bg-single

สงครามรัสเซีย-ฟินแลนด์ ประวัติศาสตร์ที่อาจซ้ำรอยที่ยูเครน

30.03.2022

วิกฤตการณ์สงครามในยูเครนที่ปะทุขึ้นจากการที่ชาติมหาอำนาจอย่างรัสเซียนำกำลังทหารเข้ารุกรานประเทศเพื่อนบ้านที่เล็กกว่าอย่างยูเครนจะจบลงอย่างไร เวลานี้ยังไม่มีใครรู้

แต่สถานการณ์การรบที่หลายฝ่ายเคยคาดเอาไว้ว่ารัสเซียจะสามารถบุกยึดกรุงเคียฟได้ภายในเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมง จัดตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดได้อย่างง่ายดาย กลับยืดเยื้อมาแล้วเกือบ 1 เดือน

รัสเซียเจอกับการต่อต้านจากยูเครนอย่างแข็งแกร่ง และต้องสูญเสียกำลังทหารไปจำนวนมาก

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ย้อนกลับไปนึกถึงสงครามระหว่างสหภาพโซเวียตที่นำกำลังบุกฟินแลนด์เมื่อ 80 ปีก่อน ที่อาจเป็น “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” ที่เกิดขึ้นอีกครั้งในวันนี้

 

“สงครามฤดูหนาว” ระหว่างสหภาพโซเวียตและฟินแลนด์ ที่เป็นจุดกำเนิดของระเบิดเพลิงทำมืออย่าง “โมโลตอฟ ค็อกเทล” เกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ปี 1939 ถึงเดือนมีนาคม 1940

เป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ถูกนำมาเปรียบเทียบกับสงครามรัสเซีย-ยูเครนในปัจจุบัน

เหตุผลไม่ใช่เพียงแค่ข้ออ้างของสหภาพโซเวียตในการรุกรานในเวลานั้นจะคล้ายคลึงกับข้ออ้างของรัสเซียที่ใช้บุกยูเครนในเวลานี้เท่านั้น

แต่เพราะสงครามฤดูหนาวอาจเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าชาติที่เล็กกว่า มียุทโธปกรณ์ และกำลังทหารน้อยกว่าก็อาจเป็น “แจ๊กผู้ฆ่ายักษ์” ได้

จุดเริ่มต้นของสงครามมีขึ้นหลังจาก “นาซีเยอรมัน” และ “สหภาพโซเวียต” ลงนามในสนธิสัญญาไม่รุกรานซึ่งกันและกันเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “โมโลตอฟ-ริบเบนทรอป” ที่ตั้งชื่อตามรัฐมนตรีต่างประเทศของสองชาติอย่าง “วยาเชสลาฟ โมโลตอฟ” ของโซเวียต และ “โจอาคิม ฟอน ริบเบนทรอป” ของนาซีเยอรมัน

สหภาพโซเวียตและนาซีเยอรมันทำข้อตกลงลับในการแบ่งแยกยุโรปออกเป็นสองซีกภายใต้การยึดครองของสองฝ่ายโดยมีเส้นเขตแดนที่ผ่ากลางประเทศโปแลนด์ โดยฟินแลนด์นั้นอยู่ภายใต้การดูแลของสหภาพโซเวียต

สองสัปดาห์หลังจากนั้น นาซีเยอรมันรุกรานโปแลนด์จากทางตะวันตก และนั่นเป็นการจุดชนวนสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น ตามมาด้วยสหภาพโซเวียตที่บุกและยึดครองโปแลนด์ฝั่งตะวันออก

 

หลังจากโปแลนด์ถูกลบออกจากแผนที่โลก โจเซฟ สตาลิน ผู้นำสหภาพโซเวียตหันไปหาฟินแลนด์ หวังจะฟื้นคืนเขตแดนในยุคจักรวรรดิรัสเซียขึ้นมาอีกครั้ง โดยสตาลินกล่าวหารัฐบาลฟินแลนด์ว่ามีแนวคิดฟาสซิสต์ และเป็นภัยคุกคามต่อเมืองเลนินการ์ด หรือที่รู้จักกันในปัจจุบันว่า “เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก” ซึ่งมีชายแดนติดกัน

ฟินแลนด์ปฏิเสธข้อเสนอของสหภาพโซเวียตในการยกดินแดนที่ติดกับเลนินการ์ด แลกกับการให้ดินแดนอื่นทดแทน

หลังการเจรจาทางการทูตไม่ประสบผล สหภาพโซเวียตนำกองทัพบุกฟินแลนด์ในวันที่ 30 พฤศจิกายน ปี 1939 พร้อมกับกำลังทหารที่มากกว่าฟินแลนด์ถึง 2 เท่า มีรถถัง 5,000 คัน และเครื่องบินรบมากถึง 4,000 ลำ เทียบกับฟินแลนด์ที่มีรถถังและเครื่องบินรบจำนวนหลักสิบเท่านั้น โดยสหภาพโซเวียตคาดว่าฟินแลนด์จะยอมแพ้อย่างง่ายดาย

แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น กองทัพฟินแลนด์รบท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บถึงติดลบ 45 องศาท่ามกลางหิมะหนายืดเยื้อยาวนานกว่า 3 เดือน

หลังสิ้นสุดสงครามภายใต้สนธิสัญญามอสโก กองทัพฟินแลนด์สามารถสังหารทหารโซเวียตได้มากกว่าที่โซเวียตทำได้ถึง 5 เท่า เสียดินแดนไป 10 เปอร์เซ็นต์

และที่สำคัญฟินแลนด์ยังคงสถานะประเทศที่มีเอกราชเป็นของตัวเอง

 

นักวิเคราะห์มองว่า ฟินแลนด์ทำเช่นนั้นได้ด้วยการสู้รบอย่างชาญฉลาด เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ มีแรงบันดาลใจในการปกป้องบ้านเกิดเมืองนอนและครอบครัว และเช่นเดียวกันกับยูเครน

ระเบิดขวดที่บรรจุน้ำมันติดเศษผ้าเป็นที่รู้จักกันตั้งแต่สงครามกลางเมืองในสเปน แต่ชาวฟินแลนด์เป็นผู้ถือกำเนิดชื่อ “โมโลตอฟ ค็อกเทล” เพื่อหยาม “โมโลตอฟ” รัฐมนตรีต่างประเทศสหภาพโซเวียตในเวลานั้น และนำมาใช้สู้กับทหารโซเวียตได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดียวกับที่ชาวยูเครนนำมาใช้กับรัสเซียในเวลานี้

ด้านกองทัพฟินแลนด์ใช้กลยุทธ์ “ม็อตติ” การสู้รบแบบกองโจรเคลื่อนที่ด้วยสกี พรางตัวในหิมะลอบโจมตีกองทหารและขบวนทัพของโซเวียตอย่างมีประสิทธิภาพ และนั่นเทียบได้กับเหตุการณ์ทหารยูเครนลอบโจมตีขบวนรถรัสเซียที่มุ่งหน้ากรุงเคียฟ จนติดขัดยาวกว่า 60 กิโลเมตรนานหลายวัน

อีกเหตุผลที่ฟินแลนด์ ต่อต้านโซเวียตได้แม้จะโดนโจมตีทางอากาศอย่างไม่เลือกหน้าเข้าใส่กรุงเฮลซิงกิอย่างต่อเนื่องก็คือความช่วยเหลือจากต่างประเทศ เช่นเดียวกับที่ยูเครนได้รับในเวลานี้

ฟินแลนด์ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้านอย่างสวีเดน ได้รับอาวุธยุทโธปกรณ์จากหลายๆ ชาติ องค์กรสันนิบาตแห่งชาติ ประณามการรุกรานฟินแลนด์ของโซเวียต เช่นเดียวกับที่องค์การสหประชาชาติประณามรัสเซียในเวลานี้

ขณะที่ยูเครนที่ได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตกอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐที่อนุมัติงบฯ มากถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐช่วยเหลือยูเครนในด้านต่างๆ หลายชาติส่งขีปนาวุธต่อต้านรถถัง ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยาน อาวุธปืน เครื่องกระสุน จำนวนมากหลั่งไหลสู่ยูเครนอย่างต่อเนื่อง

 

จากนี้ไปยังไม่มีใครรู้ว่าวิกฤตการณ์ในยูเครนจะจบลงเช่นไร ในทางหนึ่งอาจจะจบลงในแง่ดีด้วย “ประวัติศาสตร์ที่ซ้ำรอย” ที่เคยเกิดขึ้นในฟินแลนด์

นักวิเคราะห์มองว่า วิกฤตการณ์ในยูเครนอาจจบลงด้วยการเจรจาทางการทูตประนีประนอมกันระหว่างยูเครนและรัสเซีย โดยยูเครนอาจต้องยอมสูญเสียดินแดนทางตะวันออกบางส่วนอย่างเช่นไครเมีย และภูมิภาคดอนบาส ที่รัสเซียผนวกไปก่อนหน้านี้

ขณะที่รัสเซียอาจต้องยอมให้รัฐบาลยูเครนภายใต้การนำของโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ได้รับการันตีด้านความมั่นคงจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษเป็นการแลกเปลี่ยน

หรือในอีกทางหนึ่งสงครามในยูเครน อาจกลายเป็น “ประวัติศาสตร์หน้าใหม่” ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 3 ก็เป็นได้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร