bg-single

จ๋าจ๊ะ วรรณคดี / ญาดา อารัมภีร / จุดบอด

26.01.2021

จ๋าจ๊ะ วรรณคดี/ญาดา อารัมภีร

จุดบอด

 

แม้วรรณคดีเรื่อง “พระไชยสุริยา” จะเป็นแบบเรียนสอนอ่านหนังสือไทยให้เด็กๆ สมัยรัตนโกสินทร์ สุนทรภู่ก็ได้สะท้อนภาพทุจริตในการตัดสินคดีของเมืองสาวัตถีเอาไว้ด้วย

 

“คดีที่มีคู่                        คือไก่หมูเจ้าสุภา (=ตุลาการ)

ใครเอาข้าวปลามา                        ให้สุภาก็ว่าดี

ที่แพ้แก้ชนะ                   ไม่ถือพระประเวณี

ขี้ฉ้อก็ได้ดี                                  ไล่ด่าตีมีอาญา”

 

นี่คือกระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยวเพราะสินบน คดีใดมีสินบนมาเกี่ยวข้อง คำตัดสินเปลี่ยนแปลงได้ ที่ควรแพ้กลายเป็นชนะคดี เป็นผลจากผู้พิพากษารับสินบน ไม่ยึดมั่นประเพณีหรือแนวทางที่ปฏิบัติสืบมาจนเป็นแบบแผน เลือก ‘ความถูกใจ’ แทน ‘ความถูกต้อง’

น่าสังเกตว่าการติดสินบนข้าราชการไทยสมัยโบราณ มิได้มีเพียงแวดวงตุลาการ ยังรวมถึงการวิ่งเต้นเพื่อตำแหน่งหน้าที่การงาน มีหลักฐานยืนยันมาแต่สมัยอยุธยา

ดังจะเห็นได้จาก “พระราชกำหนดเก่า” เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 9 พ.ศ.2283 รัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ มีข้อความว่า

“แต่นี้สืบไปเมื่อหน้า ถ้าแลผู้ใดร้องฟ้องยกความชอบของตัวเอง ติดสอยบนบานให้กราบทูลพระกรุณาขอเปนที่พระ หลวง ขุน หมื่น ผู้รั้งกรมการเมืองใหญ่เมืองน้อยทั้งปวง อย่าให้ข้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเอากราบทูลพระกรุณายกถอดพระ หลวง ขุน หมื่น แลผู้รักษาเมือง ผู้รั้งกรมการใหญ่น้อยทั้งปวงซึ่งหาความผิดมิได้ออกเสียเปนอันขาดทีเดียว ถ้าผู้ใดยกย่องความชอบของตัวเอง บนบานติดสอยขอเปนที่พระ หลวง ขุน หมื่น ผู้รักษาเมือง ผู้รั้งกรมการใหญ่น้อยทั้งปวง ถ้าแลผู้ใดเหนแก่อามิสสินจ้างสินบน รับเอาฟ้องมากราบทูลพระกรุณายกถอดผู้หาความผิดมิได้ออกเสีย เอาผู้ซึ่งบนบานนั้นตั้งให้เปนพระ หลวง ขุน หมื่น ผู้รักษาเมือง ผู้รั้งกรมการ จะเอาผู้ร้องฟ้องยกความชอบตัวเอง และผู้กราบทูลพระกรุณานั้นเปนโทษตามพระไอยการ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

พระราชกำหนดนี้กำหนดโทษทั่วถึงทั้งคนวิ่งเต้นเป็นเจ้าเมืองและคนเพ็ดทูล ถึงกระนั้นผู้คนก็หาเข็ดหลาบไม่ ยังคงติดสินบนแลกกับตำแหน่งหน้าที่การงานอย่างต่อเนื่องมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์

 

ดังที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงออก “ประกาศว่าด้วยการเดินเป็นเจ้าเมือง” เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.2406

เนื้อหาในประกาศประณามการติดสินบนพระองค์เจ้า เจ้าจอม ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ไปจนถึงภรรยาหลวง ภรรยาน้อย และลูกหลานของขุนนางนั้นเพื่อช่วยวิ่งเต้นให้ได้เป็น ‘เจ้าเมือง’ ดังที่ทรงแจกแจงไว้ละเอียดลออด้วยถ้อยคำรุนแรงไม่ไว้หน้า แสดงถึงความชิงชังพฤติกรรมดังกล่าวเป็นอย่างยิ่ง

“มีพระบรมราชโองการมานพระบัณฑูรสิงหนาทให้ประกาศแก่ข้าทูลละองธุลีพระบาทฝ่ายหน้าฝ่ายในให้ทราบทั่วกันว่า อ้ายพระ อ้ายหลวง อ้ายขุน หรือ อ้ายจมื่น เจ๋อเจอะกล้าๆ เปนคนในกรุงบ้าง คนในหัวเมืองบ้างที่อยากจะเปนผู้สำเร็จราชการเมืองในหัวเมืองนั้นๆ หานายหน้าเที่ยวเดินขอเสียสินบนถวายพระองค์เจ้าเจ้าจอมข้างในบ้าง หรือเดินขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยตามพนักงานบ้าง หรือเดินในท่านผู้หญิงเมียน้อยตัวโปรดของขุนนางบ้าง หรือเดินตามบุตรหลานชายหญิงของขุนนางก็มีบ้าง เสียสินบนแรงๆ ขอให้ช่วยเพ็ดทูลว่ากล่าวให้ได้ตั้งออกไปเปนผู้สำเร็จราชการที่เรียกว่า เจ้าเมืองในหัวเมืองเอก โท ตรี จัตวานั้นๆ ฝ่ายผู้ที่เห็นแก่สินบนก็ต่างคนต่างรับ แล้วก็ต่างคนต่างหาอุบายเพ็ดทูลเย่อหยิ่งกันไปต่างๆ ตามสติปัญญา” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

รัชกาลที่ 4 ทรงตระหนักดีถึง ‘ที่มาของสินบน’ เพื่อสนอง ‘ความอยาก’

“ผู้ที่อยากจะเปนผู้สำเร็จราชการหัวเมือง สู้เปนหนี้สินกู้ยืมท่านผู้อื่น สู้เสียดอกเบี้ยมาเสียสินบน ไปได้เปนผู้สำเร็จราชการเมืองเหล่านี้ขึ้น”

เมื่อ ‘ลงทุน’ ไปมากก็ต้อง ‘ถอนทุนคืน’ โดยใช้อำนาจจากตำแหน่งของตนในทางที่ผิด ดังที่ทรงประราชปรารภว่า

“ก็เพราะการในหัวเมืองเปนการไกลพระเนตรพระกรรณ ไกลหูไกลตาท่านผู้หลักผู้ใหญ่ จะพูดจะทำบังคับบัญชาอะไร ไปคดๆ โกงๆ ก็อาจจะทำไปได้ทุกอย่าง เพราะตัวไปนั่งซังเปนที่สูง ไม่มีผู้ขัดขวางได้ … คนที่อยากจะไปด้วยสินบนดังนี้คือเปนใจผีโหงผีห่า ตั้งใจแต่จะคิดกินเลือดกินเนื้อมนุษย์ในเมืองนั้น ไม่มีเมตตากรุณา ยิ่งแรงสินบนมาก เสียดอกเบี้ยเจ้าหนี้มาเสียบนมากก็ร้อนมาก จะเปลื้องหนี้อยากจะผ่อนดอกเบี้ยหรืออยากจะเอาทุนคืน คงจะไปทำผิดๆ ถูกๆ บังหลวงฉ้อราษฎร์กะเกณฑ์เกินราชการ เอาผู้ร้ายมาผูกให้ซัดผิดๆ หรือคิดเอาสินบนปล่อยผู้ร้ายเสีย หรืออื่นๆ อะไรไปไม่หยุดหย่อนเปนแน่”

ทรงบริภาษทั้งผู้ให้และผู้รับสินบนว่า เลวทรามต่ำช้าพอๆ กัน โดยเปรียบเทียบผู้ให้สินบนกับ ‘ยักษ์’ และ ‘ผี’

“ผู้ใดที่เห็นแก่สินบนรับสินบน ช่วยเดินเหินว่ากล่าวเพ็ดทูลแคะไค้ให้ผู้นั้นๆ ได้เปนผู้สำเร็จราชการเมืองนั้น ถ้าได้เงินสินบนด้วยเหตุนั้นก็ถือว่า ผู้นั้นหากรุณาแก่มนุษย์มิได้ ชื่อว่าคิดเอาเลือดเอาเนื้อของราษฎรคนยากคนไร้ที่อยู่บ้านห่างเมืองไกลมาขายให้อ้ายยักษ์ อ้ายผี เปนผีโหงผีห่า ผู้ที่หากินอย่างนี้จะได้บาปมากนักหนาทีเดียว”

 

‘สินบน’ คือจุดบอดของสังคมไทยสมัยก่อนที่ใครก็มิอาจปฏิเสธได้ ร้ายไปกว่านั้น มุมมองด้านลบของชาวตะวันตกหลายคนที่มีต่อชาวไทยและข้าราชการไทยในอดีตยิ่งตอกย้ำความจริงอันน่าอัปยศ โดยเฉพาะ “เอกสารของครอว์เฟิร์ด” (สมัย ร.2) “เอกสารของเฮนรี่ เบอร์นี่” (สมัย ร.3) ที่อาจารย์ไพโรจน์ เกษแม่นกิจ และอาจารย์สาวิตรี สุวรรณสถิตย์ แปลไว้ อ่านทีไรต้องถอนใจทีนั้น

“…ชาวสยามนั้นนอกจากจะมีนิสัยเห็นเงินเป็นพระเจ้าแล้ว ยังชอบฉ้อฉลคดโกงเรียกสินบน…”

“…ข้าพเจ้าเชื่อว่าการให้ของกำนัลเป็นวิธีเดียวที่จะชักจูงให้เสนาบดีของสยามรับฟังคำปรึกษาอย่างมีเหตุผลได้ และข้าพเจ้าได้ทราบเพิ่มเติมมาว่า เมื่อนายครอว์เฟิร์ดอยู่ในกรุงเทพฯ ในปี ค.ศ.1822 ได้ตกใจหลายครั้งที่เห็นของกำนัลที่เตรียมไปต้องหมดลงอย่างรวดเร็ว และในที่สุดจึงได้ยินยอมให้ข้าพเจ้าทำรายการเพิ่มเติมขึ้น…”

ยิ่งเมื่ออ่านหนังสือ “เล่าเรื่องกรุงสยาม” ที่สังฆราชปาลเลกัวซ์ แต่งในสมัยรัชกาลที่ 4 (ฉบับสันต์ ท.โกมลบุตร แปล) ก็อยากจะเอาปี๊บคลุมหัวให้รู้แล้วรู้รอด

“…วิธีดีที่สุดที่จะชนะความก็คือ ติดสินบนด้วยเงินก้อนใหญ่ให้แก่ผู้มีอิทธิพลซึ่งคุมคดีของท่านอยู่ เกือบทั่วโลกทีเดียวที่ความยุติธรรมมักจะซื้อขายกันได้ แต่ในเมืองไทยแล้วดูเหมือนจะยิ่งกว่าที่อื่น…”

‘สินบน’ เดินทางผ่านกาลเวลามานานหลายร้อยปี เมืองไทยวันนี้ยังมีการให้การรับสินบนกันอย่างแพร่หลาย ‘ปัจจุบัน’ ต่างจาก ‘อดีต’ ตรงที่วิธีการ ‘ให้’ และ ‘รับ’ ซับซ้อนแนบเนียนกว่า จับไม่ได้ไล่ไม่ทัน หรือเห็นกันจะจะ แต่ไม่จับ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร