bg-single

คุยกับทูต : ระห์หมัด บูดีมัน สัมพันธ์อินโดฯ-ไทย 72 ปี แห่งความเข้าอกเข้าใจ (2)

21.03.2022

รายงานพิเศษ

ชนัดดา ชินะโยธิน

[email protected]

 

คุยกับทูต ระห์หมัด บูดีมัน

สัมพันธ์อินโดฯ-ไทย

72 ปี แห่งความเข้าอกเข้าใจ (2)

 

ประเทศไทยและอินโดนีเซีย สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ.2493 (1950) และดำเนินไปด้วยดี โดยมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี

ความสำเร็จที่สำคัญของความสัมพันธ์ไทย-อินโดนีเซีย ตลอดระยะเวลา 72 ปีก็คือ ข้อตกลงในความร่วมมือที่ทั้งสองประเทศมีร่วมกันนั้นครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง สังคมและวัฒนธรรม

โดยเฉพาะในด้านการค้า อินโดนีเซียเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของไทยในอาเซียน เป็นตลาดใหญ่สำหรับสินค้าเกษตรกรรมจากไทย

ในด้านการท่องเที่ยว ก่อนหน้ายุคการแพร่ระบาดของโควิด-19 ชาวอินโดนีเซียมาท่องเที่ยวในประเทศไทยราว 450,000 คน และชาวไทยไปเยือนอินโดนีเซียราว 150,000 คนต่อปี

นายระห์หมัด บูดีมัน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซียประจำประเทศไทย

สําหรับองค์ประกอบที่สามารถมีส่วนในการสร้างห่วงโซ่การค้า การพาณิชย์ และธุรกิจอย่างต่อเนื่องระหว่างอินโดนีเซียและไทย

เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอินโดนีเซียประจำประเทศไทย นายระห์หมัด บูดีมัน (H.E. Mr. Rachmat Budiman) ชี้แจงว่า

“เราในฐานะสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน (ASEAN) อินโดนีเซียและไทยมีโอกาสที่จะเพิ่มความร่วมมืออย่างใกล้ชิดเพื่อรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19”

“ทั้งสองประเทศมีศักยภาพมหาศาลในการสร้างห่วงโซ่อุปทานอย่างยืดหยุ่นร่วมกัน เพื่อใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบที่มีอยู่มากมาย รวมทั้งกำลังคน และตลาดที่พร้อมใช้งาน”

“นอกจากนี้ อินโดนีเซียและไทยสามารถใช้ระบบนิเวศสนับสนุนในระดับภูมิภาค เช่น อาเซียนและความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) เพื่อสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งขึ้นและเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของทั้งสองประเทศ”

“อินโดนีเซียเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับสามของไทยในอาเซียน รองจากมาเลเซียและเวียดนาม และคู่ค้ารายใหญ่อันดับเจ็ดของโลก การค้าระหว่างอินโดนีเซียและไทยในปี 2021 มีมูลค่า 16.98 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการส่งออกจากไทยมีมูลค่า 8.86 พันล้านดอลลาร์ และการนำเข้ามูลค่า 8.12 พันล้านดอลลาร์”

สถานเอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย

“อินโดนีเซียและไทยสามารถส่งเสริมกลไกทวิภาคีในภาคเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะในยุคดิจิตอลซึ่งต้องเผชิญกับการระบาดใหญ่ของโควิด-19”

“ดังนั้น ทั้งสองประเทศจึงควรเดินหน้าสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ และขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน ตลอดจนลดอุปสรรคทางการค้าที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน”

“โดยอินโดนีเซียและไทยสามารถประสานจุดแข็งเชิงเปรียบเทียบในด้านต่างๆ เช่น อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เวชภัณฑ์และอุปกรณ์ พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ เศรษฐกิจดิจิตอล เศรษฐกิจหมุนเวียนสีเขียว SMEs การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตลอดจนอุตสาหกรรมสตาร์ตอัพระหว่างสองประเทศ”

“ประเทศไทยและอินโดนีเซียควรส่งเสริมความมุ่งมั่นในการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนเพื่อเพิ่มความร่วมมือในการการค้าและการลงทุนในลักษณะที่สมดุลและเป็นประโยชน์ร่วมกันสำหรับทั้งสองประเทศ”

“นอกจากนี้ ทั้งสองประเทศควรทำงานร่วมกันและสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพื่อดำเนินการตามแนวทางการพัฒนาให้บรรลุวิสัยทัศน์ของประเทศ ด้วยการสร้างแบบจำลองเศรษฐกิจใหม่พร้อมกลไกในการขับเคลื่อนให้เกิดการเติบโตใหม่ที่ยึดเอาตามความยืดหยุ่นและความยั่งยืน”

 

เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา การระบาดของไวรัสสายพันธุ์โอมิครอน ทำให้อินโดนีเซียต้องยกระดับการควบคุมโรคขึ้นเป็นระดับ 3 ในจาการ์ตา บาหลี ยอกยาการ์ตา และบันดุง

ซึ่งภายใต้กฎใหม่นี้ ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ตและห้างสรรพสินค้าเปิดรับลูกค้าได้เพียงร้อยละ 60 จากความจุทั้งหมด

ขณะที่ศาสนสถานอนุญาตให้ประชาชนเข้าประกอบพิธีกรรมได้เพียงร้อยละ 50 เท่านั้น

ส่วนกระทรวงคมนาคมอินโดนีเซีย ระบุว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติยังสามารถเดินทางเข้าอินโดนีเซียได้ ถ้ามีเอกสารที่ถูกต้องตามกำหนด

เยือนมหาวิทยาลัยขอนแก่น

ยุทธศาสตร์ของอินโดนีเซียในการจัดการกับโควิด-19

นายระห์หมัด บูดีมัน กล่าวว่า

“การระบาดระลอกสอง ปี 2021 อินโดนีเซียสามารถจัดการและควบคุมการแพร่กระจายของผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้สำเร็จ ดังที่เห็นได้จากจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม 2021 หลังจากเพิ่มขึ้นสูงในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2021 ถึงมากกว่า 40,000 รายต่อวัน ผู้ป่วยโควิดลดลงเหลือระหว่าง 300 ถึง 500 รายต่อวัน”

“ความสำเร็จของรัฐบาลอินโดนีเซียในการควบคุมการระบาดใหญ่ของไวรัสโควิด-19 อาจเกิดจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการ ได้แก่ การดำเนินการตามนโยบายควบคุมโรคระบาด หรือมาตรการจำกัดกิจกรรมทางสังคมขนาดใหญ่ (Pembatasan Sosial Berskala Besar หรือPSBB ) และโปรแกรมการฉีดวัคซีนของเรา”

“PSBB เป็นรูปแบบที่จำกัดของการล็อกดาวน์ โดยไม่อนุญาตให้มีกิจกรรมเชิงพาณิชย์ที่ไม่จำเป็นและไม่สำคัญ”

“รัฐบาลเริ่มโครงการฉีดวัคซีนแห่งชาติในช่วงต้นเดือนมกราคม 2021 โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ชาวอินโดนีเซียได้รับวัคซีน 208 ล้านคน ซึ่งคิดเป็น 70% ของประชากรทั้งหมด ภายในสิ้นปี 2021 โดยเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2022 จำนวน V1 สูงถึง 90.23% (187 ล้านโดส) และ V2 64.53% (134 ล้านโดส)”

คำว่า ล็อกดาวน์ ถูกแทนที่ด้วยข้อจำกัดทางสังคมขนาดใหญ่ (PSBB) ในอินโดนีเซียด้วยกฎระเบียบที่ยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจอยู่รอด

“แต่ตอนนี้ ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์โอมิครอน (Omicron variant) แพร่กระจายไปทั่วประเทศ ผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว”

“จากข้อมูลเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2022 ผู้ป่วยโควิด-19 ในอินโดนีเซียมีจำนวนถึง 539,214 ราย ซึ่งรวมถึงผู้ป่วยที่เพิ่มอีก 24,728 รายในวันเดียวกัน”

“รัฐบาลอินโดนีเซียให้วัคซีนแก่ประชาชนรวมทั้งเด็กอายุ 5-11 ปีตั้งแต่เดือนธันวาคม 2021”

“เราได้เริ่มให้วัคซีนบูสเตอร์ (เข็มที่ 3) แก่ประชาชนด้วย นอกเหนือจากการนำนโยบายการจำกัดขนาดใหญ่มาใช้อีกครั้ง (PSBB) และจากข้อมูลล่าสุดในวันที่ 1 มีนาคม 2022 การฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในอินโดนีเซียมีจำนวนถึง 345,697,245 โดส”

 

ปัจจุบันอินโดนีเซียกำลังต่อสู้กับการระบาดระลอกสามของโรคโควิด-19 ที่เกิดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอมิครอน โดยทางการจำกัดจำนวนผู้เข้าทำงานในออฟฟิศสูงสุดที่ 50% สำหรับพื้นที่ที่มีการแพร่เชื้อในระดับสูง ขณะพนักงานส่วนที่เหลือให้ทำงานจากที่บ้าน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผลการศึกษาเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันการติดเชื้อโอมิครอน อาจยังไม่เพียงพอ แต่ที่แน่ชัด โอมิครอนไม่ใช่ไวรัสสายพันธุ์ไร้เดียงสาที่ไม่อันตรายเหมือนที่เราเข้าใจก่อนหน้านี้ ผู้ที่ติดเชื้ออาจมีได้ทั้งที่ไม่รุนแรง ไม่แสดงอาการ หรืออาจก่อโรคร้ายแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

การกลับมาใช้ชีวิตหลังคลายล็อกดาวน์ จึงยังต้องให้ความสำคัญกับการดูแลตนเอง ระมัดระวัง ป้องกันการติดเชื้อ ตามสไตล์วิถี New Normal ในแบบที่เราเคยเป็น •



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร