bg-single

จากอ๊อดสู่อาทรและซายูริ / เครื่องเคียงข้างจอ : วัชระ แวววุฒินันท์

08.05.2022

เครื่องเคียงข้างจอ

วัชระ แวววุฒินันท์

 

จากอ๊อดสู่อาทรและซายูริ

 

ไม่ได้เป็นชื่อหนังสือ หรือซีรีส์อะไรหรอกนะครับ

แต่เป็นสามบทบาทของนักแสดงชายคนหนึ่งที่ผมจะเขียนถึงในเครื่องเคียงข้างจอฉบับนี้

เขาคนนี้เพิ่งได้รับการประกาศให้เป็น “ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ภาพยนตร์และละคร) ประจำปี 2564”

ผมกำลังพูดถึง “นพพล โกมารชุน” หรือ “พี่ตู่” เวลาที่ผมใช้เรียกขาน

หากคนที่เป็นแฟนภาพยนตร์และละครไทย คงจะไม่มีใครไม่รู้จัก นพพล โกมารชุน พี่ตู่ได้ท่องในโลกบันเทิงมากว่า 40 ปี ด้วยผลงานการแสดงและกำกับการแสดงที่ได้รับการยอมรับและมีเสียงชื่นชม รวมทั้งรับรางวัลจากเวทีต่างๆ มาแล้ว

จริงๆ แล้วผมเริ่มรู้จักพี่ตู่ จากบทบาทการแสดงในบท “ลีเจ็ง” หนุ่มชาวเขามีเขี้ยวยิ้มเก๋ ในเรื่อง “ใต้ฟ้าสีคราม” เป็นครั้งแรก เรื่องนั้นเป็นผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของพี่ตู่คู่กับเนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ จากการกำกับฯ ของฉลอง ภักดีวิจิตร เมื่อปี 2521

จากนั้นพี่ตู่ก็เล่นหนังเล่นละครอีกหลายเรื่อง แต่ผมกำลังจะพูดถึงเรื่องที่รับบทเป็น “อ๊อด” จากละครเรื่อง “สี่แผ่นดิน” บทประพันธ์อมตะของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช จากการสร้างของกนกวรรณ ด่านอุดม กำกับการแสดงโดยกัณฑรีย์ น. สิมะเสถียร ออกอากาศทางช่อง 5 เมื่อปี 2523

 

ตอนจะทำละครเรื่องสี่แผ่นดินนี้ ตอนแรกพี่ตู่ได้รับการติดต่อให้รับบท “อั้น” ลูกชายคนรอง แต่ด้วยความที่ตนเองชื่นชอบในบทของ “อ๊อด” มากกว่า เพราะตรงกับบุคลิกของตนเองที่เป็นคนรักงานวรรณกรรม รักการอ่าน รักครอบครัว จึงขอเล่นบทนี้แทน

ซึ่งผลปรากฏว่า บทอ๊อด ที่พี่ตู่เล่นนั้นสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมละครเป็นอย่างมาก ได้รับเสียงกล่าวขวัญและชื่นชม จนสามารถคว้ารางวัล “ดารายอดนิยมฝ่ายชาย” จากงาน “ทีวีตุ๊กตาทองมหาชน” ในปี 2523 และรางวัล “นักแสดงชายดีเด่น” ในการประกาศรางวัลของสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย ในปี 2524 ด้วย

แม้จะมีการนำเรื่องสี่แผ่นดินมาทำอีกหลายครั้งในเวลาต่อมาทั้งละครทีวี และละครเวที แต่ภาพ “ตาอ๊อด” ของแม่พลอย ที่พี่ตู่เคยฝากฝีมือไว้ก็ยังคงอยู่ในความทรงจำแฟนๆ ละครเสมอมารวมทั้งผมด้วย

จากบท “อ๊อด” ก็มาสู่บท “อาทร” ในปี 2527 จากละครเรื่อง “เก้าอี้ขาวในห้องแดง” ที่สร้างโดยมยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช กำกับการแสดงโดยเริงศิริ ลิมอักษร ออกอากาศทางช่อง 3

ที่เลือกเขียนถึงบทนี้ทั้งๆ ที่จริงๆ พี่ตู่ก็แสดงเรื่องอื่นๆ ไว้เยอะ แต่เรื่องนี้เป็นการแสดงโดยมีเพื่อนของผม คือ “ตั้ว-ศรัณยู วงษ์กระจ่าง” ร่วมแสดงด้วย และเป็นผลงานเรื่องแรกที่เป็นงานละครโทรทัศน์ของตั้วด้วย

เรื่องนี้ตั้วรับบท “บูรพา” ที่แอบรักเพื่อนที่ชื่อ “ละเวง” แสดงโดยมยุรา ธนบุตร (นามสกุลตอนนั้น) แต่ละเวงดันไปหลงรัก “อาทร” ที่รับบทโดยพี่ตู่นี่เอง

ตอนนั้นยังพูดแซวศรัณยูเลยว่า ได้ประกบพระเอกดังเลยนะ เอาให้รอดละกัน…

จากเรื่องนี้ที่แจ้งเกิดกับโลกละครโทรทัศน์ ตั้วก็ได้มีผลงานตามมาอีกมากมาย เช่นเดียวกับพี่ตู่ที่มีทั้งหนังทั้งละครออกมาให้แฟนๆ ชมอยู่เสมอ

 

ส่วนที่ผมได้มาใกล้ชิดกับพี่ตู่จริงๆ จังๆ ก็เมื่อตอนที่เจ เอส แอล ขึ้นเกมโชว์ใหม่ชื่อว่า “เกมจุดเดือด” อยากได้พิธีกรคู่ใหม่ที่ไม่เคยทำรายการมาก่อน หวยมาตกที่พี่ตู่ นพพล กับพี่เจี๊ยบ-กาญจนาพร ปลอดภัย

ชื่อเสียงอันโด่งดังของพี่ตู่นั้นไม่ต้องสงสัย เมื่อติดต่อไปจึงดีใจที่พี่ตู่สนใจรับงานนี้ ด้วยว่างานพิธีกรเป็นความท้าทายใหม่ของพี่ตู่นั่นเอง และนั่นทำให้ผมได้ทำงานกับพี่ตู่เป็นครั้งแรก

และได้พบกับความเป็นมืออาชีพของพี่ตู่ก็จากงานนี้เช่นกัน

ที่เด่นชัดมากๆ คือ เรื่องตรงเวลา พี่ตู่จะมาก่อนเวลานัดหมายทุกครั้ง มาด้วยสภาพร่างกายที่พร้อมทำงาน ไม่ใช่อิดโรยเพราะถ่ายละครดึก หรือไปรับงานอื่นมาก่อน แสดงถึงการเคารพต่อหน้าที่การงานที่ได้รับ

พี่ตู่จะให้ความเคารพต่อบทมาก อาจจะเป็นเพราะมาจากการเล่นละครที่บทเป็นเรื่องสำคัญ พี่ตู่จะศึกษา ซักถาม และทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว จนแทบจะไม่ผิดพลาดเลยเวลาที่ถ่ายทำ แต่รายการเกมโชว์นั้นไม่ได้มีบทเสมอ ต้องอาศัยความสดหน้างานด้วย ซึ่งพี่ตู่ก็เอาตัวรอดได้ดี

ตอนนั้นพี่ตู่ก็เหมือนเป็นคนในครอบครัวของเจ เอส แอล เพราะทำรายการกันอยู่หลายปี รวมทั้งเวลามีรายการพิเศษ หรืองานพิเศษ ก็มักใช้สอยความสามารถของพี่ตู่อยู่เนืองๆ อย่างตอนที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประกวดมิสยูนิเวิร์สในปี 2535 และเจ เอส แอล ได้รับหน้าที่จัดงานเลี้ยงต้อนรับเหล่านางงามที่เข้าประกวด พี่ตู่ก็ใช้ภาษาอังกฤษในการเป็นผู้ดำเนินรายการในงานนั้นด้วย

 

จาก “อ๊อด” มาสู่ “อาทร” แล้ว คราวนี้ก็มาถึง “ซายูริ”

สำหรับบท “ซายูริ” นี้ เป็นบทพระเอกจากละครเวทีในทีวี ที่ชื่อรายการ “วิก 07” ที่โด่งดังมากของเจ เอส แอล เมื่อ 30 ปีก่อน กำกับการแสดงโดยแหม่ม-พิไลวรรณ บุญล้น

“วิก 07” จะป็นการแสดงละครเวทีชวนหัว จบในตอน ตอนที่ออกอากาศแรกๆ ก็ยาวแค่ครึ่งชั่วโมง เมื่อได้รับความนิยมมากขึ้นก็ขยายเวลาเป็นตอนละหนึ่งชั่วโมง

เป็นเวทีที่นักแสดงทั่วฟ้าเมืองไทยและคนมีชื่อเสียงแวะเวียนกันมาเล่น เพราะทุกคนบอกว่าเป็นความสนุกในรสชาติใหม่ๆ ที่เป็นละครเวที มีผู้ชมสดๆ สนุกกันสดๆ หัวเราะกันตรงนั้นที่ถ่ายทำ

บางครั้งก็นึกสนุกทำเป็นเรื่องยาวแสดงติดต่อกันหลายตอน ครั้งหนึ่งได้ทำเรื่อง “ซากุระบานเช้าบานเย็น” เนื้อเรื่องเกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นในสมัยเอโดะ เรื่องนี้ได้เชิญพี่ตู่มารับบทพระเอกที่ชื่อ “ซายูริ” เป็นคนลากรถในฉากหน้า แต่ฉากหลังเป็นซามูไรดาบดำที่คอยปราบอธรรมและกำจัดผู้คิดไม่ซื่อต่อโชกุน

พี่ตู่ใช้ความสามารถทั้งการแสดงและการร้องเพลงในละครวิก 07 เรื่องนี้ได้อย่างน่าประทับใจ เรื่องการจำบทแม่นยำนั้นไม่ต้องพูดถึง แถมจังหวะแบบละครเวทีพี่ตู่ก็ทำได้อย่างดี จำได้ว่าเวลาถ่ายทำนั้นดึกดื่น แต่พี่ตู่ก็ยังคงกระฉับกระเฉง พร้อมที่จะทำงานเสมอจนเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับนักแสดงและทีมงาน

เรียกว่าใครๆ ก็รักผู้ชายคนนี้ และดีใจที่ได้ร่วมงานกันกับมืออาชีพ

 

จากงานแสดงและพิธีกร พี่ตู่ขยายพื้นที่ตัวเองสู่งานผู้จัดและผู้กำกับละคร ในนามบริษัท “เป่าจินจง” จึงไม่ได้มีโอกาสร่วมงานกันเหมือนเคย ถึงกระนั้นก็คงได้พบปะกันตามงานต่างๆ และทักทายกันผ่านโลกโซเชี่ยลเป็นระยะ

ได้เห็นถึงความสำเร็จจากผลงานละครของพี่ตู่ พลอยชื่นชมเมื่องานนั้นๆ ได้รับรางวัล

ช่วงหลังได้เจอะเจอกันตามงานศพของคนในวงการบ่อยครั้งขึ้น

งานล่าสุดก็คืองานสวดพระอภิธรรมศพของเจย์ ศุภกาญจน์ ลูกชายของพี่เจี๊ยบ-กาญจนาพร ปลอดภัย ผมได้นั่งติดกับพี่ตู่ คุยนั่นนี่กัน และยังนึกเลยว่า

คนที่นั่งข้างๆ เรานี้ เป็นคนเก่ง มีความสามารถ มีผลงานเป็นที่ยอมรับมากมาย เป็นคนมีน้ำใจไมตรีต่อคนในวงการ มีการวางตัวที่ดีจึงเป็นที่รักใคร่นับถือของคนที่ได้ร่วมงาน และมีจิตใจที่เป็นสาธารณะกุศลเสมอมา

สมควรจะได้รับการยกย่องเป็น “ศิลปินแห่งชาติ” สักวันหนึ่ง

คล้อยหลังจากวันนั้นมาแค่ 2 วัน ก็ได้รับทราบข่าวดีจากการประกาศของกระทรวงวัฒนธรรม ให้นายนพพล โกมารชุน เป็น “ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ภาพยนตร์และละคร) ประจำปี 2564” จริงๆ

อืมมม… นี่เราแม่น หรือเพราะคุณค่าที่พี่ตู่คู่ควร จึงทำให้สัมฤทธิผลตามที่นึกกันแน่ เชื่อมั่นว่าน่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า ฮะ ฮะ ฮ่า

 

ขอแสดงความยินดีและชื่นชมกับ พี่ตู่-นพพล โกมารชุน เป็นอย่างมาก

และก็พลอยให้คิดถึงบุคคลที่เป็นที่รักยิ่งของพี่ตู่ท่านหนึ่ง นั่นก็คือ “ป้าจุ๊-จุรี โอศิริ” แม่ของพี่ตู่นั่นเอง ป้าจุ๊ก็เคยได้รับเกียรติให้เป็น “ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักพากย์และนักแสดง) ประจำปีพุทธศักราช 2541”

จากปี 2541 ถัดมา 23 ปี ผู้เป็นลูกก็ได้รับเกียรตินั้นตามผู้เป็นแม่

จึงน่าจะเป็น คู่แม่ลูกคู่เดียว ที่ได้รับเลือกให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ในสาขาศิลปะการแสดง เช่นกันเสียด้วย

เมื่อพูดถึงป้าจุ๊แล้ว ก็ทำให้นึกถึงความรักและความผูกพันของป้าและพี่ตู่ที่คนในวงการรับรู้ดี ดังนั้น ไม่ว่าจะบทอ๊อด บทอาทร บทซายูริ หรือบทไหนๆ ที่พี่ตู่เคยสวมบทบาทมา แต่บทหนึ่งที่พี่ตู่ตีบทแตกและทำได้อย่างดีที่สุด ก็คือ “บทผู้เป็นลูก” ของแม่ที่ชื่อ จุรี โอศิริ

ขอชื่นชมอีกครั้งดังๆ ในคอลัมน์นี้นะครับพี่ตู่ •



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี