bg-single

มนุษย์ไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาล (1)/มิตรสหายเล่มหนึ่ง นิ้วกลม

21.10.2021

มิตรสหายเล่มหนึ่ง

นิ้วกลม

[email protected]

 

มนุษย์ไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาล (1)

 

คุณจะรู้สึกอย่างไร ถ้ามีคนบอกว่า “โลกนี้ไม่ใช่โลกมนุษย์”

คงต้องใช้เวลาสักพักหลังสะดุดกับประโยคนี้แล้วจึงพยักหน้าตามว่า อ๋อ! ก็ใช่สิ มันเป็นโลกของแบคทีเรีย ไวรัส หมาป่า ไฮยีน่า หมึก วาฬ โลมา ปะการัง แมงมุม ยุง ก้อนหิน ดิน ทราย รวมถึงอะไรอีกมากมายสารพัดด้วย

ที่ต้องใช้เวลาสักพักเพราะเราคุ้นเคยกับคำว่า ‘โลกมนุษย์’ มาโดยตลอด

ยิ่งไปกว่านั้นคือเราเผลอเชื่อจริงๆ ว่าโลกนี้มีสายพันธุ์ Homo sapiens เป็นพระเอกนางเอก ส่วนสิ่งอื่นและชีวิตอื่นเป็นเพียงตัวประกอบที่โผล่เข้ามารับบทบาทในยามที่เราต้องการเท่านั้น

ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 ความรู้หลายอย่างวางอยู่บนกรอบที่ใช้มนุษย์เป็นศูนย์กลาง ราวกับว่ามีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่สามารถสะสมความรู้และความเข้าใจต่อโลกและสรรพสิ่งรอบตัว

ส่วนสัตว์ พืช วัตถุทั้งหลายก็กลายเป็นเพียง ‘กรรม’ ของประโยคที่มี ‘ประธาน’ เป็นมนุษย์

พวกมันกลายเป็น ‘สิ่งที่ถูกรับรู้’ โดยมนุษย์เท่านั้น

พอผ่านยุคสมัยที่ฟรีดริช นีทเชอ ประกาศว่า “พระเจ้าตายแล้ว” ก็ดูเหมือน ‘มนุษย์’ นี่เองที่รับบทพระเจ้าต่อไปในโลกใบนี้ เราสร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นจากความรู้ที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลางจนโลกค่อยๆ กลายเป็น ‘โลกมนุษย์’ นำไปสู่ยุคสมัยแห่งมนุษย์หรือ ‘Anthropocene’

นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้หนังสือเล่มบางๆ ชื่อ Object-Oriented Ontology in One Hour โดยอาจารย์เก่งกิจ กิติเรียงลาภ น่าหยิบขึ้นมาอ่าน เพราะชวนมองโลกในมุมที่ต่างไปจากมุมมองมนุษย์แบบเดิมๆ

 

ในเล่มนี้อธิบายว่ากระแสต่อต้านความคิดแบบมนุษยนิยม (Humanism) เริ่มก่อตัวจริงจังในทศวรรษที่ 1960

เริ่มมีการมองว่ามนุษย์ไม่ได้เป็นผู้สร้าง แต่เป็นผู้ถูกสร้างต่างหาก

ฌีลส์ เดอเลิซ นักคิดฝรั่งเศสเสนอว่า มนุษย์ที่เราเห็นๆ กันอยู่นั้นประกอบไปด้วยสรรพสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ เช่น จีโนมในร่างกายมนุษย์นั้นมีเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นของมนุษย์ อีก 90 เปอร์เซ็นต์เป็นของสิ่งมีชีวิตประเภทอื่น

เมื่อเราตาย สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ก็จะออกจากร่างกายแล้วไปประกอบร่างอยู่ในร่างอื่นชีวิตอื่นต่อไป

ดังที่ทราบกันว่า ในร่างกายเรามีสิ่งมีชีวิตจิ๋ว (จุลินทรีย์) อยู่ไม่น้อย แต่อาจไม่เคยจินตนาการว่าเซลล์แบคทีเรียในร่างเรานั้นมีจำนวนมากกว่าเซลล์มนุษย์

กระทั่งนักวิทยาศาสตร์บางคนหยอกว่าเรามีความเป็นแบคทีเรียมากกว่ามนุษย์ด้วยซ้ำ

มีแบคทีเรียเป็นหมื่นสายพันธุ์อยู่ในท้องเรา ยังไม่นับไวรัสและปรสิตจำนวนล้านล้านตัวที่อยู่บนร่างและในร่างของเราที่ก่อตัวเป็นยีนซึ่งมีผลต่อชีวิตเรา

ซึ่งขณะใช้ชีวิตประจำวันเราก็ยังได้รับจุลินทรีย์เหล่านี้เพิ่มต่อเนื่องจากอาหาร อากาศ น้ำ น้องแมว น้องหมา หรือกระทั่งหนังสือที่คุณถืออยู่นี่

นอกจากมนุษย์ประกอบขึ้นจากชีวิตอื่นและสิ่งอื่นแล้ว มนุษย์ก็ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตเก่งกาจแตกต่างอย่างที่ตัวเองเข้าใจด้วย

ดังที่เคยเล่าไปว่า ทุกวันนี้ค้นพบทางวิทยาศาสตร์ยืนยันแล้วว่าไม่ใช่แค่คนเท่านั้นที่สื่อสารกันด้วยภาษาได้ สัตว์และพืชก็มีภาษาของพวกมัน ความรู้เช่นนี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆ เสียใหม่ โดยไม่ได้มองว่ามนุษย์เป็นสิ่งเดียวที่สร้างปรากฏการณ์ทางสังคม หากคือปฏิสัมพันธ์ของโลกธรรมชาติซึ่งประกอบด้วยสิ่งต่างๆ มากมายซึ่งกระทบชิ่งกันไปหมด พูดอีกแบบคือสิ่งมีชีวิตอื่นและสิ่งไม่มีชีวิตมีผลกับมนุษย์หรือวัฒนธรรมของมนุษย์ยิ่งกว่าการกระทำของมนุษย์เอง

ศูนย์กลางการศึกษาจึงเปลี่ยนจาก ‘มนุษย์’ ไปเป็น ‘วัตถุ’ (object)

เป็นที่มาของ Object-Oriented Ontology (OOO)

 

แนวคิดแบบ OOO ตั้งคำถามว่าแทนที่เราจะทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ จากการมองของมนุษย์แบบเดิม เป็นไปได้ไหมที่เราจะเข้าใจจากในตัววัตถุเองหรือมองทุกอย่างแบบวัตถุเสมอกัน

แล้วเราจะหาความรู้เกี่ยวกับวัตถุได้อย่างไร

ขั้นแรก อาจต้องยอมรับก่อนว่ามนุษย์ไม่สามารถ ‘เข้าถึง’ วัตถุได้ เพราะต่อให้เราสนใจศึกษาดอกไม้หนึ่งดอก แต่ยังมีวัตถุอื่นอีกจำนวนอนันต์ที่แวดล้อมและมีผลต่อดอกไม้นั้นที่เราไม่อาจรับรู้ได้ทั้งหมด แสง แมลง เชื้อโรค ดิน หนอน ไส้เดือน และอะไรอีกมากมายทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต

โลกจึงไม่ได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าอย่างตรงไปตรงมา

‘วัตถุ’ ที่มีผลต่อกระทบต่อสิ่งต่างๆ ที่ว่านี้ยังหมายรวมไปถึงจิตใจ ภาษา วัฒนธรรม และสิ่งสร้างทางสังคม ไล่เลยไปถึงสิ่งที่เป็นอิสระจากมนุษย์อย่างก้อนหิน ดาวตก กาแล็กซี่ ดาวฤกษ์ ดาวหาง ฯลฯ

วัตถุหนึ่งตรงหน้าเราประกอบขึ้นจากสิ่งต่างๆ มากเกินกว่าที่เราจะรู้ มันจึงไม่สามารถถูกรับรู้ครบถ้วนทุกแง่มุมได้จาก ‘ผู้รับรู้’ อย่างมนุษย์ได้

บางท่านอาจกำลังนึกถึงคำว่า ‘อนัตตา’ อยู่ในใจ ในความหมายว่าแต่ละสิ่งที่ปรากฏไม่มีตัวตนแท้จริง หากเป็นเพียงผลลัพธ์ของเหตุปัจจัยนานาประการในห้วงเวลานี้ และมันจะเปลี่ยนแปรไปตลอดเวลา

 

คราวนี้มาถึงส่วนที่สนุก

หนังสือเล่มนี้อ้างถึงแนวคิดของลีไว ไบรอันต์ เรื่องประชาธิปไตยของวัตถุ (The Democracy of Objects) ว่ามีสมการอยู่สองข้อ คือ

หนึ่ง, ทุกๆ วัตถุดำรงอยู่อย่างเท่าเทียมกัน

แต่สอง, ในขณะเดียวกัน ไม่ใช่ทุกวัตถุจะดำรงอยู่อย่างเสมอกันในสถานการณ์เฉพาะหนึ่งๆ

อาจารย์เก่งกิจใช้ ‘หวี’ เป็นตัวอย่าง

หวีดำรงอยู่ในโลกอย่างเท่าเทียมกับวัตถุอื่น (สมการข้อ 1) แต่หวีกลับไม่ได้ดำรงอยู่อย่างมีนัยสำคัญต่อคนหัวล้านมากเท่ากับคนมีผม (สมการข้อ 2)

ในแง่หนึ่ง การมีอยู่ของหวีก็เสมอกับกับการมีอยู่ของแว่นตา แต่ถ้าจะตัดสินว่าหวีหรือแว่นตาควรค่าแก่การอยู่บนโลกนี้มากกว่ากัน เราไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ บอกได้แค่หวีหรือแว่นตาสำคัญกับใครในเวลาไหนเท่านั้น ฟังแล้วชวนให้คิดว่าระหว่างมนุษย์กับต้นไม้ก็ตอบไม่ได้เช่นกันว่าใครควรค่าที่จะอยู่บนโลกนี้มากกว่า

อีกเรื่องที่สนุกคือความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุ ตามแนวคิดคือไม่มีวัตถุไหนเป็นผลจากการสร้างของวัตถุอื่น เช่น เมื่อเราเขวี้ยงก้อนหินใส่กระจกแล้วกระจกแตก ถ้าถามว่าอะไรทำกระจกแตก คนส่วนใหญ่จะตอบว่าก้อนหิน แต่ถ้าลองเอาก้อนหินเขวี้ยงใส่เหล็ก เหล็กจะไม่แตก

ฉะนั้น การที่กระจกแตกจึงไม่ได้เกิดจากก้อนหินแต่เพียงอย่างเดียว มันเกิดจาก ‘คุณสมบัติที่จะแตกได้’ ของกระจกด้วย

มองแบบนี้ทั้งสองฝ่ายต่างเป็น ‘ประธาน’ ของประโยคได้ทั้งคู่ เพราะปรากฏการณ์ ‘เขวี้ยงหินกระจกแตก’ ต้องอาศัยคุณสมบัติเปราะบางของกระจกด้วยจึงเกิดขึ้นได้

ด้วยมุมมองเช่นนี้ จากรูปพีระมิดที่เคยจัดมนุษย์อยู่บนยอดหรือองค์ประธานก็ต้องถูกเปลี่ยนใหม่โดยมองสิ่งต่างๆ และตัวเองว่าดำรงอยู่อย่างเท่าเทียมกับสิ่งอื่น

ความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับวัตถุจึงไม่ใช่ความต่างเชิงประเภท (นี่คน-นี่อาหาร) เราไม่ได้พิเศษกว่าสิ่งอื่น เมื่อเปลี่ยนมุมมองว่าเราเพียงสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

เช่น เวลาเราหิวจัดๆ อาหารก็อาจสำคัญกว่าเพื่อนหรือคนรัก คือเราให้ความสำคัญกับแต่ละสิ่งตามแต่ช่วงเวลา

มนุษย์จึงไม่ได้ต่างจากอาหารเพราะเราเป็นสิ่งคนละประเภท แต่อาจมีระดับความสำคัญที่ต่างกันตามช่วงเวลากันไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร