bg-single

สงครามในบ้านของรัสเซีย! สงครามของปูตินกับคนรุ่นใหม่/ยุทธบทความ สุรชาติ บำรุงสุข

16.05.2022

ยุทธบทความ

สุรชาติ บำรุงสุข

 

สงครามในบ้านของรัสเซีย!

สงครามของปูตินกับคนรุ่นใหม่

 

ความคิดที่ไร้สติของปูตินได้คร่าชีวิตของคนหนุ่มจำนวนมาก [ในสงครามยูเครน]”

Andrei Kolesnikov (2022)

 

บทบาทของคนหนุ่มสาวในการต่อสู้ทางการเมืองปรากฏให้เห็นในทุกยุคและในทุกสังคมเสมอ ปรากฏการณ์สำคัญของบทบาททางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในศตวรรษที่ 21 คงต้องให้เครดิตกับการลุกขึ้นสู้กับระบอบเผด็จการใน “อาหรับสปริง” และตามมาด้วยการเรียกร้องประชาธิปไตยของคนหนุ่มสาวในหลายเมือง ไม่ว่าในฮ่องกง เมียนมา และไทย เป็นต้น

แน่นอนว่าบทบาททางการเมืองของคนหนุ่มสาวไม่ใช่เรื่องใหม่ และเป็นหน้าหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองของหลายประเทศ แม้ในประเทศที่ระบอบเผด็จการเข้มแข็ง ก็ไม่สามารถที่จะปิดกั้นการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ได้ทั้งหมด ดังเช่นคนหนุ่มสาวในยุค “รัสเซียของปูติน” ที่แม้จะมีการใช้ระบอบอำนาจนิยมปิดกั้นเสรีภาพอย่างเต็มที่

แต่กระแสต่อต้าน “ระบอบปูติน” ในหมู่คนรุ่นใหม่ยังคงเกิดขึ้นในรูปแบบต่างๆ

 

กำเนิดระบอบปูติน

สหภาพโซเวียตรัสเซียล่มสลายไปกับการสิ้นสุดของสงครามเย็น พร้อมกับพาระบอบการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์รัสเซียที่เคยครองอำนาจอย่างเข้มแข็งล่มสลายตามไป ซึ่งส่งผลให้ความเป็น “รัฐมหาอำนาจ” ที่เคยยิ่งใหญ่ในเวทีโลกต้องถดถอย และนำไปสู่การกำเนิดของ “รัฐรัสเซีย” อีกครั้ง

การสิ้นสลายของระบอบคอมมิวนิสต์เป็นความหวังอย่างมากถึงกระบวนการการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย

และเป็นความหวังอย่างมากอีกด้วยว่า จะเป็นเส้นทางสู่การสร้างเศรษฐกิจเสรีนิยม อันจะทำให้เกิดการเดินคู่ขนานระหว่าง “การเมืองเสรีนิยม” กับ “เศรษฐกิจเสรีนิยม”

ซึ่งทั้งสองปัจจัยนี้ในทางทฤษฎีรัฐศาสตร์จะเป็นแรงขับเคลื่อนของการสร้าง “สังคมเสรีนิยม” และจะยังผลโดยตรงให้ “ประชาธิปไตยเสรีนิยม” มีความเข้มแข็งมากขึ้น และมาพร้อมกับการมีนิติรัฐ และเสรีภาพของคนในสังคม อีกทั้งมีรัฐบาลที่อดทนต่อความเห็นต่าง

แต่ทฤษฎีรัฐศาสตร์กลับมีอาการ “ชะงักงัน” เพราะผลที่เกิดขึ้นในรัสเซียกลับไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น

กล่าวคือ การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของรัสเซียไม่สามารถสร้างระบอบการเมืองแบบเสรีนิยมได้จริง และมีสภาวะแบบ “ครึ่งๆ กลางๆ”

กล่าวคือ การเลือกตั้งไม่ใช่เส้นทางที่จะนำไปสู่ความหวังของการสร้างระบอบประชาธิปไตย แต่กลับนำไปสู่ระบอบที่นักรัฐศาสตร์ในสาขา “เปลี่ยนผ่านวิทยา” ต้องหันกลับมาทำความเข้าใจใหม่ อันเป็นการกำเนิดของ “ระบอบพันทาง” หรือที่เรียกว่า “ระบอบไฮบริด” (Hybrid Regime)

ระบอบเช่นนี้เป็นคำตอบถึงการขึ้นสู่อำนาจของประธานาธิบดีปูติน (และว่าที่จริง ก็ไม่ต่างกับผู้นำสายอำนาจนิยมในโลกปัจจุบันเช่นกันด้วย)… การเมืองในระบอบดังกล่าวมีสภาวะที่ไม่เป็นเผด็จการเต็มรูป แต่ก็ไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มรูป จนอาจเรียกในเชิงภาพลักษณ์ว่าเป็น “ระบอบครึ่งๆ กลางๆ” หรือเป็น “ระบอบผสม”

ในระบอบเช่นนี้ การเลือกตั้งไม่ใช่การตัดสินของประชาชนในการเลือกผู้ปกครองประเทศ แต่การเลือกตั้งถูกใช้เป็นเครื่องมือของการสร้างความชอบธรรมในการขึ้นสู่อำนาจของผู้นำเก่า ขณะเดียวกันก็สร้างกติกาและข้อกำหนดต่างๆ ที่เอื้อให้ผู้นำสายอำนาจนิยมมี “ภาพลักษณ์ที่ดี” โดยใช้การเลือกตั้งเป็นการโฆษณาในเวทีโลก การเลือกตั้งแบบนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างระบอบพันทาง และทำหน้าที่เป็น “ผงซักฟอก” ทางการเมือง ดังนั้น กระบวนการนี้จึงไม่ได้มุ่งหวังที่จะสร้างระบอบประชาธิปไตย

ระบอบพันทางของการเมืองแบบ “ครึ่งๆ กลางๆ” เช่นนี้ ไม่ได้มีแต่ในรัสเซีย หากแต่เกิดในหลายประเทศในยุคปัจจุบัน จนอาจต้องกล่าวว่า ระบอบพันทางคือการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองของผู้นำเก่าด้วยการเลือกตั้งภายใต้ข้อกำหนดของฝ่ายอำนาจนิยมเดิม หรือเป็นการกำเนิดของ “ระบอบเผด็จการใหม่ของศตวรรษที่ 21”

ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครเป็นตัวแทนของระบอบนี้ได้ดีเท่ากับประธานาธิบดีปูติน ระบอบไฮบริดรัสเซียเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในทางทฤษฎี

ถนนการเมืองสายนี้ทำให้ประธานาธิบดีปูตินสามารถสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบอบใหม่ที่มอสโกได้อย่างยาวนาน

จนเกิดสิ่งที่ขอเรียกว่า “รัสเซียของปูติน” ที่มีความเป็นเผด็จการมากขึ้นอย่างชัดเจน แม้คนหนุ่มสาวหลายคนเติบโตมากับ “ระบอบของปูติน” แต่ต้องไม่ลืมว่าคนเหล่านี้เติบโตในสังคม “ยุคหลังโซเวียต” ที่สหภาพโซเวียตรัสเซียและพรรคคอมมิวนิสต์ได้ล่มสลายไปหมดแล้ว

และพวกเขาไม่ต้องการที่จะกลับไปอยู่กับรัฐอำนาจนิยมแบบเดิม

 

ยุคหลังโซเวียต

หากย้อนอดีตสักนิด เราจะเห็นได้ว่าหลังจากการพังทลายของกำแพงเบอร์ลินในต้นเดือนพฤศจิกายน 1989 แล้ว อีกสองเดือนต่อมาคือสิ้นเดือนมกราคม 1990 สัญลักษณ์สำคัญของโลกทุนนิยมก็เกิดขึ้นในย่านใจกลางเมืองหลวงมอสโกอย่างไม่น่าเชื่อ…

ร้านแมคโดนัลด์เปิดตัวเป็นครั้งแรก และเป็น “ร้านอาหารจานด่วน” แห่งแรกของอเมริกันในสังคมรัสเซีย พร้อมกับการพัดมาของกระแสโลกาภิวัตน์ อันเป็นภาพสะท้อนถึงชีวิตใหม่ใน “ยุคหลังคอมมิวนิสต์”

คงต้องยอมรับว่าคนรุ่นใหม่ใน “ยุคหลังโซเวียต” ชอบแมคโดนัลด์ ดื่มโค้ก อ่านหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์… ต่างจากคนรุ่นพ่อแม่ของพวกเขาที่เติบโตมากับยุคของพรรคคอมมิวนิสต์และโลกสงครามเย็น หรือที่อาจเรียกว่าเป็นยุค “ชีวิตหลังม่านเหล็ก”

และคงต้องยอมรับอีกประการว่า คนใน “ยุคหลังโซเวียต” ไม่ได้ต้องการกลับไปมีชีวิตทางสังคมในแบบที่พ่อแม่ของพวกเขาต้องทนอยู่ และมีชีวิตอยู่ภายใต้การควบคุมของ “ระบบตำรวจลับ”

แต่พวกเขาก็ไม่ได้ต้องการมีชีวิตอยู่กับ “รัสเซียของปูติน” ที่มีความเป็นเผด็จการมากขึ้น หากต้องการสังคมเสรีนิยม แม้จะถูกถากถางว่าเป็น “ชีวิตแบบตะวันตก” ก็ตาม

ประธานาธิบดีปูตินมักจะประณามคนรุ่นใหม่เหล่านี้ว่าเป็นพวก “กบฏของชาติ” ที่พยายามทำลาย “มาตุภูมิรัสเซีย” ด้วยค่านิยมตะวันตกและความคิดแบบเสรีนิยม (ถ้าเป็นสำนวนในการเมืองไทย ก็คงเรียกคนพวกนี้เป็นพวก “ชังชาติ”)… แน่นอนว่าค่านิยมของคนหนุ่มสาวรัสเซียไม่ใช่คุณค่าในแบบที่เป็น “รัสเซียของปูติน”

ดังนั้น คนรุ่นใหม่ที่เป็น “ฝ่ายโปรประชาธิปไตย” จึงกลายเป็น “ฝ่ายต่อต้านปูติน” และหันไปสนับสนุนนักการเมืองฝ่ายค้านอย่างอเลกเซย์ นาวัลนีย์ ในอีกด้าน คนเหล่านี้มักถูกมองว่าเป็นเหมือน “สายลับตะวันตก” เพราะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันกับกระแสโลก สื่อสายนิยมปูตินจึงมักจะเรียกคนพวกนี้ว่า “แนวที่ห้า” ซึ่งเป็นภาษาเก่าที่ใช้เรียกพวกสายลับ

เราคงต้องยอมรับความสำเร็จของ “ระบอบปูติน” ที่ใช้การโฆษณาชวนเชื่อเป็นเครื่องมือในการ “ล้างสมอง” คนในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ไม่แตกต่างจากในเกาหลีเหนือ หรือประเทศกึ่งเผด็จการในเอเชีย)

ซึ่งกลไกระบอบคอมมิวนิสต์เก่าของรัสเซียมีประสบการณ์อย่างมากในเรื่องนี้ และการสื่อสารด้วยการชวนเชื่อทางการเมือง (หรืออาจเรียกในแบบไทยว่า การทำ “ไอโอ”) ทำให้คนรัสเซียคล้อยไปกับ “วาทกรรมเฟกนิวส์” ของรัฐ

ดังเช่น วันนี้คนรัสเซียเชื่อว่ายูเครนปกครองโดยรัฐบาลนาซี และกองทัพรัสเซียต้องเข้าไปช่วยปลดปล่อยดังเช่นที่เกิดขึ้นมาแล้วในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2

หรือเชื่อว่าการสังหารประชาชนยูเครนในหลายพื้นที่เป็นฝีมือของกองกำลังติดอาวุธของฝ่ายขวาจัดยูเครน ทหารรัสเซียบริสุทธิ์และไม่เคยสังหารประชาชน และเชื่อตามประธานาธิบดีปูตินอย่างมากว่า กองทัพรัสเซียกำลัง “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” ในยูเครน ไม่ใช่ “การรุกราน” และไม่ใช่ “การก่อสงคราม” อย่างที่โลกตะวันตกกล่าวหารัสเซีย แม้เรือลาดตระเวนรัสเซียจะถูกจม แต่มีทหารเรือเสียชีวิตเพียง 1 นายเท่านั้น!

แต่สำหรับในสังคมรัสเซียแล้ว ถ้าใครใช้สองคำนี้จะถูกจับกุมทันที เพราะถือเป็นการแสดงตนเป็น “ปฏิปักษ์ต่อรัฐ” ซึ่งไม่มีรัฐเผด็จการที่ไหนยอมรับท่าทีต่อต้านเช่นนี้ของประชาชน แม้กระนั้น อำนาจรัฐก็ไม่สามารถที่จะปิดกั้นการต่อต้านสงครามในสังคมรัสเซียได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นความสำเร็จอย่างสำคัญของประธานาธิบดีปูตินจึงไม่ใช่เพียงการอยู่ในอำนาจอย่างยาวนานเท่านั้น แต่เป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับการมีอำนาจด้วยการโฆษณาชวนเชื่ออย่างกว้างขวางอีกด้วย

จนต้องถือว่าประธานาธิบดีปูตินเป็น “นักโฆษณาชวนเชื่อ” ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของโลก

แต่ก็เป็นความสำเร็จที่เปราะบาง เพราะรัสเซียกำลังถูกโดดเดี่ยว และการประท้วงต่อต้านในบ้านก็มีมากขึ้นด้วย

 

โลกของปูตินกำลังสั่นคลอน

แม้จะมีการควบคุมอย่างเข้มงวดในสังคมรัสเซีย แต่คนหนุ่มสาวและฝ่ายต่อต้านสงครามแสดงออกอย่างกล้าหาญทั้งภายในและภายนอกประเทศ ด้วยการประท้วง “สงครามของปูติน” เช่น ในสัปดาห์ที่สามของสงครามยูเครน นักร้องเพลงแร็พที่เป็นคนรุ่นใหม่ชาวรัสเซียจัดคอนเสิร์ตที่อิสตันบูลในตุรกี ชื่องานคือ “ชาวรัสเซียต่อต้านสงคราม” เพื่อส่งเงินไปช่วยผู้ลี้ภัยชาวยูเครนในโปแลนด์

และคำตอบที่ชัดเจนจากคนรุ่นใหม่ในยุค “หลังโซเวียต” คือ “ไม่มีที่ไหนที่คนรัสเซียจะถูกปฏิบัติอย่างเลวร้ายเท่ากับในรัสเซียเอง”

คำตอบเช่นนี้เป็นเรื่องน่าเจ็บปวด ฉะนั้น การต่อสู้ระหว่าง “โลกเก่าของปูติน vs โลกใหม่ของคนหนุ่มสาว” ที่แม้จะล้มรัฐบาลไม่ได้ทันที แต่ก็กลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการมีอำนาจของประธานาธิบดีปูติน และเป็นภาพสะท้อนสำคัญว่า คนรัสเซียทั้งหมดไม่ได้เห็นด้วยกับการก่อสงครามครั้งนี้ แต่ผลจากการปิดกั้นข้อมูลสงครามยูเครน ทำให้คนขาดการรับรู้ข่าวสารที่เป็นจริง และเชื่อคล้อยตามไปกับ “วาทกรรมต่อต้านนาซี” ที่กองทัพรัสเซียต้องเข้าไป “ทำความสะอาด” ด้วยการกวาดล้างในยูเครน

ฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการอพยพของชาวยูเครนเพื่อหนีสงคราม แต่คนหนุ่มสาวรัสเซียส่วนหนึ่งที่วันนี้ตัดสินใจเดินทางออก ไม่ว่าจะใช้เส้นทางผ่านฟินแลนด์ หรือเข้าทางตุรกีก็ตาม พวกเขามีทัศนะไม่แตกต่างกันคือ สังคมรัสเซียกำลังเผชิญกับวิกฤตใหญ่จากนโยบายของประธานาธิบดีปูติน และมองไม่เห็นอนาคตของประเทศ การอพยพออกของคนหนุ่มสาวคือ ภาพสะท้อนของการออกเสียง “ด้วยเท้า” ที่พาตัวเองออกนอกบ้าน สงครามยูเครนทำให้คนหนุ่มสาวเหล่านี้หันไปเป็นศัตรูของชาติตัวเอง

คำตอบที่เจ็บปวดในปัจจุบันคือ คนหนุ่มสาวรัสเซียเหล่านี้ไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตในบ้านตัวเองได้อย่างปกติอีกต่อไป เพราะการคุกคามจากรัฐ…

ว่าที่จริงแล้ว รัฐเผด็จการที่ไหนก็เลวร้ายไม่แตกต่างกัน เป็นแต่เพียงผู้นำเผด็จการจะชื่ออะไรเท่านั้นเอง และสังคมเผด็จการก็ไม่ใช่ความหวังของการสร้างอนาคต!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร