bg-single

ฌาปนสถานคณะราษฎร (จบ)/พื้นที่ระหว่างบรรทัด ชาตรี ประกิตนนทการ

24.02.2022

พื้นที่ระหว่างบรรทัด

ชาตรี ประกิตนนทการ

 

ฌาปนสถานคณะราษฎร (จบ)

 

“…การเผาศพในเวลานี้ ก่อให้เกิดกลิ่นอันเป็นเหตุรำคาญอยู่เนืองๆ กลิ่นที่เกิดขึ้นนั้นเนื่องจากกำลังเพลิงไม่แรงพอที่จะเผาศพให้แปรธาตุเป็นอนินทรียวัตถุได้จนสิ้นเชิง อนึ่ง ที่เผาศพไม่มีปล่องสูงและผนังอันมิดชิดเพื่อบังคับกลิ่นและควันให้ลอยสูงขึ้น ผู้อาศัยใกล้เคียงจึงเดือดร้อนด้วยกลิ่นเหม็นกระจายไปทำความรำคาญให้เนืองๆ…ตราบใดที่การเผายังใช้วิธีเช่นนี้อยู่ ราษฎรก็ยังไม่พ้นความรำคาญอยู่ตราบนั้น แม้กำหนดเวลาเผาให้ดึกเท่าใดก็ช่วยไม่ได้ ทางที่ดีควรดัดแปลงการเผาเสียใหม่ให้พ้นความรำคาญเรื่องกลิ่นเหม็น โดยใช้เตาเผาซึ่งสามารถเผาควันให้สูญสิ้นไปได้…”

บันทึกของพระไวทยวิธีการ และนายแพทย์กิมกัง

เรื่อง การจัดการศพในพระนคร 2 กันยายน พ.ศ.2478

 

หลังจากปรีดี พนมยงค์ แต่งตั้ง “กรรมการวางโครงการตั้งที่เผาศพ” เพียงไม่กี่วัน ได้มีการประชุมคณะกรรมการขึ้นในวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2478 โดยมอบหมายให้พระไวทยวิธีการ รวบรวมขอเท็จจริงเรื่องการเผาศพในพระนครตามสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในตอนนั้น เพื่อเสนอต่อที่ประชุมในครั้งต่อไป

ในบันทึกความยาว 15 หน้าของพระไวทยวิธีการ แสดงให้เห็นถึงสภาพอันน่าสังเวชของการจัดการศพคนธรรมดาที่ไร้ซึ่งสุขลักษณะ มาตรฐาน และสร้างความรำคาญทั้งทางสายตาและจมูกแก่ผู้คนทั่วพระนคร

ช่างเป็นภาพที่ขัดแย้งกับความศิวิไลซ์ของถนนและทางรถไฟสมัยใหม่ วังและอาคารราชการรูปแบบตะวันตก ตลอดจนสิ่งของเครื่องใช้หรูหรามากมายที่นำเข้ามาจากยุโรป

ในขณะที่เจ้านายและผู้ดีชั้นสูงในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ดูจะเข้าถึงความเจริญล่าสุดของโลกแทบทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว แต่สามัญชนกลับต้องเผาศพญาติไม่แตกต่างจากที่บรรพบุรุษทำเมื่อหลายร้อยปีก่อน ทั้งที่เทคโนโลยีเตาเผาสมัยใหม่ก็ถูกผลิตขึ้นในโลกมานานพอสมควรแล้ว

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่แปลกที่เมื่อเกิดการปฏิวัติ 2475 ขึ้น ความเหลื่อมล้ำทางสังคมผ่านพิธีกรรมว่าด้วยความตายดังกล่าว ดูจะเป็นสิ่งที่ถูกเรียกร้องให้แก้ไขเป็นอันดับต้นๆ เลยทีเดียว

ตัวอย่างที่สะท้อนสภาวะนี้ได้ดีคือ บทความชื่อ “การเผาศพ” ในหนังสือพิมพ์ “ยุวชน” วันที่ 14 กันยายน พ.ศ.2478 ซึ่งได้มีการเรียกร้องให้มีการสร้างที่เผาศพด้วยเตาเผาสมัยใหม่อย่างเร่งด่วน

โดยในประโยคเปิดของบทความได้เขียนระบายความเอือมระอาต่อระบบที่เป็นอยู่เอาไว้อย่างชัดเจนว่า

“อะไรๆ ของเราก็นับว่าพอจะเจริญทันเทียมอารยประเทศเขาบ้างแล้ว แต่เรื่องการเผาศพนี่แหละช่างเหลือรับเสียจริงๆ…”

แผนผังฌาปนสถาน แบบ 1 ข

ย้อนกลับมาที่โครงการก่อสร้างฌาปนสถาน ภายหลังจากคณะกรรมการได้รับบันทึกของพระไวทยวิธีการ ที่ประชุมได้สรุปความเห็นเอาไว้หลายข้อ โดยมีประเด็นที่น่าสนใจคือ ฌาปนสถานแห่งแรกควรเริ่มทดลองสร้างที่ฝั่งธนบุรี ในบริเวณป้อมเสาธง ปากคลองสาน ภายในที่ดินขนาดประมาณ 7 ไร่ โดยมอบหมายให้กรมโยธาเทศบาลรับผิดชอบในการออกแบบ

จากหลักฐานที่เหลืออยู่พบว่า มีการออกแบบทั้งหมด 5 แบบ โดย 4 แบบมีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบทันสมัย อิทธิพล Art Deco เขียนโดยหม่อมหลวงปุ่ม มาลากุล ตรวจแบบโดยจรูญ ตุลยานนท์ และนารถ โพธิประสาท

ส่วนอีก 1 แบบ มีลักษณะสถาปัตยกรรมไทย เขียนโดยรำไพ ยาตรมงคราญ และตรวจแบบโดยจรูญ ตุลยานนท์ และนารถ โพธิประสาท

โดยส่วนตัว ผมคิดว่า แบบร่างที่ 1 ข มีความน่าสนใจที่สุด โดยสถาปนิกออกแบบให้อาคารประกอบด้วยพื้นที่ใช้สอยหลักคือ ที่พักแขก เมรุ เตาเผาศพสมัยใหม่ และ ที่เก็บศพ

แผนผังถูกออกแบบเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ โดยโถงทางเข้าด้านหน้าออกแบบเป็นอาคารโค้ง กึ่งกลางของอาคารเป็นที่ตั้งของเมรุสำหรับตั้งโลงศพและประกอบพิธีวางดอกไม้จัน ส่วนอาคารด้านหลังคือเตาเผาศพ

ความพิเศษคือ อาคารเมรุตรงกลางนั้นถูกออกแบบให้เป็นผังสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ส่วนรูปด้านออกแบบเป็นแท่งสี่เหลี่ยมทรงสูงตามศิลปะ Art Deco โดยมีผนังเหนือทางเข้าทั้ง 4 ด้านทำเป็นผนังกระจกสูง แสงสามารถลอดผ่านเข้ามาภายในได้อย่างเต็มที่

ตัวเมรุยังถูกออกแบบให้มีที่ว่างขนาดใหญ่โดยรอบ ทำให้ตัวอาคารเด่นเป็นสง่า โดยถัดออกมาจะมีระเบียงทางเดินโล่งโอบล้อมอยู่ทั้ง 4 ด้าน และที่มุมระเบียงทำเป็นศาลา

 

จากแบบที่ปรากฏ เราจะเห็นว่าสถาปนิกออกแบบอาคารเมรุได้ทันสมัยมากอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะเคยมีคนคิดออกแบบเมรุในลักษณะเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อเกือบ 90 ปีที่ผ่านมา

มองถัดมาที่ผังพื้นด้านหน้าโครงการ สถาปนิกออกแบบให้เป็นอาคารขนาดใหญ่แผนผังโค้งคล้ายแคปซูลยา ตรงกลางคือโถงทางเข้าโครงการและห้องรับแขก ปีกทั้งสองข้างทำเป็นที่บรรจุอัฐิ มีน้ำพุ และสวนประดับตกแต่งอยู่ภายใน

ถัดไปบริเวณผังด้านหลังของโครงการ ออกแบบเป็นเตาเผาศพขนาดใหญ่ เผาได้ 3 ศพ ด้านหลังเป็นปล่องควันสูงเพื่อปล่อยควันขึ้นสู่อากาศเพื่อไม่ให้กลิ่น (ที่อาจจะหลงเหลืออยู่บ้าง) ลอยมารบกวนผู้คน ปีกอาคารทั้งสองข้างของเตาเผาออกแบบเป็นที่เก็บศพ ห้องบังสุกุล ห้องเก็บของ และห้องน้ำ

จากรายละเอียดที่กล่าวมา เราจะเห็นว่า แบบร่าง 1 ข ได้รับการออกแบบอย่างคำนึงถึงการใช้สอยพื้นที่ตามพิธีกรรมและความเชื่อของคนไทยชนิดที่ครบวงจรอย่างสมบูรณ์ที่สุด

แต่ภายใต้การใช้สอยแบบประเพณี เปลือกนอกของอาคารที่ห่อหุ้มอยู่นั้น กลับเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ทันสมัยอย่างสุดขั้ว

รูปแบบนี้ ในทัศนะผม สะท้อนให้เห็นถึงการออกแบบที่คำนึงถึงวัฒนธรรมไทยไปพร้อมๆ กับการสร้างสรรค์รูปแบบใหม่ทางสถาปัตยกรรมที่ไม่ยึดติดกับเปลือกอาคารแบบประเพณีอีกต่อไป ซึ่งดูจะสะท้อนสปิริตของการปฏิวัติ 2475 ได้อย่างดี

ซึ่งน่าเสียดายมากที่ฌาปนสถานล้ำสมัยเช่นนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจริง

 

ส่วนแบบร่าง 1 ก เป็นแบบที่ไม่สวยที่สุด ตัวแผนผังมีลักษณะเดียวกับ แบบร่าง 1 ข ทั้งหมด เป็นแต่เพียงออกแบบให้มีรูปทรงอาคารแบบสถาปัตยกรรมไทย

แบบร่าง 2 มีลักษณะเล็กลงมาจาก แบบร่าง 1 ก และ ข พอสมควร โดยสถาปนิกออกแบบให้มีเพียงรูปทรงอย่างทันสมัยเท่านั้น (ไม่มีแบบไทย) ซึ่งแบบนี้ แม้จะมีความสวยงามไม่แพ้ แบบร่าง 1 ข แต่พื้นที่ใช้สอยดูยังไม่ค่อยลงตัวนัก

แบบร่าง 3 ก และ แบบร่าง 3 ข เป็นแบบประหยัด ที่พยายามตัดสิ่งต่างๆ ที่ไม่จำเป็นออกไป เหลือไว้เพียงเฉพาะส่วนเตาเผาและศาลาโถงขนาดใหญ่เพียงห้องเดียวเท่านั้น เป็นผลทำให้อาคารไม่สามารถรองรับกิจกรรมตามความเชื่อได้ครบเท่าที่ควร

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่มีอาคารเมรุสำหรับตั้งศพเพื่อทำพิธีวางดอกไม้จัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อแบบร่างทั้ง 5 แบบถูกนำเสนอให้คณะกรรมการฯ พิจารณา เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ.2478 แบบที่ได้รับคัดเลือกคือ แบบร่างที่ 3 ข โดยเหตุผลอาจเป็นเพราะด้วยงบประมาณในการก่อสร้างที่ถูกที่สุด คือใช้งบเพียง 28,600 บาท ในขณะที่แบบร่าง 1 ก ใช้งบฯ สูงถึง 146,800 บาท แบบร่าง 1 ข ใช้งบฯ 91,750 บาท และ แบบร่าง 2 ใช้งบฯ 48,650 บาท

ในการประชุมครั้งนั้น ยังได้ตกลงกันว่า โครงการก่อสร้างฌาปนสถานนี้ควรขอเงินจากรัฐบาลมาจัดสร้าง หรือไม่ก็ให้เทศบาลเป็นผู้รับผิดชอบ

แต่เมื่อมีการนำเสนอเรื่องดังกล่าวไปยังรัฐบาลกลับไม่ได้รับการตอบรับจัดสรรงบประมาณ ส่วนเทศบาลก็แสดงท่าทีว่าไม่พร้อมเป็นเจ้าภาพโครงการนี้เช่นกัน สุดท้ายจึงมีมติให้จัดตั้งเป็นองค์กรสาธารณะเพื่อเข้ามาดูแลโครงการแทน โดยมีการร่างเป็นพระราชบัญญัติขึ้น ใช้ชื่อว่า “พระราชบัญญัติจัดตั้งกรุงเทพฌาปนการจำกัด พ.ศ.2479”

อย่างไรก็ตาม ดูเสมือนว่าพระราชบัญญัตินี้จะไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเท่าไรนัก ทำให้โครงการดังกล่าวล้มเลิกไปในที่สุด และฌาปนสถานที่ล้ำยุคล้ำสมัยดังกล่าวก็พลอยถูกพับเก็บตามไปด้วย

 

แม้แนวคิดการสร้างเมรุเผาศพแบบสมัยใหม่ของกระทรวงมหาดไทย (ภายใต้นโยบายของปรีดี) จะถูกยกเลิกไป แต่สุดท้ายในปี พ.ศ.2483 เมรุถาวรสำหรับสามัญชนที่ใช้เตาเผาศพอย่างสมัยใหม่ก็ได้รับการก่อสร้างขึ้นในที่สุด ภายในพื้นที่วัดไตรมิตร

โดยในคราวนี้เป็นฝีมือการออกแบบของพระพรหมพิจิตร นายช่างสถาปัตยกรรมไทยของกรมศิลปากร

และนับตั้งแต่เมรุถาวรที่วัดไตรมิตรถูกสร้างขึ้น ความนิยมในการเผาศพด้วยเตาสมัยใหม่ก็แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วชนิดไฟลามทุ่ง (เสมือนว่าเป็นสิ่งที่ประชาชนนั้นโหยหารอคอยมานาน) จนกลายเป็นสิ่งสามัญที่ปรากฏอยู่ตามวัดต่างๆ ทั่วประเทศ

ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือ กลิ่นศพเน่าเหม็นที่ลอยคลุ้งฟุ้งอยู่ทั่วพระนครก็ค่อยๆ สูญสลายหายไป ซึ่งทำให้เราอาจกล่าวได้ว่า เมรุถาวรสำหรับสามัญชน คือ หมุดหมายสำคัญที่เปลี่ยนพื้นที่เมืองกรุงเทพฯ ให้ก้าวเข้าสู่ความศิวิไลซ์สมัยใหม่ในทางสาธารณสุขอย่างแท้จริง

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร