bg-single

พฤษภารำลึก (13) ปฏิรูปหลังสงครามอ่าวเปอร์เซีย/ยุทธบทความ สุรชาติ บำรุงสุข

22.08.2022

ยุทธบทความ

สุรชาติ บำรุงสุข

 

พฤษภารำลึก (13)

ปฏิรูปหลังสงครามอ่าวเปอร์เซีย

 

“นายทหารและทหารในระดับต่างๆ ที่อยู่ในค่ายที่ห่างไกล และผู้นำทหารในเชิงสถาบันหลายนาย มีความรู้สึกว่าระบอบอำนาจนิยมมักจะละเลยความต้องการที่แท้จริงของกองทัพ”

Alfred Stepan (1988)

ผู้เชี่ยวชาญด้านทหารกับการเมืองในละตินอเมริกา

 

ดังได้กล่าวแล้วว่า โมเมนตัมของการปฏิรูปกองทัพจากกระแสการเมืองภายในของไทยหลัง “พฤษภาประชาธิปไตย” ไม่สามารถผลักดันความเปลี่ยนแปลงในกองทัพให้เกิดขึ้นจริงได้ ผมได้แต่นั่งมองภาวะระลอกคลื่นสาดซัดกระทบฝั่ง แล้วค่อยจางหายไปบนชายหาดการเมืองไทยอย่างน่าเสียดาย

แม้ส่วนหนึ่ง ผมเองจะมีความหวังว่าฤดูใบไม้ผลิครั้งที่สองในปี 2535 นั้น สังคมไทยมีบทเรียนและมีความพร้อมมากกว่าฤดูใบไม้ผลิครั้งแรกในปี 2516 จึงน่าจะผลักดันประเด็นทางทหารได้บ้าง

แต่ในความเป็นแล้ว กระแสคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ไม่สามารถจะรักษาโมเมนตัมของตัวเองไว้ได้ จนดูเหมือนขบวนประชาธิปไตยไทยในขณะนั้น ไม่สามารถผลักดันการปฏิรูปกองทัพให้เดินไปข้างหน้าได้

หากปัจจัยที่เป็นตัวขับเคลื่อนในความเป็นกลับเป็นพลังของสงคราม… สงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 2534 ทำให้นักการทหารทั่วโลกที่ยึดมั่นในความเป็นทหารอาชีพต้องคิดทบทวนเรื่องเหล่านี้อย่างพินิจพิเคราะห์

สงครามอ่าวเป็นสถานการณ์สงครามที่ชี้ให้ทั้งนักการเมืองและนักการทหารต้องหันมามองปัญหาสงคราม และบทบาทของกองทัพด้วยความใคร่ครวญ

 

สงครามในฝัน

หากมองในทางที่ดี การบรรจบกันระหว่างโมเมนตัมของสงครามอ่าวในปี 2534 และโมเมนตัมของพฤษภาประชาธิปไตยในปี 2535 น่าจะเป็น “พลังกำลังสอง” ที่ทำให้โอกาสของการปฏิรูปกองทัพไทยเป็นไปได้มากที่สุดแล้ว ดังที่กล่าวแล้วว่าแม้แรงผลักดันจากเงื่อนไขการเมืองภายในจะไม่มีพลังในการปฏิรูปกองทัพได้อย่างที่หวัง

แต่ “กระแสลมทะเลทราย” จากสงครามอ่าวเปอร์เซียมีผลอย่างมาก

ตอนเกิดสงครามอ่าวเปอร์เซียในเดือนมกราคม 2534 นั้น เป็นช่วงที่ผมกำลังเตรียมตัวกลับบ้าน เพื่อเก็บข้อมูลสนามสำหรับงานวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก

ผมมีโอกาสได้เห็นสงครามจากมุมมองของสังคมอเมริกัน แน่นอนว่าสงครามคราวนี้ต่างจากสงครามเวียดนามครั้งก่อนอย่างมาก เป็นสงครามที่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ และเป็นสงครามที่ “อเมริกันเป็นวีรบุรุษ” ในฐานะผู้ชนะร่วมกับสัมพันธมิตรอื่นๆ

สงครามเริ่มด้วยการประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ตัดสินใจบุกเข้ายึดครองคูเวต ด้วยกำลังพลประมาณ 5 แสนนาย แม้สหประชาชาติจะเรียกร้องให้อิรักถอนตัวออก แต่รัฐบาลแบกแดดเชื่อว่าอิรักมีความชอบธรรมที่จะยึดครองคูเวต ทำให้ชาติพันธมิตรพยายามเริ่มรวมกำลังในช่วงปลายปี 2533 (coalition forces) โดยมีกำลังของกองทัพสหรัฐราว 5 แสนนาย และกองทัพประเทศอื่นๆ อีก 2 แสนกว่านาย

ดังนั้น เมื่อรัฐบาลอิรักปฏิเสธที่จะถอนตัวออกจากคูเวตตามเวลาเส้นตาย 15 มกราคม 2534 กองทัพผสมของพันธมิตรจึงเปิดการโจมตีทางทหารในอีกสองวันถัดมา

สงครามไม่ได้เริ่มด้วยสูตรมาตรฐานที่เป็นการโจมตีทางบก หากเริ่มเปิดฉากด้วยเฮลิคอปเตอร์โจมตีเป้าหมายที่เป็นระบบป้องกันทางอากาศตามแนวชายแดน เพื่อเปิดช่องทางให้อากาศยานรบจำนวนมากบินเข้าโจมตีเป้าหมายที่มีคุณค่าทางทหาร

สงครามทางอากาศดำเนินต่อเนื่องถึง 43 วัน และใช้ราว 1 แสนเที่ยวบินโจมตี

สงครามทางอากาศในอ่าวเปอร์เซียแทบจะเป็นเหมือน “ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์” เพราะมีระบบอาวุธใหม่หลายชนิดปรากฏให้เห็น ไม่ว่าจะเป็นอากาศยานล่องหน (Stealth) ระเบิด “ฉลาด” (smart bomb) ที่สามารถพาตัวเองเข้าสู่เป้าหมายได้อย่างแม่นยำ

ตลอดรวมถึงอาวุธปล่อยครูส (cruise missile) ซึ่งเป็นอาวุธที่เตรียมไว้รับมือกับสงครามของรัสเซีย แต่อาวุธเหล่านี้ถูกนำมาใช้กับกองทัพประเทศโลกที่สาม

ชัยชนะของสหรัฐจึงเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ ด้วยเงื่อนไข 4 ประการ คือ เหนือกว่าทางยุทโธปกรณ์ เหนือกว่าเชิงปริมาณ เหนือกว่าทางยุทธวิธี เหนือกว่าทางเทคนิค อันเกิดเป็น “ความเหนือกว่าทางยุทธศาสตร์”

สหรัฐและพันธมิตรบอมบ์จนกองทัพอิรักบอบช้ำอย่างมากจนแทบไม่สามารถทำการรบได้ และเปิดโอกาสให้กำลังรบทางบกเข้าทำการรบ น่าสนใจอย่างมากในทางยุทธศาสตร์ทหาร ที่การรบทางบกใช้เวลาเพียง 100 ชั่วโมง จึงยุติปฏิบัติการ และไม่ได้เปิดการรุกต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้นำอิรักมีพื้นที่เหลือในทางการเมือง

สงครามอ่าวจบลงรวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง จนเป็นดัง “สงครามในฝัน” ของนักการทหารทั่วโลก…

สงครามรบชนะในระยะเวลาอันสั้น สูญเสียต่ำ และข้าศึกเสียหายหนัก

 

ภูมิทัศน์ใหม่-สงครามใหม่

ในฐานะนักเรียนในวิชาทางด้านยุทธศาสตร์ศึกษา สงครามอ่าวเป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง และเป็นสงครามที่ได้เห็นด้วยมุมมองของวิชาทหารที่ได้เรียนขณะนั้น ความตื่นเต้นอีกส่วนคือการได้เห็นเทคโนโลยีทหารสมัยใหม่ที่ใหม่จริงๆ และเป็นเทคโนโลยีที่ได้เรียนก่อนที่สงครามจะเกิดขึ้นไม่นาน

จนผมรู้สึก “อิน” กับสงครามครั้งนี้ และคงต้องถือว่าสงครามนี้เป็นภาพสะท้อนถึง “สงครามเทคโนโลยีสมัยใหม่” (modern technological warfare) อย่างแท้จริง

ในระหว่างที่รอสอบโครงร่างวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ผมแอบหาเวลากลับมาเขียนบทความด้านการทหารส่งมาลงมติชนสุดสัปดาห์อีกครั้ง ระบบสื่อสารยุคนั้นไม่ได้ก้าวหน้ามาก ผมใช้วิธีเขียนต้นฉบับด้วยลายมือ และส่งเป็นจดหมายจากนิวยอร์กมาให้พี่เถียร (บก.เสถียร จันทิมาธร) ซึ่งต้องขอบคุณกอง บก. ที่เอาลายมือผมมาพิมพ์เป็นต้นฉบับให้อย่างดี และเขียนต่ออีกส่วนเมื่อกลับมาถึงไทยแล้ว ต้องขอขอบคุณสำนักพิมพ์มติชนที่เอาบทความชุดนี้มารวบรวมในชื่อ “ค.ศ.2000 : ยุทธศาสตร์โลกหลังสงครามเย็น” (2537)

ดังที่กล่าวแล้ว ผมกลับมาถึงไทยไม่นาน ได้เห็น “พฤษภาประชาธิปไตย” ความต้องการที่จะเห็นการปฏิรูปกองทัพจึงเป็นผลทั้งจากสงคราม 2534 และจากการเมืองภายใน 2535 แต่แรงผลักจากปัจจัยภายในกลับไม่มากอย่างที่คิด แรงผลักจากสงครามดูจะมากกว่า…

ผลจากสงครามอ่าวทำให้นายทหารในกองทัพไทยสนใจเรื่องของการปฏิรูปกองทัพในมิติทางทหารอย่างมาก

ดังนั้น หลังจากสถานการณ์การเมืองเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น เวทีการศึกษาภายในกองทัพจึงมีการเปิดประเด็นสัมมนาในเรื่องของ “การปฏิรูปกองทัพในยุคหลังสงครามอ่าวเปอร์เซีย”

ผมเองมีโอกาสได้รับเชิญเข้าร่วมเปิดประเด็นเรื่องนี้ในหลายเวที ได้เห็นความกระตือรือร้นของบรรดานายทหารหลายคนที่ยอมรับว่า ถึงเวลาที่ต้องปรับเปลี่ยนภายในกองทัพไทยแล้ว

อีกทั้งเงื่อนไขของสงครามภายในได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เมื่อสงครามคอมมิวนิสต์ได้สิ้นสุดลง และสงครามคอมมิวนิสต์หรือสงครามเย็นในเวทีโลกก็สิ้นสุดลง อันเท่ากับภัยคุกคามของสงครามในแบบเดิมจบไปแล้ว

ถ้าเช่นนั้นแล้ว กองทัพไทยจะปรับตัวอย่างไรกับภูมิทัศน์ใหม่ของโลกหลังสงครามเย็น ที่ตามมาด้วยสงครามใหม่ในแบบของสงครามอ่าว

ผมจึงพยายามนำเสนอแนวคิดด้านความมั่นคงและการทหารใหม่ผ่านบทความในมติชนสุดสัปดาห์ และผ่านหนังสือเรื่อง ค.ศ.2000 ซึ่งต่อมาได้ทราบในภายหลังว่า นายทหารชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งได้ซื้อหนังสือเล่มนี้ไปแจกจ่าย

ผมขออนุญาตเอ่ยนามนายทหารท่านนี้คือ พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ และได้เข้าดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดในเวลาต่อมา (ตุลาคม 2539-กันยายน 2543)

ผมได้พบนายทหารท่านนี้เป็นครั้งแรกในงานวันเกิดของกองทัพอากาศประจำปี 2540 ซึ่งในปีนั้นกองทัพอากาศได้จัดงานสัมมนาทางวิชาการที่กองบิน 1 โคราช พวกเราที่เป็นนักวิชาการและได้รับเชิญเป็นวิทยากร จึงเดินทางโดยเครื่องบินของกองทัพอากาศจากดอนเมืองไปโคราช และกองทัพอากาศได้จัด “แอร์โชว์” ด้วยการแสดงความพร้อมรบของฝูงบินเอฟ 16 เพื่อให้ ผบ.ทหารสูงสุด นายทหารจากเหล่าทัพอื่น และสื่อได้เห็น

พวกเราที่เป็นนักวิชาการได้นั่งรับประทานอาหารกลางวันกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ซึ่ง พล.อ.มงคลได้ถามว่า “อาจารย์เป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง ค.ศ.2000 ใช่ไหม?”…

วันนั้นเป็นครั้งแรกที่ผมได้พูดคุยเรื่องทางทหารกับนายทหารระดับสูงสุดของกองทัพไทย

หลังจากการพบกันครั้งแรกที่กองบิน 1 แล้ว ผมได้รับทราบว่า พล.อ.มงคลพยายามที่จะจัดตั้ง “ทิงก์แทงก์” (think tank) ของผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผมและเพื่อนอาจารย์ได้รับการชักชวนให้เข้ามาร่วมให้ความเห็นทางวิชาการ เพื่อที่จะเป็นประโยชน์กับการทำงานของผู้บัญชาการทหารสูงสุดในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะในขณะนั้น ปัญหาแรงงานข้ามชาติ ปัญหายาเสพติด และปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดน มีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้น

แม้จะไม่ใช่เรื่องของการปฏิรูปกองทัพโดยตรง แต่ผมได้มีโอกาสเห็นความตั้งใจอย่างมากของนายทหารระดับสูงอย่าง พล.อ.มงคล ที่ต้องการปรับเปลี่ยนการทำงานของฝ่ายทหาร แม้จะเป็นเรื่องของปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านก็ตาม

และที่สำคัญได้เห็นถึงความพยายามที่ต้องการจะแสวงหาแนวทางในการแก้ปัญหาด้วยการใช้นักวิชาการเข้ามาช่วย พวกเราเองที่เป็นคณะนักวิชาการเองก็มีความรู้สึกที่ดี เพราะเป็นการทำงานโดยไม่แอบอิงกับผลประโยชน์หรือเงินพิเศษจากผู้นำทหาร

ด้วยความสัมพันธ์เช่นนี้ทำให้ พล.อ.มงคลเป็นนายทหารอีกท่านหนึ่งที่ผมให้ความเคารพเสมอมา

 

ปฏิรูปในห้องสัมมนา

แต่ดังที่กล่าวแล้วว่าความกระตือรือร้นของคณะนายทหารไทยที่จะเรียนรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงทางยุทธศาสตร์ในยุคหลังสงครามเย็น เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด เวทีสัมมนาภายในกองทัพในช่วงดังกล่าวเป็นหลักฐานอย่างดีในเรื่องนี้ ในกองทัพอากาศเองดูจะตื่นตัวอย่างมาก อาจจะเป็นเพราะกองทัพอากาศเป็นพระเอกสงครามอ่าว จนเสมือนกับสงครามชนะด้วยปัจจัยของ “นภานุภาพ” (air power) แต่ในความจริงแล้ว ไม่มีสงครามใดที่รบและชนะได้ด้วยเพียงกำลังเหล่าทัพเดียว

เวทีสัมมนาในกองทัพมีข้อเสนอต่างๆ มากมาย แต่ก็น่าเสียดายว่าในภาพรวมแล้ว เรากลับไม่สามารถสร้าง “ขบวนปฏิรูปกองทัพ” (military-reform movement) ให้เกิดขึ้นได้

ดังนั้น ข้อเสนอที่ดีหลายเรื่องจึงเป็นเพียง “การปฏิรูปในห้องสัมมนา” และไม่มีโมเมนตัมมากพอที่จะผลักดันให้เกิดการปฏิรูปได้จริง จนกลายเป็น “การปฏิรูปบนกระดาษ” ซึ่งสุดท้ายแล้วไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ

ในฐานะนักวิชาการที่ได้เข้าไปเห็นและมีส่วนร่วมในเรื่องเหล่านี้ จึงได้แต่เพียงรู้สึกเสียดายกับโอกาสของการปฏิรูปกองทัพที่ผ่านเลยไป และไม่หวนกลับคืนมาอีก

เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า โอกาสมักจะไม่เดินมาหาเราเป็นครั้งที่สอง…

แต่ผมก็ไม่เคยเลิกฝันถึงการปฏิรูปทหาร แม้ข้อเสนอเรื่องปฏิรูปกองทัพของผมชิ้นแรกปรากฏในมติชนสุดสัปดาห์มาตั้งแต่ปี 2528 ก็ตาม!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร