bg-single

ราโชมอนบนยอดเขาพระสุเมรุ (จบ)/พื้นที่ระหว่างบรรทัด ชาตรี ประกิตนนทการ

18.11.2021

พื้นที่ระหว่างบรรทัด

ชาตรี ประกิตนนทการ

 

ราโชมอนบนยอดเขาพระสุเมรุ (จบ)

 

ในแบบเรียนวิชาภาษาไทย ระดับมัธยมปีที่ 2 ซึ่งยังคงใช้เรียนและสอนกันอยู่ในปัจจุบันนั้น ได้มีการบรรจุเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างเหล่าเทวดากับอสูรที่น่าสนใจไว้เรื่องหนึ่ง คือ นารายณ์ปราบนนทก

ตามสำนวนที่คนไทยคุ้นเคยเป็นอย่างดี (และปรากฏอยู่ในแบบเรียนปัจจุบัน) นนทก คือยักษ์ที่ถูกมอบหมายหน้าที่จากพระอิศวรให้นั่งประจำอยู่ที่เชิงบันไดเขาไกรลาส และคอยล้างเท้าให้แก่เหล่าเทวดาที่มาเข้าเฝ้าพระองค์

นนทกปฏิบัติภารกิจของตนเองเป็นอย่างดีโดยตลอด แต่น่าเศร้า เมื่อใดก็ตามที่เหล่าเทวดามาถึงและยื่นเท้าให้นนทกล้าง มักชอบแกล้งนนทกด้วยการลูบหัวและถอนผมทิ้ง จนกระทั่งศีรษะของนนทกโล้น

นนทกทั้งเสียใจและพัฒนาจนกลายเป็นความโกรธแค้นที่ตนเองไม่มีกำลังจะต่อสู้กับเหล่าเทวดาคนพาลที่ชอบบุลลี่ผู้อื่นได้ จึงตัดสินใจไปเฝ้าพระอิศวร แล้วทูลขอว่า ตนเองได้ทำงานรับใช้พระองค์มายาวนานด้วยความซื่อสัตย์และไม่เคยขาดตกบกพร่อง ซึ่งที่ผ่านมาตนเองยังไม่เคยได้รับสิ่งตอบแทนใดเลย ดังนั้น จึงอยากจะทูลขอให้ตนเองมีนิ้วเพชร ที่มีฤทธิ์เดช โดยหากชี้นิ้วเพชรนี้ไปยังผู้ใดก็ขอให้ผู้นั้นตายในทันที

พระอิศวรเห็นว่านนทกปฏิบัติหน้าที่รับใช้พระองค์เป็นอย่างดีจึงประทานพรให้ตามที่ขอ และนับจากนั้นเป็นต้นมา เมื่อใดก็ตามที่เหล่าเทวดามาลูบหัวและถอนผม นนทกก็จะใช้นิ้วเพชรชี้จนเทวดานั้นตาย

เหล่าเทวดาตายลงเป็นจำนวนมาก สร้างความหวั่นกลัวไปทั่วสวรรค์ เมื่อพระอิศวรทราบความก็ตกใจและไม่พอใจ พระองค์จึงมอบหมายให้พระนารายณ์ไปปราบนนทก

พระนารายณ์ได้แปลงกายเป็นนางฟ้าที่สวยงามมายั่วยวนนนทก นนทกตกหลุมและลุ่มหลงนางฟ้าจำแลงองค์นี้อย่างมาก เพื่อแลกเปลี่ยนกับการแสร้งว่าจะรับรัก นางฟ้าได้ขอให้นนทกร่ายรำตามนางเสียก่อน

นนทกรับปากและเริ่มร่ายรำตามท่วงท่าที่นางฟ้าทำ จนไปถึงท่ารำสุดท้าย นางฟ้าได้ทำท่ารำที่เอานิ้วชี้ชี้กลับมาที่ใบหน้าตนเอง ด้วยความลุ่มหลงขาดสติ นนทกจึงรำตามและใช้นิ้วเพชรชี้มาที่หน้าตัวเอง

นนทกล้มลงและเสียชีวิตในที่สุด โดยก่อนตาย นางฟ้าได้แปลงกายกลับร่างเดิม และทำให้นนทกรู้ว่าตนเองโดนพระนารายณ์หลอก จึงกล่าวโทษว่า พระองค์ช่างเอาเปรียบนักเพราะมีถึง 4 มือ แต่ตนมีแค่ 2 มือ

เมื่อได้ฟังเช่นนั้น พระนารายณ์จึงท้าให้นนทกไปเกิดใหม่และมี 10 หน้า 20 มือ แล้วพระองค์จะตามไปเกิดเป็นมนุษย์ที่มีเพียง 2 มือเพื่อลงไปปราบอีกครั้ง

 

เนื้อหาจบลงตรงที่นนทกตายและลงไปเกิดเป็น ทศกัณฑ์ ส่วนพระนารายณ์ก็อวตารลงมาเป็น พระราม และเรื่องราวก็ดำเนินไปตามเนื้อหาที่ปรากฏในวรรณคดีเรื่อง รามเกียรติ์

เมื่อแบบเรียนเล่าถึงตรงนี้ น่าสนใจว่าจะมีการอธิบายถึงคุณค่าของบทประพันธ์ชิ้นนี้ รวมถึงคติสอนใจในแง่มุมต่างๆ ที่ได้จากเหตุการณ์ดังกล่าว

น่าแปลกใจมาก อย่างน้อยก็สำหรับตัวผมเอง (แทบทุกเล่มของแบบเรียนที่สอนเรื่องนี้) คติสอนใจข้อสำคัญที่สุดที่จะถูกยกมาสั่งสอนนักเรียนคือ อำนาจหากตกอยู่ในมือคนผิดจะก่อให้เกิดผลร้ายตามมา (หมายถึงอำนาจของนิ้วเพชรที่ตกอยู่กับนนทก) และความอาฆาตแค้นไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์กับใคร มีแต่จะย้อนกลับมาทำลายตนเอง (หมายถึงชะตากรรมของนนทก)

บางเล่มกล่าวเพิ่มด้วยว่า เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า การลุ่มหลงในสตรีเพศทำให้ขาดสติ

ไม่มีหนังสือเรียนเล่มไหนเลยที่จะมองย้อนกลับไปที่ต้นเหตุอันเกิดจากเหล่าเทวดาคนพาลที่ชอบบุลลี่ผู้อื่น แทบไม่มีการสอนด้วยว่าการกระทำของเทวดานั้นน่ารังเกียจ

มีเพียงหนึ่งเล่ม เท่าที่เปิดดูจากจำนวนนับสิบเล่ม ที่พูดอย่างสั้นๆ (หลังจากที่กล่าวโทษการกระทำของนนทกไม่ต่างจากเล่มอื่นๆ) ว่า เราไม่ควรรังแกผู้ที่ต่ำต้อยกว่า โดยมิได้ขยายความอะไรนัก

 

ย้อนกลับไปที่เหตุการณ์ดังกล่าว หลังจากที่นนทกตาย พระอิศวร และพระนารายณ์ ก็ดูจะไม่รู้สึกว่าการกระทำของเหล่าเทวดาก่อนหน้านี้ผิดแต่อย่างใด

ในทัศนะผม ข้อคิดที่ว่าอำนาจหากตกอยู่ในมือคนผิดจะก่อให้เกิดผลร้ายตามมานั้น ถ้าให้ถูกต้องที่สุดควรจะต้องใช้อธิบายพฤติกรรมของพระอิศวรและพระนารายณ์แทน ดูจะเหมาะสมกว่า

มีผู้นำที่มีอำนาจ เป็นคนดี และมีคุณธรรม คนไหนบ้างที่จะปล่อยให้ลูกน้องของตนเอง คือนนทก ถูกรังแกโดยไม่สนใจตักเตือนเหล่าเทวดาแต่เนิ่นๆ จนปล่อยให้ความเสียใจของนนทกเปลี่ยนกลายเป็นความคับแค้นแสนสาหัส

มีผู้นำที่ดีคนไหนบ้างที่ยื่นอาวุธให้กับคนที่กำลังเต็มไปด้วยความโกรธโดยไม่เฉลียวใจใดๆ ถึงผลร้ายที่จะตามมา

และมีผู้นำที่มีคุณธรรมอย่างแท้จริงคนไหนบ้างที่จะเลือกแก้ปัญหาความขัดแย้งด้วยการ เลือกข้าง (แบบที่พระนารายณ์ทำ) โดยเอาใจเฉพาะฝ่ายที่ตนเองชอบ (เหล่าเทวดา) และเลือกกำจัดนนทกทิ้ง ซึ่งเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

 

หากมองให้ลึกขึ้น ความโกรธเกรี้ยวก่อนตายของนนทก และการพูดถึงจำนวนแขนที่มากกว่าของพระนารายณ์ ย่อมมิใช่หมายความตรงตัวเช่นนั้น แต่ในแง่ของการเป็นสัญญะ สิ่งนี้เราอาจมองได้ว่าคือการเปรียบถึง ความอยุติธรรม ที่รุมทึ้งนนทก

มือที่มากกว่า คือ สัญญะของคนที่มีอำนาจมากกว่า (และมิใช่เพียงคนเดียว แต่มีเป็นจำนวนมาก ทั้งพระอิศวร พระนารายณ์ และเหล่าเทวดา) กำลังรุมข่มเหงนนทกที่มีเพียงคนเดียว (มีเพียงสองมือ) เท่านั้น

น่าเสียดายที่แบบเรียนดังกล่าวที่กำลังทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ คือ การปลูกฝังคุณธรรมและความดีให้แก่นักเรียน กลับเลือกที่จะปลูกฝังคุณธรรมความดีที่ตื้นเขิน ผิดฝาผิดตัว

ที่สำคัญคือ กำลังสั่งสอนรากเหง้าของ ความอยุติธรรม ให้เกิดขึ้นแก่เยาวชน

ส่วนคนด้อยโอกาส คนที่ถูกรังแกข่มเหง ก็กำลังถูกอธิบายว่าเป็นเพียงยักษ์ที่เต็มไปด้วยความโกรธอันน่ารังเกียจและควรถูกกำจัดทิ้ง โดยไม่มองไปที่ต้นเหตุที่แท้จริงของความโกรธนั้น

 

จากเรื่องเล่า 3 เรื่องที่ยกมา (เทวาสุรสงคราม, กวนเกษียรสมุทร และนารายณ์ปราบนนทก) หากมองให้ชัดจะพบว่ามีแกนกลางร่วมกันอยู่ 2 ประการ คือ

หนึ่ง เหล่าเทวดาทำอะไรก็ไม่ผิด ไม่ว่าจะรัฐประหารแย่งดาวดึงส์มาจากอสูรที่เคยอาศัยมาก่อน, หลอกอสูรให้มาช่วยผลิตน้ำอมฤตโดยสัญญาว่าให้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง แต่สุดท้ายหักหลังไม่ยอมแบ่งให้แม้แต่น้อย และการที่เหล่าเทวดาคนพาลคอยข่มเหงยักษ์ที่ต่ำต้อยไร้ทางสู้อย่างนนทก

สอง ภายใต้การกระทำที่เลวร้ายผิดศีลธรรมของเหล่าเทวดาหลายครั้งที่นำมาสู่ความขัดแย้งและสงครามระหว่างเทวดากับอสูร คนที่เป็นผู้ใหญ่ ผู้ปกครอง หรือผู้มีอำนาจที่ถูกคาดหวังว่าจะเข้ามาทำหน้าที่แก้ปัญหา เข้ามาสร้างความยุติธรรม และเข้ามาเป็นคนกลาง กลับเลือกเข้าข้างเทวดาคนพาลทุกครั้ง พูดให้ชัดก็คือ คนกลางที่แท้จริงไม่เคยมีอยู่จริง (อย่างน้อยก็ในเรื่องเล่า 3 เรื่องนี้)

แกนกลางของเรื่องเล่า 3 เรื่องนี้ ที่ดูไม่น่าจะนำมาเป็นเรื่องเล่าสั่งสอนปลูกฝังทางศีลธรรมใดได้ในโลกสมัยใหม่ เพราะขาดความลุ่มลึกและรอบด้านในการมองปัญหา แต่น่าแปลกใจมากที่สังคมไทย เรื่องเล่าชุดนี้ซึ่งถูกผลิตซ้ำในงานศิลปะหลากหลายแขนงนับพันปี กลับยังถูกใช้ในปัจจุบัน โดยขยายตัวลงมาในตำราเรียนและสื่อสมัยใหม่มากมายโดยไม่มีความคิดที่จะปรับเปลี่ยนอะไรเลย

ภาครัฐและผู้มีอำนาจดูจะยินดีปรีดากับการปลูกฝังศีลธรรมจอมปลอมดังกล่าวต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยไม่พยายามที่จะปลูกฝังวิธีคิดว่าด้วย การมองต่างมุมจากจุดยืนที่แตกต่าง ซึ่งจะนำไปสู่ความเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรม หรือ ความดี ในทัศนะที่ลุ่มลึกและหลากหลายมากขึ้นแต่อย่างใด

หากปล่อยต่อไปเช่นนี้เรื่อยๆ สังคมไทยจะกลายเป็นสังคมที่มีวิจารณญาณในการพิจารณาตัดสินว่าอะไรคือ ความดี-ความชั่ว และใครคือ คนดี-คนชั่ว อย่างตื้นเขินมากขึ้นๆ

เพราะคนที่สร้างภาพว่าดี อาจจะมิได้เป็นคนดีมีคุณธรรมและรักษาศีลธรรมอย่างแท้จริง แต่เป็นเพียงการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวผ่านการอ้างศีลธรรมที่จอมปลอม

ในขณะที่คนที่ถูกตีตราว่าชั่ว อาจจะมิได้เลวอย่างที่ถูกกล่าวหาก็เป็นได้ เพราะสิ่งที่เขาทำอาจเป็นการเรียกร้องความยุติธรรมที่แท้จริงเท่านั้น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร