bg-single

ควันหลงเยือนจีน… เพลงรักของไต้หวัน! ร้องเพลงหวานที่ปักกิ่ง กินยาขมที่กรุงเทพฯ

17.08.2026

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

ควันหลงเยือนจีน…

เพลงรักของไต้หวัน!

ร้องเพลงหวานที่ปักกิ่ง

กินยาขมที่กรุงเทพฯ

“ผู้นำจีนเชื่อว่ามาตรการตอบโต้ที่มีประสิทธิภาพแต่เพียงประการเดียวต่อการปิดล้อมของสหรัฐคือ ยุทธศาสตร์ที่เปิดโอกาสให้จีนเข้าไปควบคุม

บรรดาประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย”

Odd Arne Westad

The Coming Storm (2026)

อาจจะดูเป็นเรื่องเก่าสักนิด ที่จะมาชวนท่านทั้งหลายให้มาคุยเรื่องการเดินทางเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่เสร็จสิ้นลงแล้ว แต่คงต้องยอมรับว่า “ควันหลง” จากการเยือนในครั้งนี้ยังไม่จางลงเสียทีเดียว ทั้งยังมี “ดราม่า” ตามมาเป็นประเด็นชวนให้ถกเถียง เช่นเดียวกับที่ยังมีปัญหาบางประการเป็นผลสืบเนื่องตามมาเช่นกัน ดังเช่นในกรณีของปัญหาไต้หวัน ตลอดรวมถึงเรื่องบทบาทสถานทูตจีนในไทย

ดังนั้น ควันหลงจากการไปกรุงปักกิ่งของนายกฯ อนุทิน จึงชวนให้ผู้สนใจนโยบายต่างประเทศไทย ต้องหันกลับมาใส่ใจกันอีกสักครั้ง เพราะการเดินทางเยือนครั้งนี้ส่งสัญญาณถึงทิศทางนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงไทยในอนาคตอย่างน่าสนใจ

อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปและดูจากภาพข่าวแล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่าท่านนายกฯ ดูจะ “สดชื่นรื่นเริง” กับการเดินทางเยือนจีนในครั้งนี้อย่างมาก และเป็นการเยือนจีนที่ส่งสัญญาณทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างชัดเจนว่า “ไทยอยู่กับจีน และไทยจะยืนกับจีน (เท่านั้น)”

นอกจากนี้ นายกฯ ยังแสดงออกในทางส่วนตัวอย่างชัดเจนอีกด้วยว่า ท่าน “ชื่นชอบจีน” อยู่แล้ว ซึ่งก็อาจไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะในยุคนี้ ผู้นำหลายๆ ประเทศต่างก็ชื่นชอบจีน อันเป็นผลจากการดำเนินนโยบายของสหรัฐ ในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และมีความรู้สึกว่านโยบายของจีนมีความน่าเชื่อถือมากกว่า เพราะไม่แกว่งมากในแบบนโยบายอเมริกันในยุคทรัมป์!

แต่การแสดงออกในเวทีระหว่างประเทศนั้น เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกหยิบมาตีความ และไม่ว่าตัวท่านนายกฯ จะคิดอย่างไรก็ตาม แต่สิ่งที่เวทีภายนอกมองและตีความนั้น อาจมีความสำคัญมากกว่า เพราะโลกข้างนอกกำลังมองด้วยความเชื่อว่า “ไทยเลือกข้างจีนแล้ว!”

เนื่องจากในเวทีระหว่างประเทศนั้น นักเรียนในสาขานี้จะถูกสอนเสมอว่า “perception มีความสำคัญมากกว่า reality” หรือที่กล่าวในทางทฤษฎีว่า โลกที่เป็นจริงข้างนอกนั้น มีความสำคัญน้อยกว่าโลกที่คนมองเห็น (หรือในความหมายคือ โลกที่บุคคลผู้นั้นรับรู้จะเป็นปัจจัยหลักในการทำนโยบาย) กล่าวคือ โลกข้างนอกที่มองเราอาจจะเห็นเราในมุมที่แตกต่างอย่างมากกับภาพที่เกิดจากเรามองตัวเราเอง

ดราม่าเพลง

ด้วยข้อสังเกตเช่นนี้ การเดินทางเยือนจีนของนายกฯ ไทย จึงนำไปสู่การตีความว่า นโยบายไทยต่อจีนในยุคของนายกฯ อนุทิน คือการต่อยอด “นโยบายเอียงจีน” ที่ปรากฏเด่นชัดมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2557 (หรือนโยบายรัฐบาล คสช.) และตอกย้ำว่าไทยพร้อมที่จะเดินไปข้างหน้ากับจีนอย่างแนบแน่นในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่แม้จะมีสภาพแวดล้อมของการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ก็ตาม

สิ่งที่อาจจะต้องหยิบมาเป็นประเด็นในเบื้องต้นคือ ในการเดินทางเยือนจีนครั้งนี้ มีการออกแถลงการณ์ร่วมไทย-จีน ซึ่งมีทั้งประเด็นไต้หวัน (ข้อที่ 6) ประเด็นกัมพูชา (ข้อที่ 28) และประเด็นทะเลจีนใต้ (ข้อที่ 35) ซึ่งประเด็นไต้หวันมีการเขียนเสียยืดยาว และพยายามแสดงออกให้ชัดว่า ไทยยืนกับจีน (เต็มที่) ในปัญหาไต้หวัน

อย่างไรก็ตาม ดูไม่มีประเด็นอะไรในการเยือนจะเป็น “ดราม่า” เท่ากับเสียงเพลงในงานเลี้ยงอาหารกลางวันของนายกฯ จีน โดยในงานนี้นายกฯ ไทยร้องเพลง “เถียนมี่มี่” ของ “เติ้งลี่จวิน” ซึ่งเป็นนักร้องชาวไต้หวัน การร้องเพลงของนักร้องไต้หวันจึงทำให้หลายคนกังวลว่าจะเป็นปัญหา เพราะแต่เดิมเธอเป็น “นักร้องต้องห้าม” ในสังคมจีน แต่ในปัจจุบัน เธอเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในสังคมจีน ไต้หวัน และฮ่องกง จนล้อกันว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่อาจต้านทานเสน่ห์และเสียงหวานๆ ของเธอได้ จนต้องยอมแพ้ หรืออย่างน้อยรัฐบาลจีนก็แพ้เธอ ไม่สามารถ “แบน” เพลงของเธอได้อีกต่อไป

กระนั้น ก็มีเสียงท้วงดังจากกรุงเทพฯ ที่ผู้นำไทยไปร้องเพลงของฝ่ายจีนไต้หวันในงานเลี้ยงอย่างเป็นทางการของนายกฯ จีนนั้น น่าจะทำให้นายกฯ หงุดหงิดใจอยู่ไม่น้อย จนต้องออกมาตอบโต้ และมีการตอบโต้ทั้งในส่วนของรัฐมนตรีต่างประเทศและโฆษกรัฐบาล แต่ในอีกด้านก็ทำให้เกิดภาพลักษณ์ว่า นายกฯ ไทยเป็น “Musical Prime Minister” เพราะในการเยือนระหว่างประเทศ ท่านนายกฯ ไทยได้แสดงความสามารถทางด้านดนตรีให้เป็นที่ประจักษ์มาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งทางฝ่ายจีนก็ต้องออกมาปกป้องว่า ทางการจีนไม่ได้ติดใจกับการร้องเพลงไต้หวันของนายกฯ ไทยแต่อย่างใด (ทางจีนต้องออกมาเสมือนแก้ตัวให้กับผู้นำไทย เพราะมีกระแสท้วงติงที่กรุงเทพฯ เพราะเพลงที่ร้องเป็นของไต้หวัน แต่ตอนนี้จีนไม่ติดใจในเรื่องนี้แล้ว!)

ประเด็นเรื่องนายกฯ ไทยร้องเพลงจีนของทางไต้หวัน กลายเป็น “ดราม่าการเมือง” ไปอย่างช่วยไม่ได้ แต่การทำเช่นนั้นทำให้สังคมไทยดูละเลยเรื่องที่สำคัญอย่างมากคือ สาระของแถลงการณ์ร่วม ซึ่งบางข้อนั้นอาจเป็นประเด็นที่นำไปสู่ข้อถกเถียงในเชิงนโยบายได้อย่างมาก แต่จะเห็นได้ว่าจนถึงปัจจุบัน เรายังไม่เห็นถึงการหยิบเอาแถลงการณ์นี้ขึ้นมาวิเคราะห์อย่างจริงจัง หรือแทบไม่เห็นถึงการเสนอสาระสำคัญของแถลงการณ์นี้ในสื่อไทยแต่อย่างใด ทั้งที่มีประเด็นสำคัญหลายเรื่อง

ดราม่าไต้หวัน

ดังได้กล่าวแล้วว่า เมื่อนายกฯ กลับมาถึงไทย การเดินทางเยือนจีนจึงถูกกลบด้วยข้อถกเถียงเรื่องเพลง “เถียนมี่มี่” ไปอย่างช่วยไม่ได้ แต่ก็มีเสียงทักท้วงตามมาจากไต้หวันว่า ข้อที่ 6 เรื่องสถานะของไต้หวันในแถลงการณ์ไทย-จีนนั้น เหมือนกับไทยยอมทำตามจีนไปหมด และไม่ไยดีในความสัมพันธ์กับไต้หวันเลย จนเป็น “ดราม่า 2 จีน”

ดราม่าไต้หวันไม่จบง่ายๆ เพราะมีการจัดงาน “เทศกาลสารคดีและภาพยนตร์ไต้หวันแห่งประเทศไทย” ซึ่งการจัดครั้งนี้เป็นครั้งที่ 8 ไม่ใช่จัดครั้งแรก แต่ในครั้งนี้ทางสถานทูตจีนพยายามกดดันอย่างมากให้ถอดโลโก้ไต้หวันออกจากงาน ซึ่งถูกคนในไทยมองว่า สถานทูตจีนกำลังแสดงการคุกคามความเป็นอิสระในการจัดงานของสังคมไทยอย่างเด่นชัด สำหรับจีน งานสารคดีไต้หวันครั้งนี้ไม่ใช่เสียงหวานๆ ของ “เติ้งลี่จวิน” ในงานเลี้ยงที่กรุงปักกิ่งอย่างแน่นอน

การแทรกแซงของสถานทูตจีนในประเด็นนี้ ดูจะก่อให้เกิดผลด้านกลับคือ เกิด “กระแสต่อต้านจีน” ขึ้นในสังคมไทย แต่สถานทูตจีนจะต่างกับสถานทูตตะวันตก ด้วยการที่สถานทูตอาจจะยอมเปิดให้คนไทยเข้าไป “ด่า” และแสดงความเห็นต่างๆ ในเว็บของสถานทูต แต่จีนจะไม่แสดงท่าทีด้วยการขอโทษเป็นอันขาด ซึ่งต่างจากในกรณีของสถานทูตอิตาลี ที่เมื่อมีชาวอิตาลีมาพูดในรถไฟใต้ดิน และเป็นคำพูดในทางลบ จนทำให้ภาคส่วนในสังคมไทยออกมาเป็นกระแสต่อต้าน ในที่สุดแล้ว สถานทูตอิตาลีต้องออกมาขอโทษสังคมไทย ซึ่งเราจะไม่มีทางเห็นท่าทีเช่นนี้จากจีนเป็นอันขาด

อกจากดราม่าไต้หวันแล้ว ยังมีปัญหาเรื่องบทบาทของจีนในไทยอีกประการคือ การที่สถานทูตจีนกดดันเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของไทย ไม่อนุญาตให้นักกิจกรรมชาวฮ่องกง ที่มีสถานะเป็นผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ และจะเดินทางไปตั้งถิ่นฐานที่แคนาดา การแทรกแซงของสถานทูตจีนเช่นนี้ดูจะทำให้ความหวานของเพลง “เถียนมี่มี่” ที่นายกฯ ไทยร้องที่กรุงปักกิ่งนั้น กลายเป็น “ยาขม” ที่กรุงเทพฯ ยิ่งเมื่อเกิดคำถามถึงบทบาทของสถานทูตจีนในไทย จนดูจะเกินสถานะที่เหมาะสมทางการทูต

ในการนี้กระทรวงการต่างประเทศไทยไม่กล้าประท้วงอย่างแน่นอน ขณะเดียวกัน สิ่งเหล่านี้ก็เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า ในยุคที่จีนมีอำนาจมากในการเมืองระหว่างประเทศนั้น จีน “ไม่รู้สึก” ว่า จีนจะต้องเกรงใจใครอีกในยามนี้ เพราะด้วยเงื่อนไขของศักยภาพทางเศรษฐกิจ จีนเป็น “ชายหนุ่มเนื้อหอม” ที่ทุกประเทศล้วนต่างวิ่งเข้าหา สถานทูตจีนจึงไม่จำเป็นต้องมีลักษณะ “อ่อนน้อมถ่อมตน” เช่นในอดีตอีกต่อไป หรือที่กล่าวเป็นข้อสังเกตในไทยได้ว่า บทบาทของสถานทูตจีนมีลักษณะ “assertive” ในทุกเรื่องในสังคมไทย

ดราม่าสถานทูตจีน

ทั้งนี้ จีนยังพร้อมที่จะ “ล้วงลูก” เข้าไปในระบบราชการไทย เพื่อให้จีนได้ผลตอบแทนในทางการเมืองและการทูตมากที่สุด และที่สำคัญคือสถานทูตจีนไม่กลัวการถูกวิจารณ์ ไม่ใช่เพราะ “จีนหน้าหนา” แต่เพราะจีนรู้ดีว่าเสียงวิจารณ์ในสังคมไทยทำอะไรจีนไม่ได้เลย และจีนได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว หรือบรรลุภารกิจตามที่จีนต้องการแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องใส่ใจกับ “เสียงนก-เสียงกา” นอกกำแพงสถานทูตแต่อย่างใด จนทำให้เกิด “ดราม่าสถานทูตจีน” ในอีกแบบ เพราะเริ่มมีเสียงวิจารณ์บทบาทของสถานทูตจีนมากขึ้นในสังคมไทย

นอกจากนี้ เชื่อกันว่าในการเดินทางเยือนจีนนั้น นายกฯ ไทยคงไม่กล้านำปัญหาสำคัญขึ้นสู่โต๊ะเจรจา ไม่ว่าปัญหาจีนเทา ปัญหาพ่อทิพย์ไทย ปัญหามลพิษในแม่น้ำกก และปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลสัญชาติจีน จนทำให้เกิดภาพว่า ผู้นำไทยคงเดินทางไปจีนในครั้งนี้ เพียงเพื่อลงนามในแถลงการณ์ร่วม ที่มีสาระอย่างที่จีนต้องการ และเพื่อให้เกิดภาพของทิศทางในเชิงนโยบายที่ชัดเจนว่า “ไทยยืนกับจีน”

ภาวะเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดการตีความอย่างมากในเวทีระหว่างประเทศว่า ไทยได้เข้าร่วมในนโยบายกับจีน จนกลายเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า “ไทยได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดจีนแล้วใช่หรือไม่” ซึ่งหากเป็นความจริงแล้ว ก็อาจเป็น “ความสุ่มเสี่ยง” ทางการทูตได้ไม่ยาก เพราะจะเกิดภาพในอีกด้านว่า ไทยได้ขยับตัวออกห่างจากสหรัฐและพันธมิตรตะวันตก ซึ่งความสัมพันธ์กับตะวันตกในส่วนนี้เป็น “มูลฐานหลัก” ของนโยบายต่างประเทศไทยมาโดยตลอด

หากกล่าวโดยสรุปก็คือ การเดินทางเยือนจีนของนายกฯ อนุทินในครั้งนี้ จึงเป็นการตอกย้ำถึงการปรับแกนนโยบายต่างประเทศไทยที่ลดความ “นิยมตะวันตก” ลง พร้อมกับแสดงการ “นิยมตะวันออก” ที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดมาโดยตลอด และความนิยมจีนเช่นนี้ยังเกี่ยวพันกับบทบาทของผู้นำสหรัฐในยุคของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่นโยบายของสหรัฐมีลักษณะของความไม่แน่นอนอยู่มาก หรือที่กล่าวกันในเวทีระหว่างประเทศว่า “ไม่มีใครเดาใจทรัมป์ได้!”

ปัญหาในอนาคต

ในทางการเมือง ผู้นำไทยพยายามแสดงให้เห็นว่า การเดินทางเยือนจีนคือ “ความสำเร็จทางการทูต” แต่หลายคนกลับกังวลว่า การเข้าไปใกล้ชิดกับจีนอย่างมากเช่นนี้ อาจทำให้ไทยประสบปัญหาการจัดความสัมพันธ์กับรัฐมหาอำนาจอื่นในภาวะการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่นับวันมีความเข้มข้นมากขึ้นในภูมิภาคเรา

ในอีกทางหนึ่ง ผู้นำไทยอาจต้องการประกาศถึง “ความแนบแน่น” กับจีนแบบไม่ต้องคิดเป็นอื่น จนสิ่งนี้กลายเป็นเงื่อนไขให้สถานทูตจีนแสดงบทบาทเกินสถานะทางการทูตในไทยไปด้วย!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | “ทางออก” อันเป็น “ทางเลือก” หาก อนุทิน ชาญวีรกูล อำลา
ควันหลงเยือนจีน… เพลงรักของไต้หวัน! ร้องเพลงหวานที่ปักกิ่ง กินยาขมที่กรุงเทพฯ
‘นี่ฉันไง ไม่ใช่ AI’
ดินแดง ราชปรารภ น้ำใจ ไมตรี ระหว่าง ผู้ชุมนุม ก่อนสละชีพ โดยกระสุนเข้ม
นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ชี้ทางสกัดโศกนาฏกรรมในรั้วโรงเรียน ‘ถ้าลิดกิ่งก้าน โดยไม่ปรับปรุงลำต้น เดี๋ยวปัญหาอื่นก็ปรากฏ’
ถ้าสังคมมันเปลี่ยนยาก แล้วโจทย์ต่อไปคืออะไร? ถามก่อนจะปลง
ความหวัง ‘ลงทุน’ ไทย พลิกชะตา ศก.หวังโต 3%
เช็กฐานที่มั่น ตท.26 ‘บิ๊กปู’ กุมบังเหียน ทบ.-ทร. แอนตี้ นโยบาย 2 ปีอัพ สโลว์ดาวน์ ‘ทัพภาค 1’ จับตา พลัง ตท.28
สพป.ชัยนาท แสดงพลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร เสียงหลัง”กำแพง”
E-DUANG | ภาพลักษณ์ ปฏิมา การเมือง ของ ทิม พิธา และ “น้องก้อย”
ขุมทรัพย์จากป่าสู่สูตรยาพลิกโลก ephedrine (1)