bg-single

ขับเสภาไม่ได้มาจากอินเดีย แต่มาจากขับลำใน ‘โซเมีย’/สุจิตต์ วงษ์เทศ

19.12.2021

สุจิตต์ วงษ์เทศ

 

ขับเสภาไม่ได้มาจากอินเดีย

แต่มาจากขับลำใน ‘โซเมีย’

 

ขับเสภามีต้นตอมาจากอินเดีย เป็นคำบรรยายของครูบาอาจารย์ปัจจุบันบอกนักเรียนนิสิตนักศึกษาในสถานศึกษาทั่วประเทศไทย โดยอ้างถึงสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอธิบายว่าการขับเสภามาจากพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูจากอินเดีย เกี่ยวข้องการสวดบูชาพระผู้เป็นเจ้าซึ่งเรียกเป็นภาษาสันสกฤตว่า “เสวากากุ” หรือ “เศรไว” กับ “หริเศรไว” แต่ตรวจสอบหลักฐานในพระนิพนธ์ “ตำนานเสภา” แล้วไม่พบว่าสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงมีอธิบายอย่างนั้น

บางทีอ้างว่าเสภามีแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ตามที่พบในกฎมณเฑียรบาลว่า “เสภาดนตรี” แต่ตรวจสอบแล้วคำว่า “เสภา” ที่พบในกฎหมายเหล่านั้นแปลว่าเจ้าพนักงานทำหน้าที่ต่างๆ ส่วน “ดนตรี” หมายถึงเครื่องมีสายบรรเลงอย่างเบาๆ ซึ่งไม่เกี่ยวข้อง “ตีกรับขับเสภา” แล้วมีปี่พาทย์รับตามที่รู้จักและเข้าใจทุกวันนี้

ครูบาอาจารย์ในสถานศึกษาที่มีการเรียนการสอนขับเสภาและวิชาเกี่ยวข้องควรทบทวนข้อมูลข่าวสาร แล้วตรวจสอบหลักฐานเพื่อประเมินความน่าเชื่อถือ มิฉะนั้น เท่ากับตบตาหลอกลวงนักเรียนนิสิตนักศึกษาให้เสียโอกาสและเสียพลังความคิดสร้างสรรค์

 

ขับเสภาไม่ได้มาจากไหน?

ขับเสภามาจากการละเล่นขับลําคําคล้องจอง ตามประเพณีของประชาชนในดินแดนต้นทางภาษาไทย ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของจีนเมื่อหลายพันปีมาแล้ว (ครั้งนั้นยังไม่มีการติดต่อสัมพันธ์กับอินเดีย)

หลังจากนั้นอีกนานการละเล่นขับลําได้แตกแขนงเป็นขับซอและเล่นเพลงต่างๆ แผ่กว้างทั่วลุ่มน้ำโขง, ลุ่มน้ำสาละวิน และลุ่มน้ำเจ้าพระยาสมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์จึงถูกสร้างสรรค์เป็นขับเสภา (โดยไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดเกี่ยวข้องกับพิธีสวดในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูของอินเดีย)

“ขับ” เป็นคําในภาษาไท-ไต-ไทย-ลาว หมายถึงร้องเป็นทํานองอย่างเสรีไม่มีกําหนดสั้น-ยาว “เสภา” เป็นคํายืมจากภาษาสันสกฤต ซึ่งพบครั้งแรกในเอกสารราชการของคนชั้นสูงสมัยอยุธยาตอนต้น หมายถึงขุนนางข้าราชการ, พนักงาน, เจ้าหน้าที่ มีกิจกรรมอยู่ประจําศาลพิพากษาของวังหลวงและวังต่างๆ นอกจากนั้นยังหมายถึงสตรีมีตระกูลเป็นนางกํานัลประจําราชสํานักฝ่ายใน แล้วมีหน้าที่บรรเลงดนตรี-มโหรีและขับลําเห่กล่อมพระเจ้าแผ่นดินทรงบรรทม

สรุปแล้วขับเสภาไม่ได้มาจากอินเดีย ทั้งนี้เพราะขับเสภามีต้นตออยู่ที่นี่ ที่อุษาคเนย์บริเวณ “โซเมีย” ทางตอนใต้ของจีนแล้วแพร่หลายไปลุ่มน้ำโขง, ลุ่มน้ำสาละวิน, ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีพัฒนาการเป็นลําดับตั้งแต่ขับลํา, ขับซอ, ขับเสภา ดังนี้

 

1. ขับลํา

ขับลํา หมายถึงขับหรือลําคําคล้องจองเคล้าคลอด้วยเครื่องประโคมตีเป่า โดยเฉพาะปี่น้ำเต้าซึ่งเรียกในสมัยหลังๆ ว่าแคน เพื่อสื่อสารกับอํานาจเหนือธรรมชาติคือผีฟ้า (ต่อมาเรียกแถน) เป็นการละเล่นในพิธีกรรมของประชาชนต้นทางภาษาไทย (บางทีเคยเรียกตระกูลภาษาไทย-ลาว) เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีนและต่อเนื่องทางเหนือของเวียดนาม อันเป็นหลักแหล่งของชาวจ้วงและชาวผู้ไท

ต้นทางภาษาไทย หมายถึงตระกูลภาษาไท-ไต หรือ ไท-กะได ซึ่งมีอายุเก่าแก่สุด ราว 3,000 ปีมาแล้ว อยู่บริเวณมณฑลกวางสีของจีน มีพรมแดนต่อเนื่องเวียดนามภาคเหนือ โดยทั้งหมดอยู่ใน “โซเมีย” (คือพื้นที่สูงในหุบเขาทางตอนใต้ของจีน)

 

2. ขับซอ

ขับซอแพร่หลายสมัยแรกๆ ทางลุ่มน้ำโขงและลุ่มน้ำสาละวิน เป็นการละเล่นร้องเพลงทํานองต่างๆ ที่มีพัฒนาการสืบทอดจากประเพณีขับลําคําคล้องจองของประชาชนบริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของจีนต่อเนื่องทางเหนือของเวียดนาม

[“ขับซอ” เป็นคําซ้อนในวัฒนธรรมลาวล้านช้าง-ล้านนา หมายถึงร้องเพลง ส่วน “ซอ” แปลว่าร้องเป็นทํานองเคล้าคลอด้วยเครื่องบรรเลง (ปรับปรุงจากคําอธิบายใน “พจนานุกรมล้านนา-ไทย ฉบับแม่ฟ้าหลวง” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2533)]

จากนั้นขับซอแพร่กระจายตามเส้นทางการค้าดินแดนภายในจนถึงลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง (ต่อมาเป็นดินแดนรัฐสุพรรณภูมิ สมัยก่อนมีกรุงศรีอยุธยา) แล้วต่อยอดเป็นลําต่างๆ (เช่น ลําส่ง, ลําสวด) ขณะเดียวกันแตกแขนงเป็นเพลงโต้ตอบแก้กันของหญิงชาย (เช่น เพลงปรบไก่, เพลงครึ่งท่อน, เพลงเทพทอง, เพลงฉ่อย ฯลฯ) ในที่สุดแผ่ขยายทั่วลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง (ซึ่งเป็นดินแดนกรุงศรีอยุธยา ราชอาณาจักรสยาม)

ขับซอถูกยกย่องเป็นประเพณีราชสํานักกรุงศรีอยุธยา พบหลักฐานอยู่ในวรรณกรรมสมัยอยุธยาตอนต้นเรื่องอนิรุทธคําฉันท์ พรรณนาการเห่กล่อมพระบรรทม มีร้องยอพระเกียรติเคล้าคลอด้วยเครื่องบรรเลงเสียงเบาหลายอย่าง ได้แก่ พิณ (ติ่ง), ปี่ (จุ่ม), แคน, ซอ (เครื่องสาย สะกดด้วย ทร เขมรเรียกตรัว)

ชุมชนราษฎรกรุงศรีอยุธยา มีขับซอและขับแคนในงานมงคล (เช่น แต่งงาน, ขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ) พบในบันทึกของลาลูแบร์ (ราชทูตจากราชสํานักฝรั่งเศส) ว่ามีช่างขับและกรับ (ไม้ไผ่ผ่าซีกสองอัน) พร้อมเครื่องบรรเลงขับกล่อม

เพลงโต้ตอบแก้กันของหญิงชายเป็นการละเล่นไม่มีโครงเรื่องเป็นนิยาย ส่วนการละเล่นที่มีโครงเรื่องเป็นนิยายเรียกเพลงเรื่อง มีแบบแผนเริ่มด้วยบทไหว้ครู แล้วตามด้วยบทเกริ่น, บทประ (ทักทาย), บทผูกรัก (เกี้ยวพาราสี), บทสู่ขอลักหาพาหนี, บทชิงชู้ (ตีหมากผัว) แล้วจบด้วยบทลาจาก

สมัยอยุธยามีการละเล่นเรื่องขุนช้างขุนแผนด้วยขับซอ, เพลงโต้ตอบ, เพลงเรื่อง (สมัยนั้นยังไม่มีขับเสภาอย่างที่รู้จักและเข้าใจทุกวันนี้) พบหลักฐานสําคัญอยู่ในกลอนอ่านเรื่องปาจิตกุมาร (แต่งสมัยกรุงธนบุรี) พรรณนาการละเล่นในงานพระเมรุศพท้าวพรหมทัตว่ามีเล่นเพลงเรื่องกล่าวถึงขุนแผนแค้นเคืองนางพิม (ในขุนช้างขุนแผน) และในกลอนไหว้ครูเสภาแต่งสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ก่อนจะเล่นขับเสภาต้องไหว้ครูเพลงปรบไก่และครึ่งท่อน เป็นต้น

 

3. ขับเสภา

ขับเสภาเริ่มสร้างสรรค์แพร่หลายในชุมชนขุนนางคนชั้นนําสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตั้งแต่แรกสถาปนา ซึ่งเป็นการละเล่นสืบทอดประเพณีขับซอสมัยกรุงศรีอยุธยา ดังนั้น ขับเสภาสมัยแรกไม่แพร่หลายในชุมชนชาวบ้านทั่วไป

ตีกรับขับเสภาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เป็นการละเล่นสืบทอดประเพณีขับซอสมัยอยุธยา จึงเป็นจารีตของคนขับเสภาที่เพิ่งมีต้องทําพิธีไหว้ครูเพื่อสร้างความมั่นใจในตนเองและให้กลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง

ครูเสภา (ของคนขับเสภา) อยู่ในประเพณีขับซอสมัยอยุธยาที่แตกแขนงเป็นเพลงโต้ตอบกับเพลงเรื่อง (เช่น เพลงปรบไก่, เพลงครึ่งท่อน ฯลฯ) ดังมีบอกใน “กลอนไหว้ครู” ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ บันทึกว่าเป็นบทเก่าที่จดจําตกทอดมา (อยู่ใน “ตํานานเสภา” พระนิพนธ์สมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2460) ดังนี้

๏ ที่นี้จะไหว้ตาครูสน เป็นนายประตูครูคนทุกแหล่งหล้า

ไหว้ครูมีช่างประทัดถัดลงมา ครูเพ็งเก่งว่าข้างสุพรรณ

จะไหว้ตาครูเหล่ชอบเฮฮา พันรักษาราตรีดีขยัน

ตาทองอยู่ครูละครกลอนสําคัญ ตาหลวงสุวรรณรองศรีที่บรรลัย

เมื่อครั้งพระจอมนรินทร์แผ่นดินลัน เสภาขับยังหามีปี่พาทย์ไม่

มาเมื่อพระองค์ทรงชัย ก็เกิดคนดีในอยุธยา

ทั้งปรบไก่ครึ่งท่อนกลอนไม่ขัด ข้าพเจ้าได้สันทัดพึ่งหัดว่า

ว่าไปมีใช่ไวปัญญา ครูชื่อว่ามาพระยานนท์

ใต้ภาพ

ขับเสภาไม่มาจากอินเดีย แต่มาจากขับลำคำคล้องจองของคนพูดภาษาตระกูลไท-ไต หรือไท-กะได ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีนถึงภาคเหนือของเวียดนาม มีอธิบายพร้อมรูปถ่ายหลักฐานครบถ้วน ในหนังสือขับเสภามาจากไหน? พิมพ์จำหน่ายโดยวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล (ปกหนังสือ ขับเสภามาจากไหน? วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2558)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ภาษาไทย “อุบัติ”—ไม่ “วิบัติ”
PEA ครบรอบ 66 ปี แห่งความไว้วางใจ ประกาศก้าวใหม่ “Powering Every Life” ขับเคลื่อนพลังงานไทยสู่อนาคต
ถึงสถานีปลายทางสุขภาพ! “BEM Care 2026 Health Station สถานีสุขภาพ” ปิดฉากอย่างคึกคัก
นิรโทษกรรม 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
“พิชัย” ชื่นชม “แบงก์ชาติ” ยุค “วิทัย” เดินถูกทาง ย้ำเสถียรภาพต้องคู่การเติบโต เชื่อแก้ทุนเทา–คอร์รัปชัน ช่วยเศรษฐกิจไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง
“หมู่บ้านศีล 5” บ้านเจ็ดริ้ว “คึกคัก” สมเด็จเอื้อน-พระพรหมเสนาบดี” มาให้กำลังใจ ด้าน ครูสลา ร้องสด กราบสมเด็จช่วงด้วยดวงใจ ยก”สมเด็จช่วง” เป็นบิดาแห่งหมู่บ้านศีล 5
รถไฟและไฮเวย์: เมกะโปรเจกต์เชื่อมลาว–เวียดนามภายใต้ความสัมพันธ์แบบพิเศษ
โลกและอาเซียนในอนาคต จากมุมมอง ‘อมิตาฟ อาชาเรีย’
Songs in the Key of Life : รักบังตา
โทษประหารชีวิต : ข้อถกเถียงทางปรัชญา (2)
บทวิจารณ์เรื่องสั้น ‘เพื่อนข้างบ้าน’ จากรอยแตกร้าวริมรั้ว… สู่ภาพสะท้อนสงครามเย็นในสังคมไทย
‘ขอให้ความจริงปรากฏ’ ชุติมา นวลพลับ สู้มาราธอน ทวงงานศิลป์ ‘พระพุทธบาท’