บทความพิเศษ
ภาพฝัน บรรเจิด
ภาพ ดุสิต สมิโตปกรณ์
ของ ‘ศรีบูรพา’
ภาพอัน กุหลาบ สายประดิษฐ์ สะท้อนผ่านบทความ “ประสบการณ์ของนักเขียนผู้หนึ่ง” ในนิตยสาร “สายธาร” ฉบับประจำเดือนกันยายน 2501
เป็นภาพแห่ง “อดีต” เมื่อครั้ง กุหลาบ สายประดิษฐ์ ยังเยาว์วัย
เมื่อนักเรียนนุ่งกางเกงขาสั้นจากโรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ ตัดสินใจเดินทางไปส่ง “งานเขียน” ยังสำนัก “หนังสือพิมพ์”
เมื่อวันแรก ไม่กล้าแม้กระทั่งจะผ่าน “แขกยาม” เข้าไป
“ในวันรุ่งขึ้น เขาผ่านแขกยามเข้าไปได้ เขาหายลับเข้าไปไม่นานนักก็กลับออกมา หน้าตาของเขาเอิบอิ่ม เขารายงานต่อเพื่อนฝูงว่าเขาได้พบท่านผู้หนึ่งแถวที่ ทำการหนังสือพิมพ์
เขาก็ได้มอบเรื่องให้ เขาไม่ทราบว่าท่านผู้นั้นเป็นใคร มีตำแหน่งอะไร
เมื่อถูกถามว่า เขาไม่ได้พบกับท่านบรรณาธิการหรอกหรือ
เขาส่ายหน้าและแสดงสีหน้าว่า เป็นข้อถามที่ไม่พึงถาม เขารู้สึกว่าท่านบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยนั้นเป็นคนใหญ่โตเหลือเกิน
ที่พวกเขาไม่ควรคิดอ่านเข้าไปพบ”
รากฐาน ฝึกปรือ บ่มเพาะ
ของเหล่า เยาวเรศรุ่น
กุหลาบ สายประดิษฐ์ เขียนเล่าต่อไปว่า “ในบางคราว พวกเขาบางคนก็ส่งบทกวีที่เป็นโคลงหรือกลอนสั้นๆ ไปยังหนังสือพิมพ์ “ภาพยนตร์สยาม” โดยทางไปรษณีย์
หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ฉบับนี้ มี คุณหอม นิลรัตน ณ อยุธยา และ คุณต่วน ยาวะประภาษ เป็นกำลังสำคัญ
บางทีก็ส่งเรื่องชวนหัวหรือความรู้เบ็ดเตล็ดไปยังหนังสือพิมพ์ “นักเรียน”
ซึ่งดูเหมือนจะขายฉบับละ 5 สตางค์ และมี คุณแซ เศรษฐบุตร เป็นเจ้าของและบรรณาธิการ
บางคนก็นำเรื่องไปส่งที่สำนักงานของหนังสือพิมพ์ “นักเรียน” ด้วยตนเอง
เพราะการส่งค่อนข้างสะดวกด้วยสำนักงานตั้งอยู่ริมถนนเจริญกรุง ตัวท่านบรรณาธิการก็นั่งทำงานอยู่ในห้องใกล้ๆ กับบาทวิถีนั่นเอง
นับแต่ได้ส่งเรื่องเบ็ดเตล็ดเล็กๆ น้อยๆ ไปยังหนังสือพิมพ์แล้ว นักเขียนรุ่นเยาว์เหล่านั้นก็มีภาระที่จะต้องซื้อหนังสือพิมพ์ที่ตัวได้ส่งเรื่องไปจนกว่าจะพบว่า เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ส่งไปนั้นเขาลงพิมพ์ให้แล้ว
หรือจนอ่อนใจและแน่ใจว่า เขาคงจะไม่ลงพิมพ์
ส่วนค่าเรื่องนั้นไม่ต้องเอ่ยถึง การส่งเรื่องไปให้หนังสือพิมพ์เวลานั้นประสงค์แต่จะให้เรื่องได้ลงพิมพ์เท่านั้น”
บทสรุปจาก กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อสภาพการเขียนและการแต่งหนังสือในห้วงหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างปลายทศวรรษที่ 2460 กับต้นทศวรรษที่ 2470 ก็คือ
“ลักษณะทั่วไปของนักเขียนเวลานั้นเป็นนักเขียนสมัครเล่น
การเขียนหนังสือเป็นการเขียนเพื่อเกียรติ และเพื่อความบันเทิงใจ มิใช่เป็นวิชาชีพ”
ทั้งหมดคือ พื้นฐานของสังคมสยามก่อน “ศรีบูรพา” เขียน “สงครามชีวิต”
เล่นสนุก ทาง อารมณ์
ลับคม ในทาง ปัญญา
ทั้งๆ ที่สภาพความเป็นจริงของคนเขียนและคนทำหนังสือในห้วงระหว่างปลายทศวรรษที่ 2460 กับต้นทศวรรษที่ 2470 ไม่ว่าจะในฐานะของ “นักประพันธ์” ไม่ว่าจะในฐานะของ “นักแต่ง” หนังสือ
ล้วนดำเนินไปในลักษณะแห่งนักเขียน “สมัครเล่น”
ล้วนดำเนินไปในลักษณะที่ กุหลาบ สายประดิษฐ์ สรุปอย่างรวบรัดว่า “การเขียนหนังสือเป็นการเขียนเพื่อเกียรติและเพื่อความบันเทิงใจ มิใช่เป็นอาชีพ”
เป็นการเล่นสนุกทาง “อารมณ์” เป็นการลับคมเล่นทาง “ปัญญา”
แล้วเหตุใดภาพของ ดุสิต สมิโตปกรณ์ จึงปรากฏขึ้นอย่างโอ่อ่า เป็นภาพของคนที่มิได้ทำงานอื่นใดนอกจากการเขียนหนังสือ
ทั้งยังเป็นการเขียนหนังสือเพื่อ “ขาย”
ทั้งยังเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง มีบ้านอันอาจเรียกได้อย่างเต็มคำว่า “คฤหาสน์”
เป็นความสำเร็จในระดับเป็น “ปฏิมา” อันใกล้เคียงกับที่ ฟิโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี้ ได้รับจากสังคมของรัสเซียด้วยความอบอุ่นดังที่ ระพินทร์ ยุทธศิลป์ เขียนบอก “แม่ชาวสวรรค์” ของเขาภายหลังนวนิยายเรื่อง Poor People ตีพิมพ์ 1 สัปดาห์ว่า
“ชื่อฟิโอดอร์ ชายหนุ่มอายุเพียง 24 ปี ก็มีผู้พูดกันทั่วรัสเซีย
พูดด้วยความเคารพยกย่อง พูดด้วยความพิสมัยในสมรรถภาพของนักประพันธ์หนุ่มผู้นี้
แล้วต่อจากนั้น พวกปริ๊นซ์และพวกขุนนางใหญ่ๆ โตๆ ก็เชิญดอสโตเยฟสกี้ไปสู่วังและบ้านของเขา ให้เกียรติยศแก่เขาด้วยการรับรองเลี้ยงดูเขาอย่างดีที่สุด”
กระทั่งส่งผลให้ เพลิน โรหิตบวร เกิดแรงดาลใจเขียนถึง “พ่อยอดรัก” ของฉัน
ความรัก ความฝัน บรรเจิด
ปฏิมา ต่อ “นักประพันธ์”
อยากเห็น มหาตมะ ระพินทร์ของดิฉัน เป็นที่รักและบูชาของคนทั้งเมือง เมื่อเธอได้แต่งหนังสือเล่มแรกออกมาให้คนทั้งหลายได้ชมฝีมือ
อยากเห็นเจ้านายชั้นสูงและคนใหญ่คนโต
เชิญระพินทร์ของดิฉัน ไปรับประทานอาหารที่วังและบ้านของท่าน อยากเห็น ท่านเหล่านั้นยื่นมือมาให้เธอสัมผัส
พร้อมกับเอ่ยวาจาว่า
“พ่อหนุ่มน้อยเอ๋ย นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของฉันที่เชิญนักประพันธ์ไทยมาสู่หาที่บ้าน และขอจับมือเพื่อเป็นเกียรติยศของซึ่งกันและกัน”
ด้วยเครื่องแต่งตัวอันสะสวยและสุภาพเรียบร้อย ระพินทร์คงจะก้มศีรษะลงแสดงความเคารพและความกตัญญูให้แก่ท่านเหล่านั้น และด้วยยิ้มของเด็กๆ ที่อ่อนโยนแช่มช้อยเธอคงจะได้กล่าวแต่เพียงว่า
“ขอบพระคุณท่านผู้มีเมตตากรุณา”
แล้วความสงบเสงี่ยมเจียมตัวจะขอร้องให้เธอหยุดพูด และวิงวอนให้ยิ้มแก่ท่านเหล่านั้นด้วยนัยน์ตาอันมีประกายวาววาม
ในเมืองไทย
เรายังไม่มีการให้เกียรติยศและไว้อาลัยแก่ผู้ตายที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติอย่างที่เขาทำกันในต่างประเทศ
และถ้าพูดเฉพาะนักประพันธ์แล้วดิฉันรับว่ายังไม่เคยได้ยินเลย
บางทีจะเป็นเพราะในเมืองเรายังไม่มีนักประพันธ์ที่ดีพอกระมังคะ ดิฉันหวังว่าระพินทร์จะเป็นคนแรกที่ตั้งใจหมายมั่นว่าจะก้าวไปให้ถึงเกียรติยศอันสูงสุด
ดิฉันอยากเห็นเธอได้เป็นอย่างดอสโตเยฟสกี้ทุกอย่าง
วิถี แห่ง นักประพันธ์
ดุสิต สมิโตปกรณ์
กล่าวสำหรับ ระพินทร์ ยุทธศิลป์ โอกาสในทางการประพันธ์ของเขามิได้เป็นไปอย่างที่ เพลิน โรหิตบวร ปรารถนา
แต่กล่าวสำหรับ ดุสิต สมิโตปกรณ์ กลับประสบความสำเร็จอย่างชนิดเกินพอ
การมีบ้านหลังงาม การมีเรือนต้นไม้ การมีรถมอริสคันเล็ก การมีตู้หนังสือบรรทุกมาถึง 5 ตู้หนังสือรวมกัน
ยิ่งกว่านั้น เขายังเป็นคนที่ขาด “สมาคม” ไม่ได้
“ผมใช้วิธีใหม่ ผมเปิดการสมาคมขึ้นในบ้านโดยเชิญท่านสุภาพบุรุษ สุภาพสตรี มาสโมสรในบ้านผมเดือนละครั้ง”
ดุสิตเล่าบอกระพินทร์
นี่คือ วิถีแห่ง ดุสิต สมิโตปกรณ์ นี่คือ วิถีแห่งนักประพันธ์ที่ประสบความสำเร็จ นี่คือเงาสะท้อนในทางความคิด ความใฝ่ฝัน
จากด้านของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ผ่าน “ศรีบูรพา”
เป็นมุมมองและความคิดของคนซึ่งมีฐานะเป็นนักหนังสือพิมพ์ เป็นนักประพันธ์ ในห้วงต้นแห่งทศวรรษที่ 2470
ก่อนเปลี่ยนแปลงใหญ่ทางการเมืองในเดือนมิถุนายน 2475
