bg-single

เช็กฐานที่มั่น ตท.26 ‘บิ๊กปู’ กุมบังเหียน ทบ.-ทร. แอนตี้ นโยบาย 2 ปีอัพ สโลว์ดาวน์ ‘ทัพภาค 1’ จับตา พลัง ตท.28

17.08.2026

รายงานพิเศษ

เช็กฐานที่มั่น ตท.26

‘บิ๊กปู’ กุมบังเหียน

ทบ.-ทร. แอนตี้ นโยบาย 2 ปีอัพ

สโลว์ดาวน์ ‘ทัพภาค 1’

จับตา พลัง ตท.28

โค้งสุดท้าย แต่ยังไม่ท้ายสุด หลังการประชุมบอร์ด 6 เสือกลาโหม ที่กำหนดไว้ 14 สิงหาคม 2569 ที่มี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม นั่งหัวโต๊ะ ที่อาจจะจบในเชิงธุรการตามขั้นตอน พ.ร.บ.กลาโหม 2551

เพราะในวันที่ 14 สิงหาคม บิ๊กคิม พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. ต้องไปต้อนรับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ไปตรวจเยี่ยมกองบิน 1 จ.นครราชสีมา แม้นายกฯ จะยกเลิกการขึ้นบินกับ เอฟ 16 ก็ตาม แต่กว่าจะเสร็จภารกิจ และกลับถึง กทม. ก็บ่ายแก่ๆ แล้ว

นัดหมายครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการของการประชุมคณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลของกระทรวงกลาโหม หรือบอร์ด 6 เสือกลาโหม เพราะในยุคนี้ไม่มี รมช.กลาโหม

และเป็นครั้งแรกที่การประชุมบอร์ด 6 เสือกลาโหม มี รมว.กลาโหมเป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่นเดียวกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ เพราะ พล.ท.อดุลย์ เป็นเตรียมทหารรุ่น 26 รุ่นเดียวกับทั้ง บิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. และ พล.อ.อ.เสกสรร ผบ.ทอ.

แต่ยังคงมีบิ๊กหนุ่ย พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม บิ๊กหยอย พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และบิ๊กเฟื่อง พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร. ที่ยังเป็นรุ่นพี่เตรียมทหาร 24

แม้จะเป็นเพื่อน แต่ก็ต้องยึดตามอำนาจ เพราะ รมว.กลาโหมก็ไม่มีอำนาจในการแทรกแซงการจัดโผทหารของผู้บัญชาการเหล่าทัพ

แม้แต่นายอนุทินก็ยังออกตัวว่า เรื่องโผทหารยิ่งไม่เกี่ยวกับนายกฯ แต่เป็นเรื่องของสภากลาโหม หรือหมายถึงบอร์ดกลาโหมนั่นเอง

ที่กลายเป็นประเด็นและต้องถกเถียงกันอย่างไม่เป็นทางการในบรรดาผู้บัญชาการเหล่าทัพ คือเรื่องนโยบาย การกำหนดให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพจะต้องเหลืออายุราชการอย่างน้อย 2 ปี ซึ่งยังคงทำให้เกิดปัญหาในส่วนของกองทัพบก และกองทัพเรือ

โดยมีการถกเถียงกันว่า เป็นนโยบายจากใคร ระดับใด และจริงหรือไม่ ในส่วนของกองทัพอากาศไม่มีปัญหา เพราะมีแคนดิเดตและยังมีเวลาในการวางตัวนายทหารที่จะขึ้นมาในระดับห้าเสืออากาศและรอชิงเก้าอี้ ผบ.ทอ. เนื่องจาก พล.อ.อ.เสกสรรยังมีอายุราชการถึงตุลาคม 2571 ยังสามารถจัดโยกย้ายนายพลได้ถึง 4 ครั้ง และส่อเค้าว่าได้มีการวางตัวนายทหารที่มีอายุราชการ 2 ปีเป็นอย่างน้อย ไว้แล้วหลายคน

แต่ในส่วนของกองทัพเรือ ได้อ้างธรรมเนียมประเพณีเก่า ที่ไม่เคยกำหนดเรื่องอายุราชการที่เหลือของนายทหารที่จะขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารเรือ เพราะในอดีตมักจะมีอายุราชการแค่ 1 ปี เป็นส่วนใหญ่

พล.ร.อ.นเรศ วงศ์ตระกูล

ทั้งนี้ ในส่วนของกองทัพเรือมีแคนดิเดต ผบ.ทร.ที่มีอายุราชการทั้ง 1 ปีและ 2 ปี และเป็น ตท.26 แต่ด้วยนโยบาย ” 2 ปีอัพ” จึงทำให้ชื่อของบิ๊กเอก พล.ร.อ.นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้ช่วย ผบ.ทร. ซึ่งนอกจากมีอายุราชการถึงตุลาคม 2571 แล้ว ยังเป็นเตรียมทหารรุ่น 26 มีโอกาสขึ้นมาทันที

แม้จะถูกจับตามองว่า พล.ร.อ.ไพโรจน์ต้องการเสนอชื่อ บิ๊กโอ๋ พล.ร.อ.กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ (ผบ.กร.) ซึ่งเป็นประธานโครงการจัดหาเรือฟริเกต เป็น ผบ.ทร.คนใหม่แทน ซึ่งเป็นเตรียมทหารรุ่น 26 แต่มีอายุราชการเหลือแค่ 1 ปี จะเกษียณตุลาคม 2570 นี้

แต่มีกระแสข่าวว่า พล.ร.อ.ไพโรจน์เกรงว่าจะถูกมองว่ามีผลประโยชน์เรื่องโครงการจัดหาเรือฟริเกต หากเสนอชื่อให้ พล.ร.อ.กรวิทย์เป็น ผบ.ทร.คนใหม่ จึงมีข่าวว่าจะเสนอชื่อม้ามืด คือบิ๊กอ๋อย พล.ร.อ.สุชาติ ธรรมพิทักษ์เวช รอง ผบ.ทร. เพื่อนต่างรุ่น ตท.25 ที่สนิทสนมกันมายาวนาน เป็น ผบ.ทร.คนใหม่ แต่มีอายุราชการเหลือแค่ 1 ปี

แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยพลังของ ตท.26 และด้วยความสนิทสนมใกล้ชิดที่ พล.ร.อ.ไพโรจน์ และ พล.ร.อ.นเรศ เรียนหลักสูตรต่างๆ มาด้วยกัน แม้จะต่างรุ่น ตท.24 และ ตท.26 ก็ตาม

จึงทำให้เกิดกระแสข่าวสะพัดแรงในกองทัพเรือว่า พล.ร.อ.ไพโรจน์จะเสนอชื่อ พล.ร.อ.นเรศ เป็น ผบ.ทร.คนใหม่

พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญกับเพื่อน ตท.26 พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. และพล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ.

หาก พล.ร.อ.ไพโรจน์ยอมปฏิบัติตามนโยบาย “อายุราชการ 2 ปี” ก็จะทำให้แรงกดดันตกไปอยู่ที่กองทัพบก แม้ว่าในโผโยกย้ายครั้งนี้จะยังไม่มีการเปลี่ยนตัว ผบ.ทบ.ก็ตาม แต่ก็อาจจะกระทบแผนของ พล.อ.พนา และแกนนำเตรียมทหารรุ่น 26 ที่ต้องการสนับสนุนให้บิ๊กเต้ พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. จากสายรบพิเศษ ให้เป็น ผบ.ทบ.คนต่อไป ในตุลาคม 2570 เมื่อ พล.อ.พนาเกษียณ

แต่หากต้องยึดนโยบาย “อายุราชการ 2 ปี” พล.อ.พนาก็ไม่อาจเลือก พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์เป็น ผบ.ทบ.คนต่อไป

ดังนั้น ในโผโยกย้ายครั้งนี้จะต้องมีการวางตัวนายทหารที่จะขึ้นมานั่งใน 5 เสือกองทัพบก เพื่อเตรียมที่จะขึ้นเป็น ผบ.ทบ.ในปลายปีหน้า ได้ทันพอดี

ดังนั้น หากมองไปที่สูตรอำนาจการ “ไม่เปลี่ยนม้ากลางศึก” จะพบว่า พล.อ.พนาคงไม่เปลี่ยนตัวแม่ทัพที่คุมกำลังรบ ทั้งบิ๊กเติ่ง พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาค 2 บิ๊กกุ้ง พล.ท.วรเทพ บุญญะ แม่ทัพภาค 3 และบิ๊กยูร พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาค 4 ซึ่งเป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 26 ที่จะนั่งเป็นแม่ทัพภาคกันต่อไป แม้จะเกษียณตุลาคม 2570 ซึ่งที่ผ่านมามักต้องขยับขึ้นเป็นพลเอก เพื่อเตรียมเกษียณ

แต่ในยุคนี้ซึ่งเป็นยุคของเตรียมทหาร 26 สามารถเลือกที่จะนั่งคุมอำนาจต่อไปได้

พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร.

ที่สำคัญที่สุดคือ มีรายงานยืนยันว่า แม่ทัพไก่ พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ จะยังนั่งเป็นแม่ทัพภาค 1 ต่อไป จนจะเกษียณราชการในตุลาคม 2571 หมดโอกาสที่จะขึ้นชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ.

โดยเป็นไปตามแผนเดิมที่มีนโยบายจาก “คอแดง” ที่ต้องการให้แม่ทัพภาค 1 ดำรงตำแหน่งมากกว่า 1 ปีขึ้นไป เพื่อพัฒนากองทัพภาค 1 รวมทั้งการเป็นผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ 904 (ผบ.ฉก.ทม.รอ.904) ที่จะทำให้การพัฒนาทั้ง 2 หน่วยต่อเนื่อง

นอกจากนั้น ในภาพรวมยังมีสัญญาณมาถึงกองทัพบก ที่ต้องการชะลอการเติบโตของทหารในกองทัพภาค 1 ไม่ให้เติบโตเร็ว ต่างจากกองทัพภาคอื่นๆ จนเกินไป

เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมา นายทหารที่เป็นแม่ทัพภาค 1 มักจะเป็นรุ่นเด็กกว่าแม่ทัพภาค 2-3-4 เนื่องจากคนที่ขึ้นมาเป็นแม่ทัพภาค 1 ส่วนใหญ่มักถูกวางตัวให้เตรียมขึ้นเป็น 5 เสือกองทัพบกและเป็น ผบ.ทบ.

ด้วยเพราะกองทัพภาค 1 เป็นกองทัพที่เกี่ยวข้องกับการเมือง ทั้งในระดับชาติและการเมืองภายในกองทัพ รวมไปถึงการบริหารจัดการอำนาจในสายคอแดงด้วย จึงทำให้เติบโตเร็ว และรุ่นเตรียมทหารและ จปร. จะทิ้งห่างจากแม่ทัพภาคอื่น

โดยจะเห็นได้ว่าปัจจุบันแม่ทัพภาค 2-3-4 ล้วนเป็นเตรียมทหารรุ่น 26 แต่แม่ทัพภาค 1 พล.ท.วรยสเป็นรุ่นน้องเตรียมทหาร 28 และนั่งเก้าอี้แม่ทัพมาแล้ว 1 ปี กำลังจะเข้าสู่ปีที่ 2 และคาดว่าจะสู่ปีที่ 3 ตามแผนการปรับเปลี่ยนเส้นทางเติบโตของทหารในกองทัพภาค 1 ใหม่

ดังนั้น เมื่อ พล.ท.วรยสต้องเป็นแม่ทัพภาค 1 ต่อไป ก็เท่ากับไม่ได้เป็นแคนดิเดตชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ.อีกแล้ว

พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ.

ส่งผลให้ รอง เสธ.กอล์ฟ พล.ท.สราวุธ ไชยสิทธิ์ รอง เสธ.ทบ. แกนนำเตรียมทหารรุ่น 28 ถูกจับตามองทันที หลังจากที่ในการโยกย้ายเมษายน 2569 ที่ผ่านมา ได้เคยถูกขยับจากแม่ทัพน้อย 1 เข้ากองบัญชาการกองทัพบกเป็นรองเสนาธิการทหารบก ซึ่งเคยถูกจับตามองว่าเป็นการถูกย้ายพ้นเส้นทางอำนาจ หรือว่าเป็นการถูกย้ายมาพักรอ เพื่อเตรียมที่จะขึ้น 5 เสือกองทัพบก

แต่หลังมีรายงานยืนยันว่า พล.ท.วรยสจะนั่งเก้าอี้แม่ทัพภาค 1 ต่อไปโดยไม่ได้ขึ้นมาเป็น 5 เสือกองทัพบก ดังนั้น หากในโผนี้ พล.ท.สราวุธขึ้นเป็นพลเอก หรือ 5 เสือ ทบ. ก็จะกลายเป็นแคนดิเดต ผบ.ทบ.อีกคน อีกทั้งยังมีอายุราชการถึงตุลาคม 2573 หากได้ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ก็จะนั่งยาว 3 ปี ตามนโยบายอายุ 2 ปีอีกด้วย

ที่น่าจับตามองคือ พล.ท.สราวุธยังคงมีสถานภาพเป็นนายทหารคอแดง แม้จะขยับจากกองทัพน้อย 1 มาเป็นรองเสนาธิการทหารบก มา บก.ทบ.แล้วก็ตาม ทำให้ถูกจับตามองว่ามีสถานภาพที่เตรียมพร้อมจะกลับไปเป็นแม่ทัพภาค 1 ก็ได้ หรือจะขึ้นเป็น 5 เสือกองทัพบกก็ได้เช่นกัน ในเมื่อ พล.ท.วรยสไม่ได้ขึ้นมาเป็น 5 เสือกองทัพบกแล้ว

ดังนั้น ในระยะเวลาที่เหลืออีก 1 ปีก่อนที่ พล.อ.พนาจะเกษียณอายุราชการ ก็จะต้องเคลียร์เส้นทางในเรื่องนโยบาย “อายุราชการ 2 ปี” ว่ายังเป็นไปตามเดิมหรือไม่ได้มีข้อกำหนดนี้แล้ว เพื่อเปิดทางให้ พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ เป็น ผบ.ทบ.ก่อน1 ปี แล้วจากนั้น พล.ท.สราวุธจึงค่อยนั่งเป็น ผบ.ทบ.ต่ออีก 2 ปี

เพราะเป็นที่รู้กันภายในกองทัพบก ความสัมพันธ์ระหว่าง พล.อ.พนากับ พล.ท.สราวุธมีความใกล้ชิดสนิทสนม รวมถึงสนิทสนมกับ พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ด้วย ดังนั้น พล.ท.สราวุธก็ไม่ได้เร่งรีบที่จะขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ. เพราะโดยอายุราชการแล้วสามารถที่จะรอได้

หากดูเส้นทางการเจริญเติบโตของ พล.ท.สราวุธ ก็มีต้นกำเนิดมาจากทหารรักษาพระองค์ จาก ร.1 รอ. ก่อนที่ต่อมาจะไปเติบโตในกองพลทหารราบที่ 9 และเคยเป็นผู้บังคับการกรม และเป็นผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ ของกองกำลังสุรสีห์ ดูแลชายแดนไทย-เมียนมามาตลอดหลายปี

รวมทั้งเคยลงไปปฏิบัติหน้าที่ในชายแดนภาคใต้ และเคยเป็นผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 (ผบ.มทบ.11) ก่อนขยับไปเป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ขึ้นเป็นรองแม่ทัพภาค 1 และแม่ทัพน้อย 1

ดังนั้น ในระดับ 5 เสือกองทัพบก ในโผใหม่นี้คาดว่าจะมีเตรียมทหารรุ่น 28 ขึ้นมานั่งหนึ่งเก้าอี้ ท่ามกลางเตรียมทหารรุ่น 26 และ 27 ซึ่งก็คาดว่าจะเป็น พล.ท.สราวุธ

ดังนั้น ในห้วงท้ายสุดที่เหลืออีกประมาณไม่เกินสองสัปดาห์จะเสร็จสิ้นขั้นตอนทางธุรการจะถือเป็นโค้งสุดท้าย เพราะแม้ว่าจะมีการประชุมบอร์ด 6 เสือกลาโหม เมื่อ 14 สิงหาคมที่ผ่านมาหรือไม่ก็ตาม แต่หากเกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ หรือมีสัญญาณใดๆ ก็อาจจะมีการเรียกประชุมอีกครั้งได้เสมอ

เพราะยังดูเหมือนว่าในกองทัพบกยังมีความพยายามที่จะดัน พล.ท.วรยสให้ขึ้นมาเป็น 5 เสือกองทัพบก เพื่อเก้าอี้ ผบ.ทบ. ที่ต้องมีการวัดพลังอำนาจในสายคอแดงไม่น้อย

แต่บรรยากาศเหล่านี้คงจะจบลงตามฤดูกาลโยกย้าย ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมชาติของฤดูกาลนี้ที่ระยะเวลาประมาณสองเดือนก่อนที่จะมีการทูลเกล้าฯ โผทหาร ก็จะมีบรรยากาศของการวัดพลังกันเช่นนี้ มายาวนาน และเมื่อโผจบลง ทุกอย่างก็จะสงบเรียบร้อย

รอวันปะทุในฤดูกาลโยกย้ายใหม่ เป็นวงจรเช่นนี้เสมอ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | “ทางออก” อันเป็น “ทางเลือก” หาก อนุทิน ชาญวีรกูล อำลา
ควันหลงเยือนจีน… เพลงรักของไต้หวัน! ร้องเพลงหวานที่ปักกิ่ง กินยาขมที่กรุงเทพฯ
‘นี่ฉันไง ไม่ใช่ AI’
ดินแดง ราชปรารภ น้ำใจ ไมตรี ระหว่าง ผู้ชุมนุม ก่อนสละชีพ โดยกระสุนเข้ม
นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ชี้ทางสกัดโศกนาฏกรรมในรั้วโรงเรียน ‘ถ้าลิดกิ่งก้าน โดยไม่ปรับปรุงลำต้น เดี๋ยวปัญหาอื่นก็ปรากฏ’
ถ้าสังคมมันเปลี่ยนยาก แล้วโจทย์ต่อไปคืออะไร? ถามก่อนจะปลง
ความหวัง ‘ลงทุน’ ไทย พลิกชะตา ศก.หวังโต 3%
เช็กฐานที่มั่น ตท.26 ‘บิ๊กปู’ กุมบังเหียน ทบ.-ทร. แอนตี้ นโยบาย 2 ปีอัพ สโลว์ดาวน์ ‘ทัพภาค 1’ จับตา พลัง ตท.28
สพป.ชัยนาท แสดงพลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร เสียงหลัง”กำแพง”
E-DUANG | ภาพลักษณ์ ปฏิมา การเมือง ของ ทิม พิธา และ “น้องก้อย”
ขุมทรัพย์จากป่าสู่สูตรยาพลิกโลก ephedrine (1)