bg-single

ตุลารำลึก (จบ) สงครามจบ-ประวัติศาสตร์จบ!/ยุทธบทความ สุรชาติ บำรุงสุข

27.12.2021

ยุทธบทความ

สุรชาติ บำรุงสุข

 

ตุลารำลึก (จบ)

สงครามจบ-ประวัติศาสตร์จบ!

 

“เป้าหมายหลักของรัฐบาลไทยก็คือ จะต้องเอาชนะทางการเมืองให้ได้… โดยขั้นตอนแรกเน้นในด้านการสร้างพื้นฐานทางการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย”

พล.อ.สายหยุด เกิดผล และ ดร.สมชัย รักวิจิตร (2519)

 

สถานการณ์สงครามในชนบทไทยยกระดับมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังจากการล้อมปราบใหญ่ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 แม้จะเดินตามหลังชัยชนะของสงครามปฏิวัติในเวียดนาม กัมพูชา และลาวในปี 2518 ก็ตาม แต่ไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาค เพราะหากไทยกลายเป็น “โดมิโนตัวที่ 4” จริงๆ แล้ว การเมืองและความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และจะส่งผลโดยตรงกับยุทธศาสตร์ของโลกตะวันตกในยุคหลังสงครามเวียดนาม

ดังนั้น การดำเนินการของรัฐบาลอำนาจนิยมไทยจึงเป็นสิ่งที่ถูกจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายแบบขวาจัดในการต่อสู้กับปัญหาการก่อความไม่สงบของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ขยายตัวอย่างชัดเจนหลังการปราบปรามในปี 2519 ขณะเดียวกันก็เริ่มมีคำถามมากขึ้นว่า นโยบายขวาจัดจะเป็นปัจจัยที่นำไปสู่ชัยชนะในสงครามคอมมิวนิสต์ได้จริงเพียงใด

คำถามเช่นนี้ ส่วนหนึ่งจบลงด้วยการตัดสินใจทำรัฐประหาร 2520 ของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ด้วยการสนับสนุนของกลุ่มยังเติร์กที่เป็นนายทหารระดับกลางที่คุมกำลัง เพราะการจะเปลี่ยนทิศทางยุทธศาสตร์ของรัฐบาลให้ได้นั้น จะต้องเปลี่ยนรัฐบาลให้ได้ก่อน แต่เนื่องจากรัฐบาลของนายกฯ ธานินทร์ กรัยวิเชียร มีความมั่นใจมากที่จะอยู่ในอำนาจอย่างยาวนาน ถึงกับมีการกำหนดแผนทางการเมืองไว้ 12 ปี และเชื่อว่าการต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างสุดขั้ว เป็นจุดขายสำคัญของรัฐบาลนี้ อันจะทำให้รัฐบาลอยู่ได้นาน

แต่ความหวังเช่นนั้นก็อยู่ได้ในระยะเวลาสั้นๆ… จากรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 มาเกิดรัฐประหารซ้ำอีกครั้งในวันที่ 20 ตุลาคม 2520

 

ปรับยุทธศาสตร์

หากมองย้อนกลับไปมองจุดผลิกผันจากรัฐประหาร 2520 แล้ว จะเห็นได้ว่ารัฐบาลทหารของ พล.อ.เกรียงศักดิ์พยายามที่จะจัดการกับปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างผู้นำทหารกับผู้นำรัฐบาล ด้านหนึ่ง พล.อ.เกรียงศักดิ์จึงต้องร่วมมือกับผู้นำทหารระดับกลาง (กลุ่มยังเติร์ก) ที่เป็นผู้ควบคุมกำลังหลักของกองทัพบก ซึ่งไม่เพียงจะต้องลดบทบาทของกลุ่มทหารเดิมอย่างสายของ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ตลอดรวมทั้งเครือข่ายเดิมในกองทัพ หากยังต้องแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเดิมกับกลุ่มของ พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ ที่ส่วนหนึ่งมีจุดเชื่อมต่อกับผู้นำยังเติร์ก

การแก้ไขปัญหาดังกล่าวนำไปสู่การนิรโทษกรรมในตอนปลายปี 2520 ให้แก่สายของ พล.อ.ฉลาดที่ถูกจองจำอยู่ในบางขวาง แม้การประนีประนอมของผู้นำทหาร อาจจะไม่สามารถฟื้นชีวิตของ พล.อ.ฉลาดได้ แต่ก็ทำให้ผู้ร่วมก่อการได้รับอิสรภาพ และกลับเข้ารับราชการอีกครั้ง การนิรโทษกรรมจึงเป็นการแก้ปัญหาภายใน

และการกระทำเช่นนี้ในอีกด้าน ส่งผลให้บทบาทของกลุ่มยังเตริ์กเพิ่มมากขึ้นในทางการเมือง

แม้รัฐบาลเกรียงศักดิ์จะแก้ปัญหาเสถียรภาพกับฝ่ายทหารได้ แต่โจทย์สำคัญที่รอการแก้ไขอีกส่วนเป็นปัญหาสงครามในชนบทที่ขยายตัวมากขึ้นในปี 2520 จนดูเหมือนนโยบายขวาจัดทำหน้าที่เป็น “แนวร่วมมุมกลับ” อย่างดีให้กับพรรคคอมมิวนิสต์ไทย และยิ่งรัฐบาลดำเนินนโยบายขวาจัดมากเท่าใด ฝ่ายคอมมิวนิสต์ก็ยิ่งได้ประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น เพราะนโยบายเช่นนั้นช่วยในการผลักดันให้คนหันออกไปจากรัฐบาล และส่งผลให้ประชาชนอีกส่วนกลายเป็น “ผู้ที่เห็นอกเห็นใจ” ต่อฝ่ายคอมมิวนิสต์

หากย้อนกลับไปในช่วงระยะเวลาจากปี 2520-2521 แล้ว ผู้นำทหารที่ไม่ตอบรับกับนโยบายขวาจัดเริ่มคิดมากขึ้นกับการแก้ไขปัญหาสงครามคอมมิวนิสต์ เพราะหากรัฐดำเนินนโยบายผิดพลาดแล้ว คำตอบสุดท้ายมีเพียงประการเดียวคือ “แพ้สงคราม” เช่นที่เกิดขึ้นมาแล้วในอินโดจีนในปี 2518 ซึ่ง พล.อ.สายหยุด และ ดร.สมชัย สรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า

“รัฐบาลที่แล้วๆ มายังไม่เข้าใจปัญหาคอมมิวนิสต์โดยแท้จริง ยังไม่เห็นความสำคัญในการแก้ปัญหานี้เท่าที่ควร และไม่มีนโยบายและยุทธศาสตร์ระดับชาติที่แน่นอน… [ดังนั้น] ถ้าฝ่ายบ้านเมืองสามารถขยายฐานทางการเมืองที่สนับสนุนรัฐบาลและระบอบประชาธิปไตยในแนวทางที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้อย่างกว้างขวางและเข้มแข็ง และสามารถช่วงชิงเป็นฝ่ายกระทำ… ก็เป็นที่เชื่อมั่นได้ว่า ประเทศไทยจะอยู่รอดปลอดภัย” ซึ่งจะเห็นได้ว่าประชาธิปไตยเป็น “key word” ของความคิดชุดใหม่

มุมมองของฝ่ายความมั่นคงเช่นนี้น่าสนใจ เพราะเป็นสัญญาณถึงความต้องการที่จะปรับยุทธศาสตร์ของฝ่ายรัฐ ในขณะเดียวกันความเห็นเช่นนี้เริ่มมีมากขึ้นในฝ่ายทหารที่เริ่มตระหนักว่า ทิศทางการต่อสู้เดิมอาจจะนำไปสู่ความพ่ายแพ้ได้ แม้ก่อนหน้านี้เคยมีความพยายามในการปรับยุทธศาสตร์มาแล้วในปี 2512 ที่ต้องการเน้นถึง “มาตรการทางการเมือง” ในการปราบปรามคอมมิวนิสต์ แต่การผลักดันเช่นนั้นไม่ประสบความสำเร็จ

ดังนั้น ความพยายามในการปรับตัวอีกครั้งหลังรัฐประหาร 2520 จึงมีความหมายอย่างยิ่ง

 

ยุทธศาสตร์ใหม่

ผู้นำทหารที่ไม่ใช่สายขวาจัด มีความเห็นไปในทำนองเดียวกันที่จะต้อง “ถอดชนวนสงคราม” พวกเขายอมรับว่ามาตรการปราบปรามแบบ “สายเหยี่ยว” ที่ดำเนินมาตลอดช่วงสงครามไม่น่าจะเอาชนะคอมมิวนิสต์ได้ และยอมรับในอีกด้านว่า สาเหตุที่คนไทยเป็นคอมมิวนิสต์นั้น “ส่วนใหญ่แล้วมาจากความล้มเหลวของรัฐบาล…” อันเป็นทัศนะที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างมาก

นอกจากนี้ ยังยอมรับอีกว่า “การเน้นวิธีปราบปรามอย่างรุนแรงเป็นหลักทั้งในเวียดนามและในประเทศไทย ได้ประสบความล้มเหลว สหรัฐอเมริกาได้ทบทวนเพื่อเปลี่ยนแนวทางยุทธศาสตร์ใหม่ในเวียดนามในปี 2512 แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมืออย่างจริงจังจากรัฐบาลเวียดนามใต้ จนเวียดนามต้องพ่ายแพ้คอมมิวนิสต์ในที่สุด…”

ดังนั้น “การใช้มาตรการปราบปรามเป็นหลัก จึงเป็นการมองปัญหาที่ปลายเหตุ” และยอมรับอย่างตรงไปตรงมาอีกว่า “การปราบปรามอย่างกว้างขวางและรุนแรงนั้น มีแนวโน้มที่จะสร้างความเดือดร้อนกับราษฎร์ผู้บริสุทธิ์มากกว่า…” (พล.อ.สายหยุดและสมชัย, 2519)

ความท้าทายอีกส่วนจึงได้แก่ รัฐไทยจะส่งสัญญาณอะไรถึงการปรับตัวทางยุทธศาสตร์ เพราะด้านหนึ่ง สังคมโลกเองก็กังวลกับสถานการณ์สงครามในไทย เพราะถ้าโดมิโนล้มที่กรุงเทพฯ จะส่งผลอย่างมากกับการวางยุทธศาสตร์ของฝ่ายตะวันตกในเอเชีย และภายในบ้าน

สังคมไทยเองกังวลว่า รัฐบาลและกองทัพไทยจะแบกรับสงครามคอมมิวนิสต์ไปได้อีกนานเพียงใด ก่อนที่สงครามจะยกระดับขึ้นสู่ “ขั้นรุก” อีกทั้งสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง “พรรคพี่น้อง” ในอินโดจีนระหว่างเวียดนามและกัมพูชาในช่วงปี 2521 อาจขยายตัวเป็นปัญหาใหญ่ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงไทยได้อีกด้วย

โจทย์สามส่วนเช่นนี้ทำให้ในที่สุดแล้ว รัฐบาลเกรียงศักดิ์ตัดสินใจเรื่องใหญ่ที่สุดอีกครั้งคือ การประกาศนิรโทษกรรม “คดี 6 ตุลาฯ” ทั้งหมด เพื่อเป็นสัญญาณของการประนีประนอมกับปัญหาความขัดแย้งภายใน และการนิรโทษกรรมถูกมองจากผู้นำทหาร “สายพิราบ” ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการยุติความขัดแย้งทางการเมือง

แม้จะมีเสียงคัดค้านอย่างมากจากฝ่ายขวาจัด แต่รัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มยังเติร์กก็ตัดสินใจผลักดัน (ไม่ต่างจากเมื่อต้องเผชิญกับฝ่ายอนุรักษนิยมจากการรัฐประหาร 2520 ที่ทำให้รัฐบาลขวาจัดต้องสิ้นสุดลง)

ในขณะกลุ่มผู้ก่อการในสายของ พล.อ.ฉลาดได้รับนิรโทษกรรมในเดือนธันวาคม 2520 นั้น พวกเราเริ่มไปศาลทหาร การขึ้นศาลแต่ละครั้งเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของรัฐไทยอย่างมาก เพราะทุกครั้งที่พวกเราชาว 6 ตุลาฯ ไปศาล ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ทั้งภายในและภายนอก

อีกทั้งการซักคดีในศาลดูจะยิ่งเป็นการ “เปิดโปง” เหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาฯ มากขึ้น และข้อมูลเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่ “ทิ่มแทง” ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุ “ขวาทมิฬ” อย่างชัดเจน…

ยิ่งซักในศาลมากเท่าใด ก็ยิ่งเปิดโปงมากเท่านั้น จนเริ่มมีเสียงแว่วมาว่า รัฐบาลทำท่าจะไม่อยากให้คดีนี้เดินต่อไป เพราะจะยิ่งทำให้ฝ่ายรัฐ “เสียการเมือง”

ผมมีโอกาสรับทราบในภายหลังว่า ผู้นำทหารสายพิราบเริ่มมองว่าการคุมขังคดี 6 ตุลาฯ และปล่อยให้คดีเดินไปในศาลอย่างไม่มีจุดจบ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ทางการเมือง ทั้งคดีนี้ยังเป็นเสมือน “ไฟสุมขอน” ในสังคมไทย และเป็นเงื่อนไขสำคัญของความขัดแย้งระหว่างรัฐกับคนรุ่นใหม่ และมีสงครามในชนบทเป็นเงื่อนไขสำคัญอีกส่วน

ฉะนั้น ถ้าจะต้องดับไฟชุดนี้ จะต้องเริ่มด้วยการยุติคดีเป็นเบื้องต้น กล่าวคือ ถ้าการนิรโทษกรรมคดี 26 มีนาฯ เป็นสัญญาณของการยุติความขัดแย้งกับฝ่ายทหาร การนิรโทษกรรมคดี 6 ตุลาฯ ก็จะเป็นสัญญาณที่ต้องการยุติความขัดแย้งกับนิสิต-นักศึกษา

 

อิสรภาพ

แม้จะมีเสียงแว่วว่ารัฐบาลอาจจะยุติคดี 6 ตุลาฯ แต่ก็ไม่มีความชัดเจน เพราะเราไม่อาจคาดถึงอิทธิพลของปีกขวาจัด หรือบรรดาสายอนุรักษนิยมสุดขั้วทั้งหลายที่ยังต้องการมีนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างสุดโต่ง แต่ทหารสายพิราบต้องการยุติสงครามจริงๆ จึงส่งผลให้การต่อสู้ทางความคิดระหว่างสองฝ่ายในหมู่ผู้นำทหารและการเมือง สิ้นสุดลงด้วยการออกนิรโทษกรรมคดีนี้ และส่งผลให้พวกเราทั้งหมดได้รับการปล่อยตัว

ในวันปล่อยตัวที่บางขวาง อาจารย์พิชัย วาศนาส่ง ซึ่งมีสถานะเป็นเหมือนผู้แทนรัฐบาล ได้เข้ามาเยี่ยมพวกเรา และบอกชัดเจนว่า “รัฐบาลต้องการยุติสงครามกับนักศึกษา”… ผมจำวลีนี้ได้ขึ้นใจ และคิดว่าเป็นทิศทางใหม่ที่เน้นถึงการเอาชนะทางการเมืองอย่างชัดเจน ซึ่งหากย้อนกลับไปสู่กลางปี 2521 แล้ว คงต้องยอมรับว่าวลีนี้เป็นคำตอบของ “ยุทธศาสตร์ใหม่” ที่ชัดเจน และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการยุติสงครามด้วยยุทธศาสตร์การเมือง คือคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี 66/2523 และ 65/2525 อันเป็นพื้นฐานของแนวคิด “การเมืองนำการทหาร” และลดทอนอิทธิพลของสายเหยี่ยวและปีกขวาลง

หลังพวกเราได้รับนิรโทษกรรมแล้ว เพื่อนพ้องน้องพี่เริ่มทยอยออกจากป่า สงครามในชนบทไทยเริ่มลดระดับลง และในเดือนตุลาคม 2526 รัฐบาลก็ประกาศชัยชนะ… สงครามปฏิวัติจบลงแล้ว ชีวิตทางการเมืองของ “สหายเดือนตุลาฯ” จบลงด้วย พร้อมกับการสิ้นสุดของประวัติศาสตร์สังคมไทยชุดหนึ่ง

เราทราบดีว่า “สงครามการเมือง” ไม่เคยจบ แม้ในปัจจุบัน สหายเก่าเหล่านี้ยังคงมีบทบาทแตกต่างกันไป แต่ก็เป็นไปตาม “จริตและความคิด” ของแต่ละบุคคล ไม่ใช่บทบาทในฐานะสหายเดือนตุลาฯ แต่อย่างใด!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุดารัตน์ จี้อย่าปล่อยให้ 14 กันยา เป็นแค่วัน“จับปลาซิว” ชวนคนไทยจ้องตา กกต.
รัฐประหาร 2557 จุดเปลี่ยนชีวิต ก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์ จากนักเรียนนอก สู่นักการเมือง ‘สีส้ม’
เทศน์ ‘สนุก’ | ธงทอง จันทรางศุ
เดนตายในผ้าเหลือง ปฏิบัติการลับของทหารญี่ปุ่นในไทยสมัยสงครามโลก (1)
แก๊งคอลฯ ล็อกเป้าใหม่ ‘Gen Z’ เตือนภัยวัยโจ๋ เก่ง ‘TECH’-อ่อนโลก ปีเดียว 2 หมื่นคดี-700 ล้าน
พลิกโฉมงานตุลาการไทย ไม่ต้องมาศาลก็พึ่งศาลได้ ฟังก์ชั่นสุดล้ำคนไทยต้องรู้
ภัยคุกคามกฎหมาย | เหยี่ยวถลาลม
วัดพุทไธศวรรย์ แหล่งซ่องสุมกำลัง ของ “สยาม” ท้าวอู่ทอง | สุจิตต์ วงษ์เทศ
ยิวกร่าง – จีนโกง | สุรชาติ บำรุงสุข
G2, M7 และโลกที่เหลือ (2) : อธิปไตยดิจิทัลและกลไกส่วนต่างอำนาจของ M7
20 ปีก่อน… ยึดอำนาจ นายกฯ ทักษิณ วันนี้…ยึดอำนาจประชาชนทั้งประเทศ (1)
เบื้องลึก ทรัมป์สั่งยึดน้ำมันสำรอง เวเนซุเอลา