bg-single

โรคมนุษย์ระบาด (จบ)/มิตรสหายเล่มหนึ่ง นิ้วกลม

11.11.2021

มิตรสหายเล่มหนึ่ง

นิ้วกลม

[email protected]

 

โรคมนุษย์ระบาด (จบ)

 

จอห์น เกรย์ อ้างถึงทฤษฎีของดาร์วินว่า ความสนใจใฝ่หาความจริงไม่ได้เป็นสิ่งจำเป็นในการมีชีวิตรอดหรือสืบเผ่าพันธุ์ การลวงหลอกเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในบรรดาสัตว์ตระกูลไพรเมตและนก เหมือนที่นกเรเวนแสร้งทำเป็นซ่อนอาหารไว้ที่หนึ่ง ทั้งที่แอบซ่อนไว้ที่อื่น

ในหมู่มนุษย์เองก็มีการลวงหลอกกันตลอดเพื่อสร้างความประทับใจให้เพศตรงข้าม เพื่อเอาตัวรอด เพื่อแข่งขัน ในระดับการอยู่รอด ความนิยมชมชอบความจริงกลายเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย และเรื่องหลอกลวงกลับเป็นสัญชาตญาณในการเอาตัวรอด

กระนั้น หากชีวิตเป็นเพียงแค่การอยู่รอด มนุษย์ผู้วิวัฒนาการมาจนสมองคิดได้ขนาดนี้อาจรู้สึกไม่สบายใจ เพราะเท่ากับชีวิตกลายเป็นสิ่งไร้ความหมาย ใกล้เคียงสุญนิยม (nihilism) พวกเขาจึงต้องคาดหวังถึงสิ่งที่ดีกว่า อนาคตที่ดีกว่า หรือตัวเองที่ดีกว่า จึงตั้งตนอยู่ในความเชื่อความศรัทธาถึง ‘สิ่งดีงาม’ นั้นเพื่อเติมเต็มความว่างเปล่าของชีวิต ไม่ต่างอะไรกับการน้อมรับพิธีกรรมคำสอนแล้วปฏิบัติตามอย่างสุดจิตสุดใจด้วยศรัทธาที่มีต่อพระเจ้า แล้วความสงสัยทั้งมวลก็จะสงบลงได้

เกรย์เขียนว่า “การบูชานักวิทยาศาสตร์และน้อมรับของขวัญเทคโนโลยีจากพวกเขา อาจช่วยให้เราบรรลุถึงสิ่งที่นักศาสนาในยุคก่อนคาดหวังว่าจะได้รับจากการสวดมนต์ กำยาน และน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์”

ญากส์ โมโนด์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งชีววิทยาโมเลกุลบอกว่า “เป็นเรื่องยากที่จะยอมรับข้อเท็จจริงว่ามนุษย์ไม่ได้แตกต่างจากสัตว์อื่นๆ”

ทั้งที่ทฤษฎีของดาร์วินก็ทำให้เห็นชัดเจนว่าเราต่างเป็นสัตว์เหมือนสัตว์อื่นๆ ชะตากรรมของเราและสิ่งมีชีวิตอื่นบนโลกไม่ได้แตกต่างกัน

แต่สำหรับมนุษย์ผู้ชาญฉลาดแล้ว มันยากจะยอมรับว่าเราไม่มีอำนาจและเก่งกาจพอจะควบคุมโลกใบนี้ หรือเพียงมีชีวิตอยู่แล้วปล่อยให้สรรพสิ่งเป็นไปอย่างที่ควรเป็น

 

ขณะที่สมมุติฐานกาย่า (Gaia hypothesis) เสนอว่าโลกเป็นระบบที่กำกับตัวเองและมีพฤติกรรมคล้ายสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์ ซึ่งเป็นข้อเสนอในลัทธิธรรมชาตินิยมเชิงวิทยาศาสตร์

ในแบบจำลองโลกดอกเดซี่ที่พัฒนาขึ้นโดยเจมส์ เลิฟล็อก โลกมีแต่ดอกเดซี่สีดำและสีขาว เป็นโลกที่กำกับอุณหภูมิด้วยตนเอง โลกเดซี่ได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ ดอกเดซี่ขาวสะท้อนความร้อนของดวงอาทิตย์ทำให้พื้นผิวของโลกเย็นลง ขณะที่สีดำดูดความร้อนทำให้โลกอุ่นขึ้น พวกมันไม่ได้มีจุดหมายใดๆ เลย แต่ดอกเดซี่ได้ทำการปฏิสัมพันธ์กันเพื่อทำให้โลกของพวกมันเองเย็นลง แม้ความร้อนจากดวงอาทิตย์จะเพิ่มขึ้น

โจเอล เดอ โรสเนย์ สร้างสถานการณ์จำลองขึ้นในคอมพิวเตอร์ โดยเริ่มที่ระดับอุณหภูมิต่ำ ดอกสีดำซึ่งดูดความร้อนจากดวงอาทิตย์จะอยู่รอด ปกคลุมพื้นที่กว้าง

แต่พอคลุมพื้นที่มากเกินไปอุณหภูมิจะเพิ่มสูงกว่าจุดวิกฤต จึงล้มตายกันขนานใหญ่

ช่วงเวลานั้นดอกสีขาวก็จะปรับตัว และเข้ามาครอบคลุมพื้นที่แทน การสะท้อนแสงของดอกขาวทำให้โลกเย็นลงอีกครั้ง

แต่พออุณหภูมิลดมามากเกินไปดอกสีขาวก็จะล้มตาย ดอกสีดำก็กลับมาแพร่พันธุ์อีก เป็นเช่นนี้ไปมาหลายครั้ง

จนถึงจุดหนึ่ง ดอกสีดำและสีขาวจะเริ่มปนกันแบบกระจัดกระจาย และวิวัฒนาการร่วมกันบนพื้นผิวโลก กลุ่มประชากรทั้งสองจะสามารถรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยที่เหมาะสมต่อชีวิตของทั้งสองสปีชีส์ได้ อุณหภูมิจะผกผันในระดับสมดุลในที่สุด ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่ไม่มีใครตั้งขึ้น

หากเป็นผลลัพธ์จากพฤติกรรมของดอกเดซี่และการวิวัฒนาการร่วมกันของพวกมัน

 

หากลองใส่มนุษย์เข้าไปในระบบของดอกเดซี่ เราอาจคิดว่าพฤติกรรมของเรามีผลต่อการควบคุมโลกทั้งใบ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ดิน ดอกเดซี่ และสิ่งอื่นร่วมบรรยากาศล้วนสร้างปฏิสัมพันธ์กับเราเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยกันทั้งสิ้น ทั้งยังกำหนดการกระทำของเราได้ด้วยซ้ำ เช่น ถ้าพฤติกรรมห่วยๆ ของเราส่งผลร้ายต่อระบบ เมื่อรู้ตัวเราย่อมเปลี่ยนพฤติกรรม

ในทฤษฎีกาย่า ชีวิตมนุษย์ไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่าเชื้อรา

เราไม่ได้ต่างจากสิ่งอื่นหรือชีวิตอื่น

เราไม่ใช่ผู้ควบคุมบัญชาซึ่งเปี่ยมไปด้วยความหวังว่าจะทำให้โลกใบนี้เป็นไปอย่างที่วาดฝัน

การพยายามจัดระเบียบและขับเคลื่อนโลกไปด้วย ‘ความจริง’ ที่มนุษย์หลงใหลบูชาโดยมีแกนกลางอยู่ที่มนุษย์อาจไม่ได้เป็น ‘ความจริง’

ในมิติของโลกทั้งใบ ยังมีสิ่งที่เราไม่เข้าใจอีกมาก และไม่แน่ว่าจะสามารถเข้าใจได้ทันก่อนสายพันธุ์ของเราล่มสลายหรือไม่ หากยังใช้ชีวิตโดย ‘นิยมมนุษย์’ แบบนี้ไปเรื่อยๆ

จอห์น เกรย์ จบบทโดยยกพิธีกรรมจีนโบราณมาเล่า ในพิธีมีการใช้สุนัขหุ่นฟางเป็นเครื่องบวงสรวงบูชาแด่เทพเจ้า

ระหว่างทำพิธี สุนัขหุ่นฟางจะได้รับการปฏิบัติโดยเคารพนบนอบอย่างที่สุด แต่เมื่อพิธีจบแล้ว พวกมันก็หมดความจำเป็น จากนั้นก็ถูกเหยียบย่ำและโยนทิ้งไป

‘ฟ้าดินไร้เมตตา ด้วยเห็นสรรพสิ่งเป็นเช่นสุนัขหุ่นฟาง’

ถ้ามนุษย์รบกวนสมดุลของโลก พวกเขาจะถูกบดขยี้และโยนทิ้งไป

มนุษย์อาจสำคัญตัวผิดมาเป็นเวลาหลายร้อยปี โดยมองตัวเองเป็นผู้ควบคุมธรรมชาติ พยายามใช้ประโยชน์และเอาชนะ ทว่าในสายตาของธรรมชาติ มนุษย์มิได้สำคัญขนาดนั้น เราอาจเป็นเพียงสุนัขหุ่นฟางที่รอวันหมดความสำคัญเท่านั้นเอง

แต่มุมมองเช่นนี้ยอมรับได้ยาก เพราะมันช่าง ‘สิ้นหวัง’

ว่าแต่ ‘ความหวัง’ มิใช่หรือที่ทำให้เราโหยหาความก้าวหน้าและนำพาเราไปสู่ความปรารถนาไร้จุดสิ้นสุด มิใช่ ‘ความหวัง’ หรอกหรือที่กระตุ้นความกระหายในการครอบครองสะสมและปู้ยี่ปู้ยำดาวเคราะห์สีน้ำเงินอันงดงามให้กลายเป็นดาวเน่าๆ ป่วยๆ ดวงหนึ่งในวันนี้

‘ความหวัง’ สำคัญขนาดนั้นจริงหรือ?

เป็นไปได้ไหมที่เราจะดำเนินชีวิตไปโดยไม่มุ่งเน้นที่เป้าหมาย?

ชวนกันคิดต่อในสัปดาห์หน้าครับ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร