshi Seko)
ฤดูกาลแรกมี 24 ตอน และประกาศสร้างฤดูกาลที่สองแล้ว
การที่อุรานะดึงอันโดเข้ามาร่วมงานตั้งแต่การสร้างมังงะยังทำให้กราฟฟิตีไม่ได้เป็นเพียงการตกแต่ง แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกและภาษาทางภาพของกาจิอาคุตะ
ตอนนี้สามารถรับชมได้ที่ Netflix
โลกของกาจิอาคุตะแบ่งชนชั้นกันอย่างรุนแรง รูโด้ (Rudo) เป็นเด็กกำพร้าที่เติบโตในสลัมของลูกหลานอาชญากร มิหนำซ้ำผู้คนอีกฟากของกำแพงก็พากันดูถูกเขา
รูโด้อาศัยอยู่กับ เรกโต (Regto) ผู้เลี้ยงดูเขามา
เด็กหนุ่มมีนิสัยชอบคุ้ยสิ่งของที่ถูกทิ้ง เก็บของที่ยังพอใช้ได้กลับมาซ่อม
วันหนึ่งเรกโตถูกฆาตกรรม รูโด้กลับถูกใส่ร้ายและโดนโยนลงไปในพิต (Pit) หุบเหวที่โลกเบื้องบนใช้ทิ้งขยะ
ที่นั่นเขาพบว่าขยะที่ถูกทิ้งกองทับถมอยู่ในโลกเบื้องล่างและก่อกำเนิดสัตว์ประหลาดที่เรียกว่า แทรชบีสต์ (Trash Beasts)
รูโด้ได้รับความช่วยเหลือจาก เอ็นจิน (Enjin) และเข้าไปอยู่กับกลุ่ม คลีนเนอร์ส (Cleaners) ซึ่งต่อสู้กับสัตว์ประหลาดเหล่านี้
ก่อนการเอาชีวิตรอดจะค่อยๆ กลายเป็นการค้นหาความจริงเกี่ยวกับโลกเบื้องบนและตัวเขาเอง
กาจิอาคุตะน่าสนใจกว่าอะนิเมะแนวต่อสู้ทั่วไป
เพราะนอกจากจะต่อสู้กับศัตรูอย่างแทรชบีสต์แล้วยังวิจารณ์วิธีคิดที่แบ่งสิ่งต่างๆ ว่ายังมีประโยชน์หรือหมดประโยชน์แล้ว เมื่อหมดประโยชน์ก็โยนทิ้งให้พ้นสายตา
โลกเบื้องบนดูสะอาดเพราะมีโลกเบื้องล่างรองรับสิ่งที่มันไม่ต้องการ ความสะอาดกับกองขยะจึงกลายเป็นส่วนประกอบของระบบเดียวกัน
ที่รุนแรงกว่านั้นคือตรรกะนี้ไม่ได้ใช้กับสิ่งของเท่านั้น รูโด้โดนโยนลงพิตด้วยกระบวนการเดียวกับขยะ
ในที่สุด มนุษย์ก็อาจโดนประจานว่าหมดคุณค่าและกำจัดออกไปได้ไม่ต่างจากสิ่งของที่หมดอายุ
รูโด้กลับไม่ยอมรับตรรกะนี้มาตั้งแต่ต้น เขาเห็นสิ่งของที่คนอื่นทิ้งแล้วสนใจว่ามันยังซ่อมหรือทำอะไรได้อีก
ความสามารถของเขาในฐานะกิเวอร์ทำให้ท่าทีนี้กลายเป็นรูปธรรม เพราะในโลกของกาจิอาคุตะมีจินกิ (Jinki) หรือเครื่องมือมนุษย์ สิ่งของสามารถสะสมพลังจากการได้รับการดูแลและให้คุณค่าเป็นเวลานานจนแสดงความสามารถพิเศษออกมาได้
เอ็นจินมีร่ม ซันกะมีไม้เท้า ริโยมีกรรไกร ตัวละครแต่ละตัวมีอาวุธที่มีประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์กับผู้ใช้
ซึ่งทำให้ประเด็นในกาจิอาคุตะก็คือการตั้งคำถามว่ามนุษย์ควรมีความสัมพันธ์กับขยะอย่างไร
ที่กล่าวมาข้างต้นชวนให้ผู้เขียนนึกถึงเบอร์นาร์ด สตีกเลอร์ (Bernard Stiegler) นักปรัชญาฝรั่งเศสที่วิจารณ์ความเข้าใจว่าเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือภายนอกที่มนุษย์สร้างขึ้นมาใช้
เขาเห็นว่ามนุษย์ไม่ได้มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์อยู่ก่อนแล้วค่อยประดิษฐ์เครื่องมือขึ้นมาทีหลัง
แต่มนุษย์ก่อรูปขึ้นพร้อมกับสิ่งที่เขาเรียกว่า เทคนิคดั้งเดิม (originary technicity)
ภาษา เครื่องมือ การเขียน หนังสือ ภาพถ่าย และเทคโนโลยีต่างๆ ไม่ใช่ของส่วนเกินจากมนุษย์ แต่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้เราคิด จำ และส่งต่อประสบการณ์ได้
ในแง่นี้ สิ่งของเกี่ยวข้องกับความทรงจำอย่างลึกซึ้ง สตีกเลอร์เรียกกระบวนการที่มนุษย์ฝากความทรงจำไว้กับสิ่งภายนอกว่า การนำออกสู่ภายนอก (exteriorization)
และเรียกความทรงจำที่สะสมและส่งผ่านข้ามรุ่นผ่านภาษา หนังสือ ภาพยนตร์ หรืออุปกรณ์ต่างๆ ว่า ความทรงจำภายนอกข้ามรุ่น (epiphylogenetic memory)
หนังสือเก่าที่มีลายมือเจ้าของเดิม เสื้อของคนที่จากไป หรือเครื่องมือที่ช่างใช้มาตลอดชีวิต ล้วนเก็บร่องรอยของเวลาและความสัมพันธ์เอาไว้
ความสามารถนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญของวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และสิ่งที่เขาเรียกว่า “จิตวิญญาณ”
จินกิในกาจิอาคุตะให้ภาพสิ่งของที่ได้รับความใส่ใจเป็นเวลานานสามารถสะสมพลังและแสดงศักยภาพออกมา เวลาที่มนุษย์ใช้ร่วมกับสิ่งของนี่เองที่เสริมสร้างจินกิขึ้นมา
สิ่งของชิ้นหนึ่งอาจไร้ราคาในตลาด แต่ประเมินค่าไม่ได้สำหรับเจ้าของ เพราะมันบรรจุความทรงจำ การดูแล และประสบการณ์เอาไว้
ถุงมือของรูโด้ยิ่งทำให้ประเด็นนี้ชัด เพราะเขาสามารถดึงศักยภาพจากสิ่งของต่างๆ ออกมาเป็นอาวุธได้
รูโด้มีพลังได้ก็เพราะมองเห็นความเป็นไปได้ของสิ่งที่คนอื่นเลิกมองเห็นไปแล้ว
การซ่อมถือเป็นเรื่องของความใส่ใจ (care) และต่างจากการซื้อของใหม่ เพราะการซ่อมทำให้เราต้องหยุดอยู่กับสิ่งนั้น ดูว่ามันเสียตรงไหน เข้าใจว่ามันทำงานอย่างไร และยอมรับว่าของที่ซ่อมแล้วอาจไม่ได้กลับไปเหมือนใหม่ รอยขีดข่วนและรอยต่อยังคงอยู่ในฐานะร่องรอยของเวลา
ในแง่นี้ การซ่อมทำให้สิ่งที่มีประวัติศาสตร์สามารถมีอนาคตต่อไปได้
ถ้าเราลองนำสิทธิในการซ่อมของสหภาพยุโรปมาพิจารณาก็จะพบว่านอกจากการซ่อมจะช่วยลดขยะแล้ว ยังช่วยยืดชีวิตของสิ่งของกลับมาเป็นทางเลือกจริง
สตีกเลอร์ยังใช้แนวคิดเรื่องฟาร์มาคอน (pharmakon) ซึ่งรับต่อมาจากฌักส์ แดร์ริดา (Jacques Derrida) นักปรัชญาฝรั่งเศสอีกคน มาอธิบายว่าเทคโนโลยีเป็นได้ทั้งยาพิษและยารักษาในเวลาเดียวกัน
เทคโนโลยีช่วยให้เราจดจำ เรียนรู้ และสื่อสารได้ แต่ก็สามารถดึงความสนใจของเราเข้าสู่วงจรของการบริโภคและการตอบสนองฉับพลัน ปัญหาสำคัญก็คือเทคโนโลยีถูกจัดวางอยู่ในระบบเศรษฐกิจและสังคมแบบใด
กาจิอาคุตะเสนอภาพคล้ายกัน สิ่งของกลายเป็นขยะเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งนั้นตัดขาดจากกัน และสิ่งเดียวกันเมื่อถูกหยิบกลับขึ้นมาใส่ใจ และสร้างความสัมพันธ์ใหม่ ก็สามารถกลายเป็นจินกิได้
สตีกเลอร์เสนอว่าสิ่งที่ตรงข้ามกับความใส่ใจคือภาวะหลงทิศ (disorientation) เมื่อความทรงจำถูกทำให้สั้นและขาดบริบท มนุษย์ก็สูญเสียความสามารถในการเชื่อมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าด้วยกัน
โลกของกาจิอาคุตะเต็มไปด้วยสิ่งที่ถูกตัดขาดจากอดีต สิ่งของถูกแยกออกจากเจ้าของแล้วโยนลงพิต คนโดนตัดขาดจากชุมชนและถูกโยนตามลงมา
ส่วนรูโด้เองก็โดนผลักออกจากโลกเดิมจนสูญเสียตำแหน่งของตน
การเดินทางของเขาจึงเป็นทั้งการหาทางกลับขึ้นไปข้างบนและการประกอบอดีตของตนเองขึ้นใหม่ เพื่อรู้ว่าเขาเป็นใครและจะไปทางไหนต่อ
สิ่งนี้สัมพันธ์กับคำว่าจิตวิญญาณ (spirit) ซึ่งสตีกเลอร์ใช้ในความหมายของการคิด การจดจำ การใคร่ครวญ และการสร้างความหมายร่วมกัน
จิตวิญญาณไม่ได้อยู่นอกเทคนิค แต่เกิดขึ้นผ่านหนังสือ ภาพ เสียง เครื่องมือ และสื่อที่ช่วยให้ประสบการณ์ดำรงและส่งต่อได้
เมื่อเทคโนโลยีถูกผนวกเข้ากับตรรกะของทุนและประสิทธิภาพ การคิดกลับกลายเป็นเพียงปฏิกิริยาอัตโนมัติ ความสนใจระยะสั้น การคลิก การซื้อ และความพอใจฉับพลัน จนมนุษย์สูญเสียความสามารถที่จะสร้างความหมายจากเวลาของตนเอง
จะเห็นได้ว่า กาจิอาคุตะน่าสนใจตรงที่มันจินตนาการโลกอีกแบบผ่านสิ่งที่สังคมทิ้งไปแล้ว แทนที่จะค้นหาพลังจากเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ตัวละครกลับสร้างพลังจากร่ม กรรไกร ไม้เท้า ถุงมือ และของที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว
มันกลับหัวตรรกะของนวัตกรรมซึ่งมักหมายถึงการสร้างของใหม่ เพราะในเรื่องนี้สิ่งใหม่สามารถเกิดขึ้นจากการกลับไปสัมพันธ์กับของเก่าในแบบใหม่ได้
ศักยภาพไม่ได้อยู่ข้างหน้าเราเสมอ บางครั้งมันตกค้างอยู่ในสิ่งที่เราทิ้งไว้ข้างหลัง และต้องการเพียงสายตาอีกแบบหนึ่งที่จะมองเห็นมัน
แนวคิดนี้ยังปรากฏในรูปลักษณ์ของกาจิอาคุตะเอง โดยเฉพาะกราฟฟิตี (graffiti) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาษาทางศิลปะมาตั้งแต่ฉบับมังงะ
อุรานะนำกราฟฟิตีเข้ามาตั้งแต่ช่วงสร้างโลกของเรื่องและทำงานร่วมกับอันโดโดยตรง จึงปรากฏทั้งในตัวอักษร สัญลักษณ์ การออกแบบ และบรรยากาศของเรื่อง
การเลือกกราฟฟิตีเข้ากับโลกของขยะอย่างน่าสนใจ เพราะกราฟฟิตีมักทำงานกับกำแพง อาคาร และพื้นผิวเมืองที่มีร่องรอยอยู่ก่อนแล้ว
ศิลปินไม่ได้เริ่มจากพื้นผิวว่างเปล่า แต่เขียนลงบนสิ่งที่มีคราบ รอยแตก และประวัติศาสตร์ของมันเอง
ท่าทีของสตีกเลอร์ต่อศิลปะกลับมาเชื่อมกับกาจิอาคุตะ เพราะศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำภายนอกที่ทำให้ความหมายและจิตวิญญาณดำรงและถ่ายทอดต่อไปได้ ที่สำคัญ ศิลปะสามารถจัดระเบียบการรับรู้ของเราเสียใหม่ ในสังคมที่เทคโนโลยีของตลาดพยายามจับความใส่ใจและทำให้เรามองสิ่งต่างๆ อย่างรวดเร็วแล้วเลื่อนผ่าน ศิลปะกลับทำให้เราหยุดมอง ฟัง จำ และใคร่ครวญ
ด้วยเหตุนี้ศิลปะจึงมีศักยภาพเป็นฟาร์มาคอนด้านการเยียวยา เพราะสามารถสร้างความสัมพันธ์อีกแบบหนึ่งระหว่างมนุษย์ เทคนิค ความทรงจำ และเวลาได้
กราฟฟิตีในกาจิอาคุตะก็คล้ายกับสิ่งที่รูโด้ทำกับขยะ เพราะเป็นมุมมองต่อสิ่งที่คนอื่นเดินผ่านหรือทอดทิ้ง แล้วเปิดความเป็นไปได้ใหม่จากสิ่งที่มีอยู่
การซ่อมของรูโด้กับการเขียนกราฟฟิตีจึงมีบางอย่างร่วมกัน
ทั้งคู่ไม่ได้สร้างโลกใหม่จากศูนย์ แต่ทำงานกับสิ่งที่มีประวัติศาสตร์ ยอมรับคราบ รอยแตก และบาดแผล ก่อนจะทำให้สิ่งนั้นสามารถปรากฏขึ้นในความหมายใหม่อีกครั้ง
เมื่อพิจารณาจุดที่กฎหมายสิทธิ์ในการซ่อมกับกาจิอาคุตะมาพบกัน
ในโลกที่เราซื้อ ใช้ และทิ้งเร็วขึ้น การซ่อมคือการคืนเวลาให้สิ่งของ เชื่อมอดีตกับปัจจุบันเพื่อเปิดอนาคตอีกครั้ง
ถุงมือของรูโด้เองก็ทำให้ศักยภาพของสิ่งที่ถูกทิ้งกลับมาปรากฏ
การซ่อมและศิลปะจึงสัมพันธ์กับจิตวิญญาณในความหมายของสตีกเลอร์ เพราะทำให้เรากลับมาใส่ใจ จดจำ และสร้างความหมาย
ก่อนจะโยนอะไรทิ้ง เราอาจต้องถามว่า เรามองมันดีพอแล้วหรือยัง
