bg-single

‘ปิยบุตร’ มองชนชั้นนำ-อนุรักษนิยมไทย ปรับตัวอย่างไรก็ไม่ทันแล้ว? รัฐบาลสไตล์นี้จะประคองประเทศไปไม่ได้/รายงานพิเศษ

02.03.2022

รายงานพิเศษ

 

‘ปิยบุตร’ มองชนชั้นนำ-อนุรักษนิยมไทย

ปรับตัวอย่างไรก็ไม่ทันแล้ว?

รัฐบาลสไตล์นี้จะประคองประเทศไปไม่ได้

 

ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า กล่าวว่า ถ้าเปรียบกับการเลือกตั้งตอนปี 2562 ที่มี “แคมป์การต่อสู้ทางการเมือง” ระหว่างฝ่ายที่เอาการสืบทอดอำนาจ กับฝ่ายที่ไม่เอาการสืบทอดอำนาจของคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมมีความเห็นว่าการเลือกตั้งในปี 2565 หรือ 2566 ที่จะเกิดขึ้น รอบใหม่นี้มันจะเปลี่ยนไปจากเดิม มันจะไม่ได้เป็นการสู้ระหว่างการเอาหรือไม่เอาประยุทธ์แล้ว

แต่มันจะเป็นการต่อสู้ในเชิงว่าคุณต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองเศรษฐกิจในแบบทะลุทะลวงเชิงโครงสร้าง หรือต้องการเพียงแค่เลือกคนเข้าไปปะผุ บริหารจัดการตามช่วงเวลา

คำว่าฝ่ายประชาธิปไตยที่เคยใช้กันมา จะมีเคลื่อนไหวมากยิ่งขึ้น

จะไม่ใช่เพียงแค่การสนับสนุนพรรคการเมืองหรือรัฐบาลที่เคยถูกยึดอำนาจเท่านั้น แต่ความหมายจะขยายกว้างกว่าเดิม

คนอาจจะสนใจว่าพรรคไหนสนับสนุนเรื่องการปฏิรูปสถาบัน กองทัพ ศาล หรือไม่ รวมถึงให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจอย่างเต็มที่หรือไม่ ทลายทุนผูกขาดด้วยไหม การจัดสรรทรัพยากรในประเทศลดความเหลื่อมล้ำและสวัสดิการเป็นอย่างไร

ถือเป็นเรื่องโครงสร้างภาพใหญ่หมดเลย การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นมันจะเป็นภาพแบบนี้ คือ ระหว่างการปะผุ กับฝ่ายที่จะรื้อโครงสร้าง

มันจะทำให้การเมืองไปได้ไกลมากกว่าเดิมมากกว่าปี 2562

 

พูดถึงสภาพการเมืองในปีนี้ ปิยบุตรมองว่า การเมืองในสถาบันการเมือง เช่น สภา รัฐบาล พรรคการเมือง จะเป็นปีที่ทุกฝ่ายทุกผู้เล่นมุ่งหน้าเข้าสู่การเลือกตั้ง

ส่วนตัวคิดว่า บทบาทของสถาบันทางการเมืองในปี 2564 ไม่ได้ตอบสนองข้อเรียกร้องของประชาชนจนทำให้ประชาชนสิ้นหวัง

ในปี 2565 ก็น่าจะเป็นเช่นนั้นอีก สภาที่เคยจะเป็นความหวังของประชาชนก็จะคล้ายเมื่อปลายปีต่อเนื่องช่วงที่ผ่านมา นั่นคือองค์ประชุมไม่ครบ สภาล่มบ่อยครั้ง สภาจะกลายเป็น “การเข้าเวร” ของบรรดา ส.ส.ที่จะต้องมากดบัตรลงมติ แต่เวลาดีเบตหรือถกเถียงเพื่อประชาชน หากกล้องถ่ายทอดสด แพลนกล้องไปจะเห็นว่าห้องประชุมสภาโล่ง

ในส่วนของรัฐบาลเองคงจะมีความคาดหวังว่าหลังจากกฎหมายลูกผ่าน ก็คงจะยังไม่ยุบสภา พยายามจะดันให้ไปถึงปีงบประมาณอีกรอบหนึ่ง เพื่อที่จะเอางบประมาณเหล่านั้นมาแสดงให้เป็นผลงานเพื่อไปเป็นคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง

ดังนั้น ผมจึงมีความคิดว่าสถาบันการเมืองทั้งหมดในระบบ น่าจะไม่ได้ตอบสนองประชาชน ดังนั้น ข้อเรียกร้องของประชาชน ของการเมืองนอกสภาคือการชุมนุมในปี 2563-2564 ที่มีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ก็จะไม่ได้รับการตอบสนองอะไรเลย

ตรงกันข้ามกลับถูกจับกุมคุมขังมากขึ้น ในปีนี้ ปัญหา-ข้อเรียกร้องจะไม่ได้มีอยู่แค่เรื่องทางการเมืองแล้ว มันจะมีข้อเรียกร้องในทางเศรษฐกิจปัญหาปากท้องเพิ่มเติมเข้ามา ถ้าเราสังเกตดูปลายปีที่แล้วมีการชุมนุมหลายกลุ่มมากยิ่งขึ้น เฉพาะกลุ่มที่เขาไม่เห็นด้วยกับโครงการของรัฐที่ไปลงในพื้นที่ของเขาและทำลายทรัพยากร ตั้งแต่บางกลอยมาถึงจะนะ

ดังนั้น ทิศทางของการชุมนุมจะมีกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยเพิ่มมากขึ้นที่ไม่ได้มีข้อเรียกร้องหลักในทางการเมืองอย่างเดียว

ในส่วนของข้อเรียกร้องทางการเมืองทั้ง 3 ผมคิดว่าผลพวงของการ ที่รัฐบาลใช้วิธีนิติสงครามคือเอากฎหมายกลไกเข้าไปจับกุมคุมขัง ประกอบกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญปีก่อน ทุกอย่างมันจะบีบให้การชุมนุมในรูปแบบเดิมทำได้ยากขึ้น

ดังนั้น จึงเป็นภารกิจที่เยาวชนนิสิตนักศึกษาในนามคณะราษฎรต้องขบคิดกันมากขึ้นว่าจะผลักดันข้อเรียกร้องของตนเองไปต่ออย่างไร

ด้วยวิธีการใหม่ๆ ที่ไม่ใช่เพียงแค่การชุมนุมแบบเดิมเท่านั้นเพราะว่าตอนนี้ข้อเรียกร้องนำเสนอออกไปมันค่อยๆ หายไปจากพื้นที่สาธารณะ แต่เขามาพูดเรื่องการปล่อยตัว

ผมคิดว่าภารกิจของเยาวชนนักศึกษาหรือประชาชนที่สนับสนุนในการสนับสนุนข้อเสนอทั้ง 3 ต้องช่วยกันคิดว่าจะเคลื่อนไหวต่ออย่างไรในรูปแบบที่แตกต่างไปจากเดิมเพื่อจะทำให้ข้อเสนอเหล่านี้ได้กลับมาสู่พื้นที่สาธารณะใหม่

ที่

กล่าวกันว่ารัฐเอาอยู่สำหรับเหตุการณ์บนท้องถนนนั้น ในสายตาของปิยบุตรมองว่า แม้สามารถควบคุมได้ และหลายคนมองว่ารัฐบาลมีความเข้มแข็งมาก ผมคิดว่าตรงกันข้าม เพราะรัฐที่เป็นอำนาจนิยมมากขึ้นเท่าไหร่ อาจจะรู้สึกว่าเขาแข็งแกร่ง แต่จริงๆ ในทางกลับกันนั่นคือความอ่อนแอ

เพราะถ้าคุณแข็งแกร่งจริงคุณไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจมากขนาดนี้ คุณไม่จำเป็นต้องใช้กลไกทางกฎหมายขนาดนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้ศาล ทหารและตำรวจมากแบบนี้

แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเป็นการใช้กลไกบังคับทั้งสิ้น ทำให้คนกลัวไม่แสดงออก

แต่ถามว่าคุณสามารถเปลี่ยนความคิดจิตใจของคนจำนวนมากและเยาวชนคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ได้หรือไม่

คำตอบคือ “ไม่ใช่เลย” ที่ผ่านมาทั้ง 2 ปี รัฐไม่เคยเปลี่ยนใจเปลี่ยนความคิดประชาชนได้ ทำได้แต่เพียงตีกรอบไม่ให้เขาแสดงออก แต่เปลี่ยนความคิดเขาไม่ได้

การกดแบบนี้จะมีแต่ยิ่งแรงขึ้นไปอีก ที่บอกกันว่ารัฐเอาอยู่ ผมว่าเขาทำได้แค่เชิงกายภาพเท่านั้น

แต่คุณไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้

 

ปิยบุตรบอกอีกว่า ส่วนตัวผมเองรู้สึกเสียดาย ในฐานะที่ติดตามความคิดของฝ่ายอนุรักษนิยมในประเทศไทยมาตลอด ให้พูดอย่างตรงไปตรงมา ตอนนี้ไม่มีปัญญาชน ไม่มีผู้นำทางความคิดของฝ่ายอนุรักษ์เหมือนสมัยก่อน

ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด คุณไม่มีคนแบบ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หรือพระองค์เจ้าธานีนิวัต คือพวกคุณไม่มีอินฟลูเอนเซอร์ หรือผู้มีอิทธิพลทางความคิด ที่สามารถสื่อสารได้แล้วคนฟังอย่างลื่นหูและพร้อมเชื่อ พร้อมยอมรับและเห็นด้วยกับความคิดของคุณ

ทุกวันนี้เวลาที่คุณมีคนแบบที่เห็นที่เป็นอยู่ในฝ่ายอนุรักษนิยมออกมาแสดงออก จนทำให้คนรุ่นใหม่เกิดคำถามว่านี่พวกเขามาจากยุคไหนสมัยไหน?

พอคุณเปลี่ยนความคิดคนรุ่นใหม่ไม่ได้ คุณก็เลยใช้วิธีส่งคนไปฟ้องคดีเยอะๆ เต็มไปหมดทั่วประเทศ วิธีแบบนี้มันไม่มีทางที่จะเปลี่ยนความคิดคนได้

ถ้าเราลองไปดูสงครามการเปลี่ยนความคิดในอดีต ฝ่ายขวาหรืออนุรักษนิยมเขามีชั้นเชิงในการกล่อมเกลา สร้างระบบคิดกับคนได้เฉียบแหลมแหลมคม และแนบเนียนกว่าสมัยนี้

ตอนนี้ให้พูดตรงๆ ก็คือ เมื่อคุณหาคนแบบนั้นไม่ได้แล้ว คุณก็ไม่มีทางที่จะไปเปลี่ยนใจใครได้หรอกด้วยวิธีการที่คุณกำลังทำอยู่นี้

ผมคิดว่าฝ่ายอนุรักษนิยมเขาปรับตัวไม่ทันกับโลก

คือโลกมันหมุนไปเร็ว ความคิดคนมันไปอย่างรวดเร็วด้วยกระแสสื่อโซเชียลมีเดีย การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร มันเร็วกว่าเดิมหลายเท่าตัว แต่ในขณะเดียวกันคนที่ครองอำนาจรัฐ ถ้าพูดกันอย่างตรงไปตรงมา คุณเริ่มต้นจากการยึดอำนาจและมีคนบริหารแบบคุณประยุทธ์แล้วก็สืบทอดอำนาจต่อแบบนี้ คือรัฐบาลสไตล์เช่นนี้มันไม่ใช่รัฐบาลที่จะสามารถประคับประคองประเทศในลักษณะที่มีความคิดหลากหลายได้

แต่เขามองภาพว่าต้องมีความคิดเป็นหนึ่งเดียวใช้อำนาจกดหัวเข้าไว้ ซึ่งมันไม่เปิดพื้นที่ให้กับคนได้

และถ้าหากจะฝืนกระแสไม่ยอมปรับตัว ก็จะเหมือนกับนาฬิกา ที่เข็มมันเดินไปเรื่อยๆ แล้วพอคุณดึงเข็มกลับ ไปยังไง มันก็ต้องเดินหน้าใหม่อยู่ดี ไม่ว่าคุณจะดึงเข็มกลับไปเท่าไหร่

ผมมองว่าฝ่ายอนุรักษนิยมต้องยอมรับข้อเท็จจริงตรงนี้ว่า “สังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว” โลกมันเปลี่ยน เด็กรุ่นใหม่ความคิดของเขาเปลี่ยน แล้วต้องมองอย่างมีวิสัยทัศน์ ว่า ในเมื่อความเปลี่ยนแปลงมันกำลังจะเกิด จะสามารถบริหารจัดการภายใต้กระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแบบนี้ได้อย่างไร

ตรงกันข้ามฝ่ายอนุรักษนิยมทุกวันนี้ อำนาจนิยมทุกวันนี้ยังคงคิดแต่รูปแบบเดิม คุณไม่พยายามทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงเลย คิดแต่เพียงว่าพวกนี้ มีคนยุแยงตะแคงรั่ว มีคนอยู่เบื้องหลังเด็ก มีผู้บงการ

การคิดแบบนี้มันไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาได้ แทนที่จะเข้าใจว่าสถานการณ์มันเปลี่ยน แล้วคุณจะปรับตัวอย่างไรให้อยู่การเปลี่ยนแปลงให้ได้ คุณกลับเลือกใช้อีกวิธีคือ การกดมันลงไป ดูว่ามันจะขึ้นมาได้อีกหรือไม่

 

ปิยบุตรให้ความเห็นอีกว่า ประเทศไทยเราผ่านเหตุการณ์อย่างนี้มาแล้วหลายครั้ง ผมก็เลยสงสัยว่าทำไมฝ่ายอนุรักษนิยมถึงไม่ใช้โอกาสที่พวกเขายังอยู่ในอำนาจ ยังเป็นผู้มีอำนาจครองอำนาจอยู่นี้สามารถที่จะประคับประคอง เพื่อให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงได้

แต่การเลือกที่จะกดเอาไว้อย่างเดียว พอกดไปแบบนี้มันก็จะยิ่งมีแรงต้านมากขึ้น ถึงวันหนึ่ง เมื่อคุณคิดจะปฏิรูปปรับตัวมันอาจจะสายเกินไปแล้วก็ได้

ผมคิดว่ายังมีเวลาในช่วงเวลาแบบนี้ผมคิดว่าน่าจะกลับมาทบทวน อย่ามองความคิดของเยาวชนของชาติไปในทิศทางที่ว่าเขาคิดไม่ดีต่อชาติบ้านเมือง

ถ้าพูดง่ายๆ ฝ่ายอนุรักษนิยมหลายคนที่มีอายุมากๆ ในเวลานี้ ตอนตัวเองเป็นเยาวชนเป็นเด็ก ก็มีวิธีคิดที่เป็นแตกต่างของสังคม วันหนึ่งมีอีกรุ่นหนึ่งขึ้นมาคุณก็ต้องเข้าใจพวกเขา มันเป็นความคิดของยุคสมัย แล้วจะอยู่อย่างไร มันหนีกันไม่พ้น มันไม่มีป่าให้ออกแบบเมื่อก่อน มันไม่มี พคท.ที่จะเข้าไปสังกัด ยังไงก็ต้องอยู่ในสังคมแบบนี้ด้วยกัน

ที่สำคัญเยาวชนคนหนุ่มสาวรุ่นนี้เขาเป็นคนมีความสามารถหลายคน แต่พวกคุณไปมองเพียงแต่ในภาพของการชุมนุม

จริงๆ ความสามารถของเด็กสมัยนี้มีอยู่เยอะมาก เป็นทักษะของคนอย่างรุ่นผมก็ตามไม่ทัน คนคนหนึ่งทำได้หลายอย่าง หลายภารกิจได้ในตัวคนเดียว ผมคิดว่าพวกเขามีความสามารถมาก แต่แทนที่จะคิดในมุมแบบนี้กับเขา ดันไปคิดว่าเป็นคนคิดไม่ดีต่อชาติบ้านเมือง ทั้งที่คนเหล่านี้เขาจะสามารถช่วยเติมเต็ม ให้สังคมไทยไปได้ไกลกว่าเดิม พัฒนาได้มากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

และสิ่งที่ผมมีความเป็นกังวลมากที่สุด คือการอย่าทำให้ความขัดแย้ง มันเลื่อนไถลจนกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างรุ่น ระหว่าง Generation มันไม่ใช่ความขัดแย้งของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง แต่นี่มันคือความขัดแย้งในเชิงวิธีคิด ของรุ่นและหลายคนก็อยู่ไม่ไกลจากตัวพวกท่าน ส่วนใหญ่ก็ลูกหลานท่านทั้งนั้น คนในครอบครัวบ้านของท่านเอง หรือบางคนก็เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา

ผมคิดว่าอนุรักษนิยมต้องปรับเรื่องนี้ ต้องพยายามทำความเข้าใจกับวิธีคิดแบบใหม่ๆ

ชมคลิป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | “ทางออก” อันเป็น “ทางเลือก” หาก อนุทิน ชาญวีรกูล อำลา
ควันหลงเยือนจีน… เพลงรักของไต้หวัน! ร้องเพลงหวานที่ปักกิ่ง กินยาขมที่กรุงเทพฯ
‘นี่ฉันไง ไม่ใช่ AI’
ดินแดง ราชปรารภ น้ำใจ ไมตรี ระหว่าง ผู้ชุมนุม ก่อนสละชีพ โดยกระสุนเข้ม
นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ชี้ทางสกัดโศกนาฏกรรมในรั้วโรงเรียน ‘ถ้าลิดกิ่งก้าน โดยไม่ปรับปรุงลำต้น เดี๋ยวปัญหาอื่นก็ปรากฏ’
ถ้าสังคมมันเปลี่ยนยาก แล้วโจทย์ต่อไปคืออะไร? ถามก่อนจะปลง
ความหวัง ‘ลงทุน’ ไทย พลิกชะตา ศก.หวังโต 3%
เช็กฐานที่มั่น ตท.26 ‘บิ๊กปู’ กุมบังเหียน ทบ.-ทร. แอนตี้ นโยบาย 2 ปีอัพ สโลว์ดาวน์ ‘ทัพภาค 1’ จับตา พลัง ตท.28
สพป.ชัยนาท แสดงพลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร เสียงหลัง”กำแพง”
E-DUANG | ภาพลักษณ์ ปฏิมา การเมือง ของ ทิม พิธา และ “น้องก้อย”
ขุมทรัพย์จากป่าสู่สูตรยาพลิกโลก ephedrine (1)