bg-single

‘ปิติ ศรีแสงนาม’ มองไทยควรยืนอยู่จุดไหนในเวทีระหว่างประเทศ ชี้ ‘ไบเดน’ ล้มเหลวทิ้งเวทีเอเปค | รายงานพิเศษ

01.11.2022

รายงานพิเศษ

 

‘ปิติ ศรีแสงนาม’

มองไทยควรยืนอยู่จุดไหนในเวทีระหว่างประเทศ

ชี้ ‘ไบเดน’ ล้มเหลวทิ้งเวทีเอเปค

 

รองศาสตราจารย์ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของผลงานหนังสือเล่มร้อนแรง Amidst the New World Order ไทยในระเบียบโลกใหม่ มาร่วมให้ความเห็นการเมืองโลกอย่างน่าสนใจว่า เวลาเราพูดถึงระเบียบโลกเดิมที่ “สหรัฐอเมริกา” เป็นแกนนั้น เปรียบเสมือนคนสร้างกฎกติกา แล้วมาเป็นกรรมการแถมเป็นผู้เล่นเองแต่เพียงผู้เดียว ภาวะที่เรียกว่า Unipolar World มันเกิดขึ้นจริงๆ จังๆ หลังการล่มสลายของโซเวียตในปลายปี 1991 จากโลกที่มี 2 ขั้วในช่วงสงครามเย็น เหลืออเมริกาคุมกฎอยู่เจ้าเดียว

ถามว่าสิ่งนี้มันผิดธรรมชาติหรือไม่ในเมื่อทั้งโลกมีเกือบ 200 กว่าประเทศ แต่ทำไมถึงให้ประเทศเดียวเป็นคนวางกติกาเป็นกรรมการและเป็นผู้เล่น จึงต้องมาตั้งคำถามใหม่ว่า หรือระเบียบโลกควรจะเป็นระเบียบที่ทุกประเทศมีส่วนร่วมในการกำหนดกติการ่วมกัน มีส่วนร่วมในการเป็นกรรมการร่วมกัน และทุกคนเป็นผู้เล่นร่วมกัน ลักษณะนี้เรียกว่า Multipolar World คือโลกที่มีหลายขั้วซึ่งน่าจะเป็นธรรมชาติมากกว่า

แต่แน่นอน การเดินไปสู่จุดที่เป็นธรรมชาติแบบนั้นขึ้นอยู่กับ 2 กลุ่ม มหาอำนาจเดิมคือสหรัฐเขาก็มองว่าเขาสูญเสียอำนาจ

ขณะที่คนที่จะขึ้นมาท้าทายกับวิธีคิดที่อเมริกาคุมทุกอย่างรวมศูนย์อยู่ที่เดียว ในอดีตเขาอาจจะยังแข็งแกร่งไม่พอ ไม่ว่าจะเป็นแข็งแกร่งในด้านกองทัพ ความมั่นคงด้านการต่างประเทศ ด้านเศรษฐกิจ แต่วันนี้หลายๆ ประเทศในโลกเริ่มทะยานขึ้นมา เราจะเริ่มเห็นหลายประเทศแข็งแกร่งมากขึ้น

หลายคนถึงเรียกว่า เป็น The End of American World Order

แต่ถึงอย่างนั้นสหรัฐอเมริกายังมีกองทัพที่ใหญ่ที่สุด มีเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ยังมีอิทธิพลทางการทูตอยู่มาก

เพียงแต่ว่ามันจะไม่ใช่โลกที่อเมริกาจะเป็นเพียงแค่หนึ่งเดียวที่จะกำหนดทุกอย่างอีกต่อไป

สําหรับการต่างประเทศของไทยในห้วงที่ผ่านมา รศ.ปิติกล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าการต่างประเทศของไทยมี Wisdom แบบของตัวเอง และ Wisdom นี้เกิดขึ้นด้วยความที่เราเป็นคนไทยสะสมต่อยอดกันมายาวนานมาก

ตั้งแต่เราเริ่มมีความสัมพันธ์ทางการทูตในอดีตมาตั้งแต่สมัยที่เรามีความเป็นรัฐชาติ ความเป็นไทยในยุครัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 ที่ทำให้ประเทศไทยจากการที่ดูว่าล้าสมัย จนวันนี้เราสะสมภูมิปัญญาองค์ความรู้เรื่องพวกนี้มา

ดังนั้น การเข้ามาของ “รัฐบาลชุดปัจจุบัน” จึงเป็นเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่สามารถที่จะทำลาย Wisdom ทั้งหมดที่สะสมมาได้

เพียงแต่ว่าแน่นอนว่าหลายๆ ประเทศที่เขาห่วงกังวลในเรื่อง “ความเป็นประชาธิปไตย” หลายประเทศที่เขาห่วงและกังวลเรื่องการมีรัฐบาลที่มีที่มาจากการรัฐประหาร ไม่อยากจะมีปฏิสัมพันธ์กับเราในรูปแบบที่เปลี่ยนไปเมื่อเปรียบเทียบกับถ้าเราเป็นรัฐที่เป็นประชาธิปไตยอย่างเต็มรูปแบบ

แต่อย่างน้อยที่สุดเชื่อว่าภูมิปัญญาความภาคภูมิใจเรื่ององค์ความรู้ในเรื่องการต่างประเทศของประเทศไทยเป็นเรื่องที่สะสมมาอย่างยาวนาน

และคนในกระทรวงการต่างประเทศ คนในหน่วยงานอื่นๆ ทั้งภาครัฐ-เอกชนของไทย ที่กระทรวงการต่างประเทศเขาไม่ได้ด้อยเลยยังคงสามารถดำรงดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของไทยได้อย่างเต็มที่

ผมคิดว่าการไม่เป็นประชาธิปไตยที่เต็มใบของไทยจะมีผลต่อการยืนหยัดในเวทีระหว่างประเทศ แต่ว่าไม่ได้มีผลมากอย่างที่หลายฝ่ายคิดกัน

เพราะอย่าลืมว่าหลายประเทศที่มีความแข็งแกร่งในระเบียบโลกทางด้านเศรษฐกิจก็ไม่ได้เป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตย

ในโลกเรามีระบอบการปกครองที่มีพรรคคอมมิวนิสต์ มีระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มีประชาธิปไตย และภายในความเป็นประชาธิปไตยเองก็มีหลายรูปแบบ แน่นอนที่สุด ถ้ามีค่านิยมเดียวกันยึดถือคุณค่าเดียวกันในการยึดถือประชาธิปไตยแบบตะวันตก คุณอาจจะพูดจากับตะวันตกกับยุโรปและอเมริกาได้ง่ายหน่อย

แต่ถ้าอินเดียหรือจีนเอง ถามว่าพวกเขาเหล่านี้ไม่สำคัญบนเวทีโลกหรือ คำตอบคือเขาสำคัญ

หรือประเทศที่เป็นประเทศขนาดเล็ก และเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างบรูไนเขาก็สำคัญ กรณีของซาอุดีอาระเบียที่ใกล้เคียงกับสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็สำคัญกับโลก

เพราะฉะนั้นในความเป็นจริงประชาธิปไตยอาจจะเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้เราสามารถจะมีความสัมพันธ์ในรูปแบบที่เป็นปกติหรือดีกับกลุ่มประเทศหนึ่ง แต่ไม่ใช่เงื่อนไขทั้งหมดที่บอกว่าถ้าคุณเป็นประชาธิปไตยแล้วทุกอย่างจะดีไปหมด ถูกต้องไหม มันไม่ใช่แบบนี้

 

จุดยืนที่สำคัญที่สุดของประเทศในสายตาของอาจารย์ปิติคือ เวลาเราพูดถึงเรื่องจุดยืนเราต้องรักษาผลประโยชน์แห่งชาติของประเทศไทย เราคงไม่เลือกข้างจีน เราคงไม่เลือกข้างสหรัฐอเมริกา เราคงไม่เลือกข้างไหนเลย ควรเลือกข้างเดียวคือข้างผลประโยชน์แห่งชาติของเรา

แต่สิ่งที่ควรจะต้องพูดคุยกันและมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนมากยิ่งขึ้นคือ จะต้องร่วมกันหาว่าผลประโยชน์แห่งชาติของไทยเราจริงๆ ที่คนไทยส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ

มีเรื่องอะไรบ้าง จากความมั่นคงที่เป็นองค์รวม ผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ การมีเสถียรภาพ การกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม จนถึงเรื่องของมิติสังคม-เทคโนโลยี-สิ่งแวดล้อม

แต่การมีจุดเดียวหนึ่งเดียวก็ไม่พอ ต้องมี “หลังพิงที่ชัดเจน” ด้วย

เราควรต้องชัดเจนว่าเราจะอยู่ร่วมกับทุกประเทศในโลกอย่างสันติได้อย่างไร

เราจะรักษาเรื่องที่เป็นค่านิยมสำคัญของโลกได้อย่างไร โดยไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน มีการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การอยู่ร่วมกันโดยเคารพซึ่งกันและกัน แบ่งปันผลประโยชน์ซึ่งกันและกันเพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ หรือหลักการของสหประชาชาติเป็นอย่างไร หลักการของอาเซียน หลักการของกรอบต่างๆ ที่เราไปเข้าไปอยู่ด้วยเป็นอย่างไร

ดังนั้น การที่เราเข้าไปอยู่ในจุดยืนนั้นกับหลังพิงตรงนี้เราจะมั่นคงมากยิ่งขึ้น และถ้าเราใช้จุดยืนและหลังพิงตรงนี้ได้ เราก็จะตอบได้ทุกเรื่องว่าประเด็นนั้นไทยกับจีนมีผลประโยชน์ร่วมกัน

ประเด็นนี้ไทยกับอเมริกาถ้ามีผลประโยชน์ร่วมกัน เราพร้อมที่จะสนับสนุนอเมริกาโดยที่จีนก็มาว่าเราไม่ได้

ประการสุดท้ายคือ ถ้ามีจุดยืนแล้วมีหลังพิงแล้วสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีอำนาจต่อรองด้วย เพื่อให้ผลประโยชน์ที่แสวงหามาร่วมกันถูกแบ่งปันอย่างเท่าเทียมเป็นธรรม การจะมีอำนาจต่อรองได้

ผมคิดว่าไทยควรต้องเล่น “บทบาทนำในเวทีประชาคมอาเซียน”

 

อาจารย์ปิติบอกว่า ที่ผ่านมาถือว่ารัฐไทยดำเนินนโยบายค่อนข้างเป็นกลาง สามารถประสานประโยชน์กับทุกฝ่ายได้ แต่คนในประเทศเราเองแบ่งเป็นหลายฝ่าย ฝ่ายหนึ่งบอกว่าเราใกล้ชิดอเมริกาเกินไป อีกฝ่ายหนึ่งมองว่าไทยเป็นมณฑลหนึ่งของจีนด้วยซ้ำ

แต่จากกระแสที่เกิดขึ้นนี้ทั้งสองฝั่งแปลได้ว่าเรารักษาสถานะเป็นกลางได้ ถึงถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งสองข้าง ขึ้นอยู่กับว่ามองจากมุมไหน คนเหล่านั้นมีองค์ความรู้หรือแบ๊กกราวด์แบบไหน คนที่มีอคติกับจีนก็จะมองแบบหนึ่ง ทุกคนไม่ได้มองจาก “ตรงกลาง” หากลองถอยออกมาดูว่าเราดำเนินการเรื่องอะไรต่างๆ มาบ้าง จะเห็นได้ว่าเราค่อนข้างรักษาดุลอำนาจได้ดี เราคบค้ากับทุกคน

ส่วนการประชุมเอเปค 2022 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ มองว่าเราไม่ได้เสียอะไร จากกรณีที่โจ ไบเดน ไม่มา เพราะงานนี้เราเตรียมการล่วงหน้ามาเป็นปีๆ และเรากำลังต้องการความร่วมมือทางเศรษฐกิจมากกว่าที่เคยเป็นมาเพื่อประโยชน์ของคน 2 พันล้านกว่าคน สหรัฐเองก็ไม่เสียประโยชน์ อีก 21 ประเทศก็ไม่เสีย

แต่คนที่จะเสียประโยชน์จากครั้งนี้มีบุคคลเดียวคือ “โจ ไบเดน” ที่เลือกเพิกเฉยปัญหาปากท้องของ 21 เขตเศรษฐกิจของคน 2 พันล้านกว่าคน เลือกที่จะฉลองงานแต่งงานหลานสาว ถ้าผมเป็นคู่แข่งก็หวานหมูเลยในการมองเกมนี้ ไม่ว่าจากมุมไหนที่ใช้ทำเนียบขาวไปจัดงานแต่งหลานสาว ทั้งเรื่องธรรมาภิบาลและการไม่มีภาวะผู้นำไม่เห็นหัวหลายประเทศ เห็นเรื่องอื่นสำคัญมากกว่าปัญหาคน 2 พันล้านกว่าคน

ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน “ไบเดน” ล้มเหลว

ชมคลิป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ครูสอบตก ‘ลูกจ้างชั่วคราว’ โจทย์ใหญ่ ‘สพฐ.’ เกาไม่ถูกที่คัน
‘REMARKABLY BRIGHT CREATURES’ | ‘หมึกยักษ์สีสดใส’
ย่านฮิต ทรงวาดไวบ์
บทเรียนเอสซีจี วิกฤต และโอกาส (4)
ทำลาย AI ซะ! ฆ่ามันให้ตาย!’
ก้าวใหม่ สังคม ภาพ แห่ง ‘สุภาพบุรุษ’ ก้าวใหญ่ สังคม
อนุทินโมเดล! ปัญหาและความท้าทายในภาคใต้
พฤษภาเลือด ชาวอำนาจเจริญ ชาวบุรีรัมย์ ณ เบื้องหน้า กระสุน สังหาร
ปัตตานี เอฟซี ฟีเวอร์ กีฬาสร้างภาพจำใหม่ แก่จังหวัดปัตตานีและชายแดนใต้
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (9)
นับถอยหลัง โผทหาร ทัพไทย-สมช.จับตา ‘เสธ.จุ๊ฟ-เสธ.เอี่ยว’ จ่อชิง เสือป่า 1 กองทัพ ปึ้ก รัฐบาล โชว์เขมร ‘อนุทิน’ นำขุนพล เยือนเวียดนาม
E-DUANG | เดิมพัน ไชยชนก ชิดชอบ กับ AI PASSPORT