bg-single

สิ้นยุคตุลาชัย! ข้อคิด-บทเรียน/ยุทธบทความ สุรชาติ บำรุงสุข

03.01.2022

ยุทธบทความ

สุรชาติ บำรุงสุข

 

สิ้นยุคตุลาชัย!

ข้อคิด-บทเรียน

 

“บรรดาสิ่งที่เป็นปฏิกิริยาทั้งปวง ท่านไม่โค่น มันก็ไม่ล้ม”

ประธานเหมาเจ๋อตง

 

เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เวียนมาสู่วาระครบรอบ 45 ปีในปีปัจจุบัน และทุกครั้งที่จัดงานรำลึกความสูญเสียจากการล้อมปราบของฝ่ายขวาจัด จะตามมาด้วยคำถามว่ารัฐและสังคมไทยเรียนรู้อะไรจากการสังหารในวันดังกล่าว ในปีที่ 45 ของเหตุการณ์นี้

คำถามจึงมีนัยสำคัญอย่างมาก เนื่องจากการใช้ความรุนแรงเช่นในปี 2519 กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งในปี 2564

และยังเห็น “สงครามบนถนน” ที่เป็นการต่อสู้ทางการเมืองระหว่าง “คนต่างเจน” ไม่ต่างจากอดีตเมื่อ 45 ปีก่อน

 

การป้ายสีเพื่อสร้างความเกลียดชัง

หากย้อนอดีตแล้ว เราจะพบว่าการเรียกร้องประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในช่วงทศวรรษของปี พ.ศ.2510 นั้น เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของชีวิตทางการเมืองที่อยู่ภายใต้การปกครองของระบอบเผด็จการทหารมาอย่างยาวนาน ยาวนานจนผู้คนหลายส่วนเริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบธรรมของระบอบทหาร

ขณะเดียวกันการขยายตัวของกระแสเสรีนิยมในเวทีโลกเริ่มไหลบ่าเข้ามาสู่สังคมไทย จนอาจกล่าวเป็นข้อสังเกตในเบื้องต้นได้ว่า ขบวนปัญญาชนและคนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโตในสังคมไทยในขณะนั้น ไม่ยอมรับการปกครองของระบอบทหาร ที่มีการสืบทอดอำนาจในหมู่ผู้นำกองทัพตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ในอีกด้านก็ไม่มีประเด็นอะไรจะตอบโต้การเคลื่อนไหวของขบวนนักศึกษาได้ดีเท่ากับการป้ายสีเรื่องคอมมิวนิสต์

การใส่ร้ายป้ายสีเพื่อหวังผลทางการเมืองเป็นหนึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในการต่อสู้ทางการเมืองเสมอ และการสร้างความเป็นศัตรูผ่าน “วาทกรรมแห่งความเกลียดชัง” เช่นนี้เป็นปัจจัยที่นำไปสู่สังหารใหญ่

จนถือเป็นบทเรียนสำคัญของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ และการสร้างความเกลียดชังยังนำไปสู่การแบ่งฝ่ายอีกด้วย

 

กระแสขวาจัด-ขวาสุดโต่ง

การกำเนิดของสงครามเย็นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้มหาอำนาจตะวันตกเชื่อว่า รัฐบาลทหารเป็นพลังที่เข้มแข็งในการหยุดยั้งการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ในประเทศโลกที่สาม ซึ่งรวมทั้งในไทยด้วย และรัฐบาลพลเรือนถูกมองว่าอ่อนแอเกินไปในการรับมือกับภัยดังกล่าว

ความเชื่อของยุคสงครามเย็นเช่นนี้ สอดรับกับอุดมการณ์ของชนชั้นนำและผู้นำปีกขวาไทย ที่มองคอมมิวนิสต์เป็นภัยคุกคามหลัก การมี “ความกลัวร่วม” ระหว่างรัฐมหาอำนาจภายนอกกับกลุ่มอำนาจในสังคมไทย ส่งผลให้เกิด “การเมืองของทหาร” และนำไปสู่การกำเนิดรัฐบาลทหารนับตั้งแต่รัฐประหาร 2490 เป็นต้นมา

จากรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม สู่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จนถึงจอมพลถนอม กิตติขจร ล้วนมีข้ออ้างเพื่อการต่อสู้กับสงครามคอมมิวนิสต์เป็นพื้นฐานอยู่ในนโยบายของทุกรัฐบาล อีกทั้งแทบจะกลายเป็นสูตรสำเร็จทางการเมืองทุกครั้งว่า รัฐประหารจากปี 2490 เป็นต้นมา จะต้องหยิบเอาประเด็นเรื่องคอมมิวนิสต์มาใช้เป็นข้ออ้าง และทั้งยังใช้เป็นข้ออ้างในการทำลายฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลมาโดยตลอดอีกด้วย

อาจกล่าวได้ว่าคอมมิวนิสต์ถูกใช้เป็นข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรมทางการเมืองสำหรับรัฐบาลฝ่ายขวาเสมอ

นอกจากนี้ ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ก็มีการใช้ข้ออ้างเรื่องคอมมิวนิสต์มาเป็นประเด็นเช่นกันด้วย

วันที่ 14 ตุลาคม ข้ออ้างเรื่องคอมมิวนิสต์ใช้ในการจับกุมนักศึกษาที่เรียกร้องประชาธิปไตย แต่วันที่ 6 ตุลาคม ข้ออ้างนี้ใช้ในการสังหารหมู่นักศึกษา

แม้ในเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 มีการนำเอาประเด็นคอมมิวนิสต์มาป้ายสีเช่นกัน การปลุกพลังของกลุ่มปีกขวาไทยต้องอาศัยการปลุกผีคอมมิวนิสต์ จนทำให้ “ผีคอมมิวนิสต์” มีอายุยาวนานในการเมืองไทย แม้ปัจจุบันจะไม่มีผีคอมมิวนิสต์ให้ปลุก แต่ฝ่ายขวาจัดก็นำเอาประเด็นการเมืองอื่นที่มีความละเอียดอ่อนมาใช้ในการป้ายสีแทน

การสร้างความเกลียดชังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้าง “พลังขวาจัด” ทุกยุค

 

ปฏิบัติการสงครามจิตวิทยา

ปฏิบัติการจิตวิทยา-งาน ปจว. (psychological operations หรือ “psyop”) ในสงครามจิตวิทยาการเมือง สร้างให้เกิดความ “เกลียดและกลัว” ลัทธิคอมมิวนิสต์ในหมู่ประชาชน และหวังว่างาน ปจว.จะทำให้ประชาชนหันมาสนับสนุนฝ่ายรัฐ หรือในบริบทของสงครามการเมืองคือทำให้ประชาชนมาเป็นฝ่ายเดียวกับรัฐ เพื่อเป็นเงื่อนไขของ “การเอาชนะทางการเมือง”

งาน ปจว.เป็นหนึ่งในภารกิจที่สำคัญของกองทัพในยุคสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ จนกลายเป็นพื้นฐานของ “ปฏิบัติการข่าวสาร” ในปัจจุบัน หรือที่เรียกกันว่า “ไอโอ” (Information Operations) แต่ก็เกิดคำถามเสมอว่า ไอโอต้องสร้างข่าวปลอมหรือไม่?

งาน ปจว.เป็นภารกิจด้านความมั่นคงที่สำคัญของรัฐและกองทัพไทย จนในที่สุดสงครามคอมมิวนิสต์สิ้นสุดลงในสังคมไทยในปี 2526 และสงครามเย็นจบลงในเวทีโลกที่มีสัญลักษณ์จากการประกาศรวมชาติของเยอรมนีและการทุบกำแพงเบอร์ลินในเดือนพฤศจิกายน 2532…

โลกของสงครามเย็นและยุคสงครามคอมมิวนิสต์สิ้นสุดลงแล้ว แต่มรดกของประสบการณ์ที่ตกทอดมาจากยุคสงครามเย็นในงาน ปจว.ยังคงอยู่กับฝ่ายรัฐและกองทัพ และถูกนำมาใช้ในการต่อสู้กับผู้เห็นต่างทางการเมือง

แต่มีคำถามว่า งาน ปจว. (ไอโอ) ของกองทัพจะเป็นปัจจัยของชัยชนะในสงครามการเมืองได้จริงเพียงใด และจำเป็นต้องทำ ปจว.ด้วยการใส่ร้ายป้ายสีหรือไม่

 

บทบาทสายเหยี่ยวและความสุดโต่ง

เหตุการณ์ปี 2519 เห็นได้ชัดถึงการโหมโฆษณาชวนเชื่อในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ การสร้างความกลัวคอมมิวนิสต์ถูกขยายไปสู่ส่วนต่างๆ ในสังคมไทย การสร้างวาทกรรมต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างสุดโต่ง ทำให้เกิดความแตกแยก และการแบ่ง “ขั้วทางการเมือง” (political polarization) สงครามยังทำให้เกิด “สายเหยี่ยว” คือ กลุ่มที่เชื่อในการใช้กำลังแก้ปัญหาความขัดแย้ง สุดท้ายแล้วการขับเคลื่อนของสายเหยี่ยวจบลงด้วยการล้อมปราบและสังหารหมู่ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519

บทบาทของสายเหยี่ยวที่สำคัญคือ การให้น้ำหนักกับนโยบายการทหาร และมองว่าอำนาจทางทหารที่เหนือกว่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ชนะสงครามคอมมิวนิสต์ หรือข้อสรุปของสายเหยี่ยวในเชิงนโยบายคือ “การทหารนำการเมือง” ซึ่งเป็น “กระแสหลัก” ของชุดความคิดทางทหารในการทำสงครามต่อต้านการก่อความไม่สงบ (COIN) ทั้งยังนำไปสู่การใช้กำลังเป็นเครื่องมือหลักของการทำสงครามในชนบท ภายใต้ชุดความคิดแบบสงครามเวียดนามคือ “ค้นหาและทำลาย” ที่ยืนบนหลักการว่าความสูญเสียของข้าศึกเป็นตัวชี้วัดชัยชนะ

หรืออาจกล่าวได้ว่าชัยชนะนับจากจำนวน “ศพข้าศึก”… ยิ่งสังหารได้มาก ยิ่งชนะเร็ว!

แนวคิดแบบสายเหยี่ยวที่เน้นการปราบปรามและการใช้กำลังอย่างสุดขั้ว จึงเป็นพื้นฐานที่ดีที่ฝ่ายขวาจัดจะใช้เป็นแนวทางในการต่อสู้กับการขยายตัวของขบวนการนิสิตนักศึกษาในปี 2519

ทั้งยังเชื่อว่าการล้อมปราบใหญ่จะทำให้การเคลื่อนไหวของนักศึกษาสิ้นสุดลง

แต่สายเหยี่ยวดูจะละเลยหลักการสำคัญว่า พวกเขากำลังต่อสู้ใน “สงครามการเมือง” ที่ความเหนือกว่าของกำลังไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดชัยชนะแต่อย่างใด ดังเช่นความพ่ายแพ้ของสหรัฐ และรัฐบาลในอินโดจีนในปี 2518

ซึ่งการล้มลงของรัฐบาลฝ่ายขวาทั้งสามประเทศเป็นโจทย์ทางยุทธศาสตร์ที่ท้าทายต่อสายเหยี่ยวในไทยอย่างมาก

 

สงครามการเมืองและปรับยุทธศาสตร์ของรัฐ

การดำเนินนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างสุดโต่ง และละเลยต่อ “ปัจจัยการเมือง” ในสงคราม ทำให้เกิดคำถามหลังจากการล้อมปราบในปี 2519 ว่า รัฐไทยกำลังเดินไปบนเส้นทางเดียวกับรัฐทั้งสามในอินโดจีนหรือไม่ และถ้าสหรัฐและรัฐบาลฝ่ายขวาทั้งสามแพ้มาแล้วด้วยชุดความคิดแบบ “การทหารนำการเมือง” แล้ว รัฐไทยจะยังยึดมั่นในแนวทางดังกล่าวต่อไปอีกหรือไม่

แม้ในปี 2512 รัฐบาลทหารในยุคจอมพลถนอมเคยพยายามที่จะปรับทิศทางยุทธศาสตร์ในสงครามต่อต้านการก่อความไม่สงบด้วยการออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีด้วยชุดความคิดใหม่ แต่แนวคิดใหม่ดังกล่าวไม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนทิศทางการทำสงครามด้วยการปราบปรามได้ เพราะชุดความคิดที่เน้นการใช้มาตรการทหารเป็นกระแสหลักที่ดำรงอยู่ในกองทัพมาอย่างยาวนาน ที่เชื่อเป็นพื้นฐานว่า การทุ่มกำลังปราบฝ่ายต่อต้านรัฐในชนบทอย่างเต็มที่แล้ว รัฐจะชนะในระยะเวลาที่ไม่นานนัก

แต่ในสถานการณ์จริง สงครามดำเนินไปนานกว่าที่ฝ่ายรัฐคิดเสมอ… การปะทะเริ่มขึ้นครั้งแรกในปี 2508 รัฐไทยตัดสินใจเปิดการตอบโต้ด้วยกำลังทหารในเวลาต่อมา และเชื่อว่ารัฐบาลน่าจะเป็นฝ่ายชนะในปลายปีดังกล่าว แต่สงครามกลับขยายตัวมากขึ้น จนทำให้กองทัพบกพยายามที่จะเข้ามาเป็นผู้ควบคุมในปี 2510

จนอาจตั้งเป็นข้อสังเกตได้ว่า แนวคิดในการสงครามของกองทัพบกไทยมีทิศทางไปในแบบของสหรัฐในสงครามเวียดนาม โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง “อำนาจการยิงที่เหนือกว่า” ถูกมองว่าเป็นปัจจัยแห่งชัยชนะ

แต่ต่อมา “นักคิด” ในกองทัพไทยเริ่มมีความเห็นต่างว่า แนวคิดของการใช้กำลังแบบสายเหยี่ยวอาจจะนำไปสู่ความพ่ายแพ้ และเริ่มคิดที่จะปรับยุทธศาสตร์ อันส่งผลให้การล้มรัฐบาลธานินทร์ และตามมาด้วยการประกาศนิรโทษกรรมคดี 6 ตุลาฯ ในเดือนกันยายน 2521 อันเป็นจุดเริ่มต้นของการปลดชนวนสงคราม

ต่อมาเมื่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี การปลดชนวนสงครามดำเนินไปอีกขั้นด้วยการออกยุทธศาสตร์ใหม่คือ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี 66/2523 และตามมาด้วยคำสั่ง 65/2525 อันส่งผลโดยตรงให้เกิดการปรับยุทธศาสตร์ในการทำสงครามการเมืองทั้งกระบวน จนนำไปสู่การปิดฉากสงครามในเดือนตุลาคม 2526

การปรับยุทธศาสตร์เช่นนี้คือชัยชนะของ “สายพิราบ” ที่มุ่งเน้นในการเอาชนะทางการเมือง มากกว่าที่จะยึดอยู่กับกระแสหลักของ “สายเหยี่ยว” ที่ต้องการใช้กำลังกวาดล้าง

ซึ่งชัยชนะนี้เป็นบทเรียนสำคัญว่า สงครามการเมืองชนะด้วยนโยบาย “การเมืองนำการทหาร” ไม่ใช่ด้วยกำลังที่เหนือกว่า

 

ท้ายบท

สงครามคอมมิวนิสต์ที่เป็นแกนกลางของยุคสงครามเย็นไทยสิ้นสุดไปนานแล้ว

แต่น่าสนใจว่าผู้นำทหารและบรรดากลุ่มการเมืองปีกขวาจัดดูจะอยู่ในโลกเก่า ที่เป็นโลกของสายเหยี่ยว

ซึ่งเชื่อในการใช้กำลัง และละเลยมาตรการการเมือง จนเสมือนหนึ่ง “เหยี่ยวไทย” กลับเข้ามามีบทบาทอีกครั้ง และถูกท้าทายอย่างมากว่า พวกเขาจะเอาชนะสงครามการเมืองยุคปัจจุบันได้อย่างไร

สังคมไทยก้าวสู่โลกของศตวรรษที่ 21 แต่สายเหยี่ยวยังคิดภายใต้วาทกรรมขวาจัดแบบเดิม ด้วยความเชื่อว่ากำลังจะเอาชนะผู้เห็นต่างได้

โดยลืมบทเรียนเมื่อ 45 ปีไปแล้วอย่างสิ้นเชิง!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุดารัตน์ จี้อย่าปล่อยให้ 14 กันยา เป็นแค่วัน“จับปลาซิว” ชวนคนไทยจ้องตา กกต.
รัฐประหาร 2557 จุดเปลี่ยนชีวิต ก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์ จากนักเรียนนอก สู่นักการเมือง ‘สีส้ม’
เทศน์ ‘สนุก’ | ธงทอง จันทรางศุ
เดนตายในผ้าเหลือง ปฏิบัติการลับของทหารญี่ปุ่นในไทยสมัยสงครามโลก (1)
แก๊งคอลฯ ล็อกเป้าใหม่ ‘Gen Z’ เตือนภัยวัยโจ๋ เก่ง ‘TECH’-อ่อนโลก ปีเดียว 2 หมื่นคดี-700 ล้าน
พลิกโฉมงานตุลาการไทย ไม่ต้องมาศาลก็พึ่งศาลได้ ฟังก์ชั่นสุดล้ำคนไทยต้องรู้
ภัยคุกคามกฎหมาย | เหยี่ยวถลาลม
วัดพุทไธศวรรย์ แหล่งซ่องสุมกำลัง ของ “สยาม” ท้าวอู่ทอง | สุจิตต์ วงษ์เทศ
ยิวกร่าง – จีนโกง | สุรชาติ บำรุงสุข
G2, M7 และโลกที่เหลือ (2) : อธิปไตยดิจิทัลและกลไกส่วนต่างอำนาจของ M7
20 ปีก่อน… ยึดอำนาจ นายกฯ ทักษิณ วันนี้…ยึดอำนาจประชาชนทั้งประเทศ (1)
เบื้องลึก ทรัมป์สั่งยึดน้ำมันสำรอง เวเนซุเอลา