bg-single

รามเกียรติ์ไทย เพื่อความจงรักภักดี | สุจิตต์ วงษ์เทศ

05.06.2022

รามเกียรติ์ไทยแต่งขึ้นมาเพื่อสรรเสริญและจงรักภักดีพระเจ้าแผ่นดิน ดังนี้

(1.) สรรเสริญพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดินเป็นพระมหากษัตริย์ที่สืบวงศ์เทวราชดุจอวตารเป็นพระรามลงมาปราบยุคเข็ญ แล้วสร้างความร่มเย็นเป็นสุขแก่ฝูงอาณาประชาราษฎร และ

(2.) ขณะเดียวกันก็ใช้ครอบงำและกล่อมเกลาเจ้านายเชื้อพระวงศ์กับขุนนางข้าราชการพร้อมด้วยทหาร ตลอดจนไพร่บ้านพลเมืองให้มีความซื่อตรงจงรักภักดี

การครอบงำและกล่อมเกลาเรื่องรามเกียรติ์ ทำโดยผ่านเรื่องเล่า, บทพากย์, บทละคร, ภาพสลัก, ภาพเขียน เป็นต้น

เรื่องเล่า รามเกียรติ์ถูกถ่ายทอดเก่าสุดจากรามายณะสู่ท้องถิ่นอุษาคเนย์ แล้วถูกเล่าซ้ำอย่างต่อเนื่องถึงสมัยหลังจนปัจจุบัน

บทพากย์ สำนวนเก่าสุดพบในการละเล่นหนังใหญ่ แต่ไม่พบต้นฉบับตัวเขียนบนสมุดข่อย หลังจากนั้นใช้งานเล่นโขน

หนังใหญ่เป็นการละเล่นของราชสำนัก พบหลักฐานเก่าสุดในกฎมณเฑียรบาล ตราครั้งแรกสมัยอยุธยาตอนต้น แผ่นดินพระบรมไตรโลกนาถ พ.ศ.2011 บอกว่าพระราชพิธีเดือน 12 จองเปรียง ลดชุดลอยโคมส่งน้ำ เล่นหนังใหญ่สนามหน้าจักรวรรดิในวังหลวงสำหรับขุนนางข้าราชการในเมือง ส่วนนอกเมืองเล่นในวัดพุทไธศวรรย์ซึ่งอยู่นอกเกาะเมืองด้านทิศใต้

ภาพสลัก พบบนปราสาทต่างๆ ทั้งในกัมพูชาและไทยบริเวณลุ่มน้ำมูล (โดยจำลองจากหนังใหญ่) แสดงว่าราชสำนักในกัมพูชาและไทยบริเวณลุ่มน้ำมูลรอบรู้คุ้นเคยรามเกียรติ์นานแล้วก่อนสร้างปราสาทตั้งแต่เรือน พ.ศ.1500 ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันหนักแน่นว่าราชสำนักไทยในกรุงอโยธยาและกรุงศรีอยุธยารับรามเกียรติ์จากราชสำนักกัมพูชาและราชสำนักลุ่มน้ำมูล

บทละคร พบในการละเล่นละครสมัยกรุงศรีอยุธยาตั้งแต่ก่อนแผ่นดินพระนารายณ์ หรือก่อน พ.ศ.2100

ภาพเขียน พบในวัดตามผนังโบสถ์ เช่น จิตรกรรมเรื่องรามเกียรติ์บนฝาผนังกำแพงแก้วรอบโบสถ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) กรุงเทพฯ เลียนแบบภาพสลักบนผนังปราสาทนครวัด

พระรามและพระลักษมณ์ต้องศรนาคบาศของอินทรชิต อายุราวหลัง พ.ศ.1600 ภาพสลักบนทับหลังที่ปราสาทพิมาย จ.นครราชสีมา

ความดี-ความชั่ว

รามเกียรติ์มีหลักการอยู่ที่ความแตกต่างระหว่างความดีกับความชั่ว หมายถึงพระรามเป็นตัวแทนของความดี คือลูกที่ดี, ผัวที่ดี, แม่ทัพที่ดี, กษัตริย์ที่ดี ส่วนทศกัณฐ์เป็นตัวแทนของความชั่ว และชั่วไปทุกสถานะ เมื่ออำนาจของความดีและความชั่วมาปะทะกันอย่างไรเสียความดีก็ต้องได้ชัยชนะ เพราะนี่เป็นหลักการของพระเจ้า ดังนั้น พระเจ้าจึงมีหน้าที่ผดุงหลักการนี้ไว้ด้วยการกระทำของพระองค์เอง คืออวตารลงมาปราบปรามความชั่ว ไม่เฉพาะแต่พระเจ้าสูงสุดเท่านั้น บรรดาพระเจ้าชั้นรองๆ ก็ส่งกำลังลงมาช่วยเป็นคณะ (สรุปจากบทความเรื่อง “รามเกียรติ์ ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 4-10 มีนาคม 2565)

