สฤณี อาชวานันทกุล ผ่าระบอบอำนาจนิยม-มายาคติ ที่คนไทยต้องผจญมา 7 ปี วันนี้ยังมีหวัง?/รายงานพิเศษ

รายงานพิเศษ
พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์
สฤณี อาชวานันทกุล
ผ่าระบอบอำนาจนิยม-มายาคติ
ที่คนไทยต้องผจญมา 7 ปี วันนี้ยังมีหวัง?
สฤณี อาชวานันทกุล นักคิด-นักเขียนชื่อดัง ผลงานล่าสุดคือ Behind the Illusion ระบอบลวงตา มองสังคมไทยกับระบอบที่เกิดขึ้นในวันนี้ ค่อนข้างเห็นชัดว่าเป็นอำนาจนิยม และจากที่ได้พยายามค้นคว้ารัฐประหารในประเทศอื่น อ่านงานประวัติศาสตร์ฟาสซิสต์ รู้สึกว่าตอนนี้เมืองไทยก็น่าจะเข้าเค้าที่เรียกว่าฟาสซิสต์ได้ ซึ่งเราไม่สามารถที่จะพัฒนาได้หรอก หากระบบแบบนี้มันยังอยู่
สำหรับหนังสือ “Behind the Illusion ระบอบลวงตา “ที่ใช้ชื่อหนังสือว่า “ระบอบลวงตา” เพราะเป็นชื่อที่ตรงไปตรงมา ที่อยากจะพูดถึงความเข้าใจผิดหลายอย่าง เหมือนกับคนเราที่ตั้งแต่เกิดมาได้อยู่ในสภาพสังคมที่กล่อมเกลา ด้วยระบบการศึกษาและการได้ซึมซับอะไรต่างๆ จนเป็นความเชื่อตั้งต้น และฝังใจว่ามันเป็นความจริง
เช่น ในเมืองไทยเราจะได้ยินบ่อยว่านักการเมืองโกง ก็เลยต้องออกกฎหมายปราบนักการเมืองขี้โกงให้อายุความคดีคอร์รัปชั่นไม่ต้องหมดไป โดยเน้นการลงดาบและใช้กฎหมายเป็นที่พึ่ง เน้นความเฉียบขาดและความศักดิ์สิทธิ์
คนเหล่านี้เลยไปเชื่อโดยที่ไม่ได้มีการตั้งคำถาม กับคนที่มีอำนาจออกกฎหมาย
แน่นอนว่าคนที่เห็นชอบหรือเห็นด้วยกับการรัฐประหารเขาก็ต้องเชื่อว่ายังไงแบบนี้ก็ดีกว่าก๊วนเดิมในอดีตแน่ แต่ประเด็นหนึ่งที่พยายามจะสื่อคือถ้าคุณออกแบบกติกา หรือระบบบางอย่างที่จะปิดกั้นไม่ให้คนที่ไม่ชอบเข้ามา สิ่งที่มันเกิดขึ้นแน่นอนคือการสืบทอดอำนาจ โดยตัวของมันเอง เพราะว่าวิธีการเดียวที่จะมั่นใจได้ คือการกันคนกลุ่มหนึ่งออกไปจากการเมือง โดยการที่จะพยายามรักษาอำนาจของตนไว้
ดังนั้น ความคิดแบบนี้แค่ว่าจะออกแบบกติกา กับการพยายามอ้างว่ามี “คนไม่ดี” อยู่? มันไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น เพราะมันเปิดช่องให้ฉกฉวย สืบทอดอำนาจ

ยิ่งเวลาผ่านไป ตัวเองยิ่งเห็นด้วยกับสิ่งที่อาจารย์ประจักษ์ ก้องกีรติ และอาจารย์วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เขียนเรื่องระบอบประยุทธ์ ในนิตยสารฟ้าเดียวกัน ที่นิยามระบอบประยุทธ์ ว่าเป็นขุนศึกพ่อค้าศักดินา ตัวเองอยากจะเพิ่มข้าราชการเสริมเข้าไปด้วย เพราะ 4 ส่วนผนึกกำลังกัน และทำให้รายละเอียดบางอย่างที่เคยอาจจะมีคนเชื่อว่า มีการถ่วงดุลคานอำนาจกันเอง วันนี้มันไม่จริงอีกแล้ว ในหนังสือเล่มนี้ก็จะพูดค่อนข้างเยอะถึงกับตัวบทกฎหมายที่มีปัญหา
สำหรับเนื้อหาทั้งหมดในเล่มนี้เริ่มต้นจากเหตุการณ์หลังรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ส่วนใหญ่จะเป็นบทความที่เขียนลงสื่อต่างๆ และเป็นปาฐกถา ที่เป็นการรวบรวมในรอบ 7 ปี โดยย้อนไปกับการถกเถียงที่มาจากโลกออนไลน์ ตั้งแต่คืนวันเกิดรัฐประหาร
ซึ่งกลุ่มคนที่อยากคุยด้วยที่สุด คือคนที่เชื่อว่ารัฐประหารมันสามารถที่จะทำให้ประเทศกลับมาเป็นประชาธิปไตยมากกว่าเดิม บางคนอาจจะไม่ได้เชื่อเรื่องประชาธิปไตย แต่เชื่อในเรื่องของการทำให้ประเทศสงบสุข จะขจัดทุนสามานย์ ทุนผูกขาดซึ่งเราก็คิดว่าความคิดเหล่านี้ ถ้ามองในมุมที่เขาเชื่อ อาจจะมีความเชื่อบางอย่างที่ฝังอยู่ (บางคนอาจจะมีเจตนาดี) แต่เราก็รู้สึกว่ามันเป็นความเข้าใจผิด
ยิ่งพอเวลาผ่านมาหลายปี ก็ยิ่งรู้สึกว่า มันเป็นความเข้าใจผิดมากๆ
ยิ่งกรณีที่มีกลุ่มคนพยายามใช้ข้ออ้าง-บอกว่า “ประเทศไทยมีลักษณะพิเศษ” หรืออ้างถึง “ประชาธิปไตยแบบไทยไทย” คำถามคือทุกประเทศก็ย่อมมีลักษณะเฉพาะ มีเอกลักษณ์บางอย่างที่แบบของชาติเขา หรือไม่?
ตัวเองรู้สึกว่าการใช้คำว่าความเป็นไทยมาเป็นข้ออ้างเหมือนกับตอบแบบมักง่าย คือพวกคุณควรจะตอบหรือแจกแจง วิเคราะห์ว่าทำไมประชาธิปไตยสากล เหมาะหรือไม่เหมาะกับประเทศ ไม่ใช่ตอบว่าเรามีลักษณะพิเศษ หรือตอบว่าก็ที่นี่ประเทศไทย
แบบนี้มันไม่เรียกว่าคำตอบ!
สฤณีบอกว่า ในหนังสือเล่มนี้พยายามยกตัวอย่างรูปธรรมให้ชัดว่านี่เป็นระบอบฉ้อฉลเชิงอำนาจ คนที่ชื่นชอบระบอบแบบนี้ ในอดีตพวกเขาคือคนที่สนใจเรื่องของปัญหาคอร์รัปชั่น คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย ประชานิยม คนเหล่านี้เขาก็มีเจตนาที่ดีไม่อยากจะเห็นเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้น
แต่สิ่งที่พยายามจะชี้ให้เห็นคือว่าวันนี้มันก็ไม่ได้ดีขึ้นจากอดีต อย่างเช่นคำว่าคอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย สมัยก่อนอาจจะเป็นระดับของมาตรการหรือนโยบายรัฐ ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์หรือไม่ แต่มาวันนี้ต้องใช้คำว่าฉ้อฉลเชิงอำนาจแล้ว เพราะว่ามีลักษณะเหมือนกับการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนใหญ่ไปแล้ว คือ มันพ้นจากระดับนโยบาย จนไปถึงระดับอื่น
แล้วองค์กรอิสระที่ถูกรองรับโดยรัฐธรรมนูญก็เป็นปัญหา บางคำสั่งขององค์กรอิสระมันไม่เป็นเหตุเป็นผล มองได้ว่ามันเป็นการเอื้อประโยชน์จริงให้กับธุรกิจบางกลุ่ม นี่คือปัญหานี้ใหญ่กว่าทุจริตเชิงนโยบายเสียอีก
หรืออย่างกรณีของประชานิยมที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ ในอดีต วันนี้ก็มีนโยบายประชารัฐก็คงไม่ต้องเถียงกันแล้วว่าเป็นประชานิยมหรือไม่ ก็ไม่เห็นจะแตกต่างกันเลย แถมแจกเยอะกว่า
วันนี้เราควรมาเรียกร้องกันดีกว่าว่าจะทำนโยบายสาธารณะที่มีความรับผิดชอบควรจะต้องเป็นอย่างไร
ส่วนตัวก็หวังว่า คนที่มาถกเถียง-คนที่เราคุยด้วยจากที่เขาเชื่อมั่นในระบอบนี้ ว่า วิธีการแบบนี้จะทำให้ประเทศไทยเจริญได้จริงหรือ?
จะทำให้เราพัฒนา ทำให้เราบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ได้จริงหรือ?
หากวันนี้ยังเชื่ออย่างนี้อยู่สิ่งที่คุณเคยต่อต้านวันนี้มันไม่ได้หายไปและหลายอย่างมันมีวิวัฒนาการที่หนักกว่าเดิมกลายพันธุ์มากกว่าเดิมที่แย่ลงกว่าเก่าด้วยซ้ำ
สฤณีบอกว่าขณะนี้มี 3 มายาคติที่ครอบงำสังคมไทย
อันแรก คือ ความคิดที่ว่าคนเราไม่เท่ากัน เป็นมายาคติรากฐานสังคมไทย ส่วนตัวคิดว่านี่เป็นปัญหาที่ต้องเลิกคิดแบบนี้ได้แล้ว มาถึงยุคนี้ทำไมมันต้องมาพูดกันเรื่องนี้อยู่ มันไม่ควรจะต้องมาเถียงกันเรื่องนี้แล้ว
ประเด็นต่อมา การแสดงออก และเสรีภาพในการแสดงความเห็นกลายเป็นภัยคุกคามได้ อันนี้เป็นมายาคติที่อันตรายมาก ในวันนี้เราก็เห็นการใช้กฎหมายอย่าง 112 หรือยุยงปลุกปั่น 116 หรือกระทั่งล่าสุด การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องล้มล้างการปกครองทั้งหมด ต้องถามว่ารากของมันคืออะไร มันคือการแสดงออกของประชาชน ซึ่งการแสดงออกหลักๆ ก็คือการพูด มีการออกมาชุมนุมแสดงเชิงสัญลักษณ์
เรารู้สึกว่าสังคมไทย อยู่ดีๆ เพดานมันก็แคบลง แล้วเป็นแนวโน้มที่อันตรายเพราะว่าเหมือนกับเรามีความเชื่อว่าการแสดงออกบางอย่างมันเป็นภัยต่อความมั่นคง และสามารถที่จะไปล้มล้างอะไรได้ซึ่งอันตรายมาก
ที่จริงแล้วมันทำให้เกิดการปิดปากคน ทำให้สังคมมีความอดทนอดกลั้นกันน้อยลง มันจะอันตรายมาก
ทุกวันนี้ก็สังเกตง่ายๆ เราโดนด่า โดนทัวร์ลงเป็นปกติ มีบางคนบอกว่าให้ฟ้องเลย มีการขู่ฟ้องกันเอง หรือใน Comment เราไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นหัวใจของการอยู่ร่วมกันว่าจริงๆ แล้วเราควรต้องมีความอดทนอดกลั้น เขาคิดไม่เหมือนกันก็ต้องทนต้องฟัง ซึ่งประชาธิปไตยสมัยใหม่ มันก็จะมีรูปแบบที่แตกต่างกันได้บ้าง
แต่หัวใจอันหนึ่งก็คือการยอมรับความแตกต่าง คือการเปิดพื้นที่ว่าคุณคิดไม่เหมือนแต่คุณสามารถพูดได้ ตรงนี้แล้วต้องรักษาเอาไว้
ทีนี้การค่อยๆ ปิดพื้นที่ตรงนี้ หรือตีความให้พื้นที่การแสดงออกมันแคบลงมันเป็นอันตราย มันจะนำไปสู่คุณภาพการเรียนรู้ พอเราแลกเปลี่ยนกันไม่ได้หรือเกิดความกลัว ประชาธิปไตยมันก็ถดถอย
มายาคติสุดท้ายที่อยากฝากสังคมนี้ให้คิด คือมายาคติเกี่ยวกับคอร์รัปชั่น หลายคนเวลาพูดถึงปัญหานี้ก็จะปักธงไว้ที่นักการเมือง ตั้งตนไว้ตรงนี้ แต่จะบอกว่ามันไม่ใช่แค่นักการเมืองที่คอร์รัปชั่น ก็หวังว่าอ่านเล่มนี้แล้วจะเห็นภาพมากขึ้นว่า คอร์รัปชั่น ฉ้อฉลในทุกวันนี้มันพ้นไปจากนักการเมือง มันไม่ใช่แค่เลเวลนี้อีกต่อไปแล้ว
เราก็อาจจะมองเห็นภาพได้ชัดมากขึ้นคือเราจะต้อง ตั้งคำถามแทบจะทุกสถาบัน และระวังจะตกเป็นเหยื่อของเรื่องนี้ เราต้องตั้งคำถามถึงนักธุรกิจ หรือแม้กระทั่งกระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระ เพราะเขาอาจจะเป็นส่วนหนึ่งก็ได้
อย่างไรก็ตาม สุดท้ายนี้ตัวเองก็ยังรู้สึกว่ายังมีความหวัง เราเองก็เขียนหนังสือเล่มนี้ด้วยความหวัง ถ้าเราหมดหวังก็คงไม่สามารถเขียนอะไรออกมาได้
พื้นที่ที่เราทำได้ก็คือการสื่อสารออกไป…
ชมคลิป
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
