เศรษฐกิจ
ความหวัง ‘ลงทุน’ ไทย
พลิกชะตา ศก.หวังโต 3%
เมื่อรัฐบาลไทยตั้งเป้าจะผลักดันเศรษฐกิจไทยให้โตเกิน 3% ต่อปี เห็นแววว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ดังนั้นจึงต้องหาเครื่องยนต์เสริมที่จะมาช่วยขับเคลื่อนประเทศให้บรรลุเป้าหมายให้ได้
หนึ่งเครื่องยนต์เสริมที่รัฐบาลกำลังวางไว้เป็นแนวทางหลักคือ ‘การลงทุน’ เพราะไม่เพียงเป็นการเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพการผลิต สร้างอุตสาหกรรมใหม่ ดึงเทคโนโลยีเข้าประเทศ และเปิดทางให้ไทยขยับขึ้นไปแข่งขันในห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก
โดยรัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมของประเทศให้เข้าใกล้ 30% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพี ภายในปี 2572 จากปัจจุบันที่อยู่ระดับกว่า 20%
ซึ่งหมายความว่า ภารกิจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเร่งลงทุนภาครัฐ แต่ต้องทำให้ภาคเอกชนและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI เข้ามาเป็นแรงส่งสำคัญด้วย
ขุนคลัง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มองว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI การเข้าสู่สังคมสูงวัย และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ทำให้ประเทศต่างๆ เร่งแข่งขันกันดึงดูดการลงทุนและปรับห่วงโซ่อุปทานใหม่
ฉะนั้น ไทยจึงไม่สามารถยืนอยู่กับโครงสร้างเศรษฐกิจเดิมได้ แต่ต้องใช้จังหวะการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นโอกาส ‘ยกเครื่อง’ ประเทศ ผ่านการลงทุนที่จะช่วยสร้างความพร้อม ลดอุปสรรค และเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุน
เป้าหมายของรัฐบาลจึงไม่ได้มีเพียงการเพิ่มตัวเลขเงินลงทุน แต่ต้องการผลักดันไทยให้เป็นฐานการลงทุนสำคัญของภูมิภาค พร้อมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
กลไกสำคัญคือคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. ซึ่งเข้ามาทำหน้าที่เชื่อมการทำงานระหว่างรัฐกับเอกชน ตั้งแต่การเสนอแนวทางส่งเสริมการลงทุน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงการแก้ไขกฎระเบียบและอุปสรรคที่ทำให้การลงทุนเดินหน้าได้ช้า
กรอบดังกล่าววางเป้าหมายไว้ 3 ด้าน ทั้งการผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตมากกว่า 3% การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยให้ติด 20 อันดับแรกของโลก และการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมให้เข้าใกล้ 30% ของจีดีพี
เมื่อไล่เรียงยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลวางไว้ พบว่ามี 5 กลุ่มใหญ่ที่จะถูกใช้เป็นเครื่องยนต์การสร้างเศรษฐกิจใหม่
เริ่มจาก หนึ่ง การผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการเปลี่ยนผ่านการลงทุนและอุตสาหกรรม โดยไม่ได้ทิ้งอุตสาหกรรมเดิม แต่จะยกระดับควบคู่กับการสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ ตั้งแต่พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ การแพทย์ และอาหารแห่งอนาคต พร้อมเร่งรัดกระบวนการอนุมัติใบอนุญาตผ่านไทยแลนด์ ฟาสต์พาส พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งไฟฟ้า น้ำ และพื้นที่รองรับการลงทุน รวมถึงยกระดับทักษะแรงงานผ่าน Skill Bridge เพื่อให้ไทยไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่รับเงินลงทุน แต่ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลกได้ด้วย
เครื่องยนต์ที่สองที่เตรียมไว้คือ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และดิจิทัล ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนใน AI เซมิคอนดักเตอร์ และการออกแบบชิปให้ได้ 1 แสนล้านบาทภายในปี 2570 พร้อมผลักดันให้เศรษฐกิจ AI สร้างมูลค่าเพิ่มคิดเป็น 5% ของจีดีพี
ถัดมาเครื่องยนต์ที่สามคือ Green Hub หรือศูนย์กลางสีเขียว ที่จะใช้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเป็นโอกาสดึงการลงทุนใหม่ ทั้งพลังงานสะอาด โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ รถยนต์ไฟฟ้า ระบบขนส่งสีเขียว และตลาดคาร์บอน
ส่วนเครื่องยนต์ที่ 4 ศูนย์กลางบริการทางการเงิน (Financial Hub) จะใช้จุดแข็งด้านระบบการเงิน ตลาดทุน การธนาคาร ประกันภัย และการบริหารความมั่งคั่งมาช่วยเปิดทางให้ธุรกิจนวัตกรรม สตาร์ตอัพ และผู้ประกอบการไทยเข้าถึงเงินทุน
ขณะที่เครื่องยนต์สุดท้ายคือ ศูนย์กลางการลงทุนด้านการแพทย์ (Medical Investment Hub) จะยกระดับไทยสู่ฐานผลิตและศูนย์กลางนวัตกรรมทางการแพทย์ ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา ยา เครื่องมือแพทย์ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง
อย่างไรก็ตาม การมีแผนลงทุนจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าเม็ดเงินจะไหลเข้าประเทศโดยอัตโนมัติ เพราะสำหรับภาคเอกชน ‘ความเชื่อมั่น’ ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจลงทุน
มุมจากนักวิชาการ สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เห็นว่า การเร่งส่งเสริมการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนเป็นทิศทางที่ถูกต้อง แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้การเพิ่มเม็ดเงินลงทุน คือการเลือกว่าจะลงทุนในอะไร และนำศักยภาพที่ไทยมีอยู่แล้วมาต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ
นอกจากอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจอย่าง AI และดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว ไทยไม่ควรมองข้ามอุตสาหกรรมที่มีพื้นฐานและศักยภาพอยู่แล้ว โดยเฉพาะภาคเกษตร ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมอาหารที่มีความก้าวหน้าและแข่งขันในตลาดโลกได้มากขึ้น
พร้อมกันนั้น ไทยควรให้น้ำหนักกับภาคบริการ ควบคู่กับภาคการผลิต โดยใช้บริการเป็นกลไกสนับสนุนและจูงการผลิต เพราะหากไทยมุ่งแข่งขันด้วยภาคการผลิตเพียงอย่างเดียว ยังคงมีข้อจำกัดจากต้นทุนที่สูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ทั้งเวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเมียนมา
ภาคบริการที่กล่าวมาจึงไม่ได้มีเพียงการท่องเที่ยว แต่ครอบคลุมตั้งแต่การแพทย์และสาธารณสุข กีฬาเชิงพาณิชย์ อุตสาหกรรมบันเทิง เศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยี เวลเนส ไปจนถึงธุรกิจอาหารและการรับประทานอาหารนอกบ้าน ซึ่งไทยมีโอกาสพัฒนาให้แข่งขันได้ และที่สำคัญคือต้องเชื่อมโยงกลับมายังภาคการผลิตให้มากขึ้น และหากสามารถต่อยอดให้เกิดธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิตและบริการได้ ก็จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
เพราะการพาเศรษฐกิจไทยโตเกิน 3% อาจไม่ได้วัดกันที่เม็ดเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้าง ‘ความเชื่อมั่น’ ให้เอกชนกล้าลงทุน และทำให้เม็ดเงินลงทุนถูกจุด และต่อยอดจุดแข็งของประเทศได้จริง
เพื่อพาเศรษฐกิจกลับโตเกิน 3% อย่างที่รัฐบาลหวังไว้!!