รามเกียรติ์ในแนวคิดทางชนชั้น (ซึ่งนิธิ เอียวศรีวงศ์ อ้างถึงมุมมองของณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ) คือเรื่องราวของความได้เปรียบนานัปการของชนชั้นสูงที่กดขี่ปราบปรามชนชั้นล่างถ้าอ่านโดยขาดมุมมองเชิงวิพากษ์ ก็ต้อง (ถูกทำให้) ยอมรับว่าชนชั้นสูงมีศีลธรรมสูงส่ง จึงจำเป็นต้องมีอำนาจเพื่อควบคุมให้โลกสงบสุขด้วยการปราบปรามชนชั้นล่างให้สยบยอมต่อไป กองทัพพระรามเต็มไปด้วยเทวดาซึ่งอวตารลงมาเกิด (หรือเพราะลูกหลานลงมา) ช่วยพระรามปราบชนชั้นล่าง

ดังนั้น (กองทัพพระราม) จึงเต็มไปด้วยนายทหารที่ทรงอิทธิฤทธิ์และอภิสิทธิ์ ในขณะที่ฝ่ายทศกัณฐ์ซึ่งประกอบด้วยคนธรรมดา ถึงบางคนจะมีอิทธิฤทธิ์แต่ก็มีช่องโหว่ในอิทธิฤทธิ์นั้นให้ฝ่ายผู้ดีใช้ประโยชน์ในการฆ่าฟันได้ ซ้ำร้ายยังมีพิเภกซึ่งในที่สุดก็ได้ราชสมบัติจากพี่ชายด้วยข้ออ้างทางศีลธรรม

ราพณ์ (ทศกัณฐ์) ลักพาตัวนางสีดา อายุราวหลัง พ.ศ.1650 ภาพสลักที่ปราสาทพนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์

รามเกียรติ์ไทย
ได้จากทมิฬผ่านเขมร

รามเกียรติ์ไทย มีต้นตอจากรามเกียรติ์เขมร (รามเกียรติ์เป็นคำที่ไทยยืมจากเขมรซึ่งเขียนว่ารามเกรฺติ์ (อ่าน เรียม-เกร์) ส่วนรามเกียรติ์เขมรรับมาอีกทอดหนึ่งจากรามายณะฉบับทมิฬของอินเดียใต้ ซึ่งเป็นเรื่องเล่าสู่กันฟังของชาวบ้าน แต่ไม่ใช่รามายณะฉบับที่นับถือเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ [จากหนังสืออุปกรณ์รามเกียรติ์ ของ เสฐียรโกเศศ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2495) สำนักพิมพ์ศยาม พิมพ์ครั้งที่สาม พ.ศ.2550 หน้า 85-89]

โดยสรุปแล้วรามเกียรติ์ไทยไม่ได้รับโดยตรงจากรามายณะฉบับวาลมิกิจากอินเดียเหนือ ตามข้อมูลกระแสหลักของทางการไทยใช้ในการเรียนการสอนทั่วประเทศไทยจนถึงทุกวันนี้

แต่หลักฐานหลายด้านจากอินเดียบ่งชัดว่ารามเกียรติ์ไทยมีต้นตอจากรามายณะฉบับ “ทมิฬ” อินเดียใต้ แต่ผ่านกัมพูชา เรื่องนี้เป็นที่รับรู้ในหมู่นักค้นคว้าสมัยก่อน และนักวิชาการบางคนสมัยปัจจุบันซึ่งรวมแล้วมีไม่มากนัก นอกจากนั้นทางการในระบบการศึกษาไทยยังใช้ข้อมูลชุดเดิมและกีดกันข้อมูลใหม่

1. มหากาพย์รามายณะของฤๅษีวาลมิกิ ซึ่งอยู่อินเดียเหนือ เป็นรากเหง้าดั้งเดิมที่รับรู้แพร่หลายทั่วโลก

2. “ทมิฬ” อินเดียใต้ รับมหากาพย์รามายณะของวาลมิกิไปแต่งเติมตามความเชื่อของคนอินเดียใต้ (ซึ่งต่างจากอินเดียเหนือ) โดยกวีชาวทมิฬด้วยการเพิ่มประเพณีสีสันสนุกสนานโลดโผนตามคติทมิฬ

3. บ้านเมืองในอุษาคเนย์โบราณใกล้ชิดวัฒนธรรม “ทมิฬ” อินเดียใต้ ผ่านการค้าระยะไกลทางทะเลสมุทรกับสุวรรณภูมิ จึงรับรามายณะฉบับ “ทมิฬ” อินเดียใต้คล้ายคลึงกัน แล้วต่างดัดแปลงแต่งเติมตัดต่อตามต้องการของท้องถิ่นตน พร้อมกันนั้นมีการแลกเปลี่ยนกันเองด้วย รามเกียรติ์ไทยก็มีที่มาอย่างเดียวกับบ้านเมืองอุษาคเนย์อื่นๆ คือ มีต้นตอจาก “ทมิฬ” อินเดียใต้ โดยเข้าถึงกัมพูชาก่อน แล้วตกทอดถึงไทยในสมัยหลัง

มีสิ่งบ่งชี้ว่ารามเกียรติ์ของไทยเกี่ยวข้องกับรามายณะฉบับอินเดียใต้ ดังเห็นจากชื่อตัวละคร, ชื่อสถานที่ และเรื่องราวเฉพาะบางตอนในรามเกียรติ์ของไทย ที่ต่างไปจากรามายณะฉบับวาลมิกิ (จากบทความเรื่อง Thai Rãmakien : Its Close Link with South India by Chirapat Prapandvidya พิมพ์ในหนังสือ 65 ปีโบราณคดี โดยสมาคมนักศึกษาเก่าคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2564 หน้า 31-74 แปลเก็บความและอธิบายความเพิ่มเติมโดย ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ พิมพ์ในมติชน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม 2564 หน้า 13)

1. รามเกียรติ์ของไทย พระราชนิพนธ์ในแผ่นดิน ร.1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คงโครงเรื่องเดิมของรามายณะฉบับวาลมิกิเอาไว้ แต่มีรายละเอียดแตกต่างออกไปมากมาย

2. ยกย่องพระศิวะเป็นเทพสูงสุด แสดงให้เห็นว่ารามเกียรติ์ของไทยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอินเดียใต้ที่นับถือพระศิวะในฐานะเดียวกันนี้มาอย่างยาวนานจวบจนกระทั่งปัจจุบัน

3. หนุมานในรามเกียรติ์ของไทยเกิดจากน้ำกามของพระศิวะที่ฤๅษี 7 ตนรวบรวมจากยอดใบไม้, การมีตรีเป็นอาวุธ, มีขนสีขาว แสดงให้เห็นถึงความเอนเอียงไปทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แบบไศวนิกาย ในอินเดียใต้

4. ชื่อตัวละครและสถานที่ในรามเกียรติ์ของไทย มีลักษณะใกล้เคียงกับภาษาทมิฬ ในอินเดียใต้

5. รายละเอียดต่างๆ ในรามเกียรติ์ของไทย แสดงให้เห็นว่าถูกสร้างขึ้นจากคำถ่ายทอดของผู้มีถิ่นกำเนิดหรือสืบทอดเชื้อสายมาจากอินเดียใต้ สอดคล้องกับกลุ่มพราหมณ์ในไทยที่มีถิ่นกำเนิดมาจากทางตอนใต้ของอินเดีย

 

ชื่อตัวละคร

รามเกียรติ์ไทยมีชื่อของตัวละครและสถานที่อื่นๆ ที่เป็นร่องรอยของภาษาทมิฬอยู่มาก เช่น ท้าวอโนมาตัน (ปฐมกษัตริย์เมืองอยุธยา), อสูรตรีบูรัม, ท้าวกุเรปัน, ฤๅษีกไลโกฏ (ฉบับวาลมิกิเรียก ริษยศริงคะ), สุมันตัน (ฉบับวาลมิกิเรียก สุมันตระ), เมืองขุขันธ์ (คูหะ), สหมลิวัน (มาลยวาน) รวมไปถึงชื่อเมืองมายัน

เป็นต้น

 

อ่าน “พระราม ‘ญาติ’ ทศกัณฐ์ ‘อารยัน’ จากชมพูทวีป” / สุจิตต์ วงษ์เทศ ได้ที่นี่

พระราม ‘ญาติ’ ทศกัณฐ์ ‘อารยัน’ จากชมพูทวีป | สุจิตต์ วงษ์เทศ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร