bg-single

ผู้นำตลอดกาลของจีน! ปัญหาและความท้าทาย | สุรชาติ บำรุงสุข

27.11.2022

“ระบบโลกมีปัญหา และจีนมีคำตอบให้”
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

ในวันเวลาที่จีนก้าวขึ้นสู่การเป็น “รัฐมหาอำนาจใหญ่” ภายใต้สถานการณ์การแข่งขันของรัฐมหาอำนาจ การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในของจีนย่อมเป็นประเด็นที่จะต้องถูกจับตามองจากเวทีโลก

เพราะการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ย่อมกระทบกับความเป็นไปของสถานการณ์โลกในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่โลกมีความผันผวนเช่นในปัจจุบัน ซึ่งมีแนวโน้มของการก้าวสู่สภาวะ “สงครามเย็นในศตวรรษที่ 21” อย่างเห็นได้ชัด

เราทราบกันดีว่า ตัวผู้นำของรัฐมหาอำนาจใหญ่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่บ่งบอกถึงทิศทางการเมืองโลกในอนาคต เพราะการเปลี่ยนตัวผู้นำย่อมมีนัยถึงการเปลี่ยนนโยบายในตัวเอง

ดังเช่นที่โลกเคยเห็นถึงการปรับเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาในยุคของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มาแล้ว

ซึ่งการ “สะวิง” ในเชิงนโยบายนี้เป็นผลโดยตรงจากการเปลี่ยนตัวผู้นำ

ในกรณีของจีน จึงมีข้อถกเถียงอย่างมากว่าในเทอมที่ 3 ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นั้น จีนจะปรับเปลี่ยนนโยบายอย่างไรหรือไม่

(AP Photo/Ng Han Guan)

ศูนย์กลางพรรค-ศูนย์กลางอำนาจ

ในการเมืองจีนนั้น การประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเพื่อเลือก “คณะกรรมการประจำ” (The Standing Committee) ของคณะกรรมการกลางพรรคเป็นข่าวสำคัญที่สุด เพราะคณะกรรมการนี้คือ “ศูนย์กลางพรรค” หรือมีสถานะเป็น “ศูนย์กลางอำนาจรัฐ” ที่แท้จริงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

การประชุมพรรคเพื่อเลือกคณะกรรมการดังกล่าวจึงเป็นข่าวสำคัญที่โลกติดตาม เพราะคณะบุคคลในคณะกรรมการประจำจะเป็นเครื่องบ่งบอกทิศทางของนโยบายจีนในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ทุกคนจะพอคาดเดาได้ว่าการขยายเวลาของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในเทอมที่ 3 เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะผิดไปจากที่คาดคะเนกันไว้แต่อย่างใด เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาเขาสามารถกระชับอำนาจภายในพรรคได้อย่างมาก คู่แข่งขันสำคัญในทางการเมืองล้วนถูกขจัดออกไปแล้ว

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ เมื่อการประชุมพรรคก็จบลงด้วยชัยชนะของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ตามที่คาดไว้

เขากลายเป็นผู้นำจีนที่มีอำนาจมากที่สุดนับตั้งแต่ยุคของประธานเหมา เจ๋อตุง และกลายเป็น “ผู้นำตลอดชีพ” เช่นที่ประธานเหมาเคยเป็นมาแล้ว

ดังจะเห็นได้ว่าจีนจาก “ยุคประธานเหมา” ในวันวาน กำลังก้าวสู่ “ยุคประธานสี” ในวันนี้…

ถ้าวันวานสังคมจีนต้องศึกษา “คำสอนประธานเหมา” วันนี้สังคมจีนต้องศึกษา “คำชี้แนะประธานสี” ไม่แตกต่างกัน

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ก้าวขึ้นสู่อำนาจในตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 2012 และเป็นครั้งแรกที่ผู้นำจีนได้อยู่ในอำนาจมากกว่า 2 เทอม เนื่องจากมีข้อกำหนดเดิมที่เลขาธิการพรรคฯ จะอยู่ในอำนาจได้ไม่เกิน 10 ปี (หรือ 2 เทอม) เพื่อป้องกันปัญหาการผูกขาดอำนาจในพรรค อันจะนำไปสู่ “ลัทธิบูชาตัวบุคคล” เช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว และการผูกขาดอำนาจจะนำไปสู่ “การปกครองแบบผู้นำคนเดียว”

แต่กติกานี้ต้องยกเลิกไปในปี 2018 เพื่อเปิดโอกาสให้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง อยู่ในอำนาจต่อไปได้

การแก้กติกานี้คือภาพสะท้อนถึงการสร้างฐานอำนาจที่เข้มแข็งของเขาในการเมืองจีน

และการยกเลิกกติกานี้จึงทำให้เขาเป็น “ผู้นำตลอดกาล” ของจีนอย่างแท้จริงในยุคปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้การเมืองจีนซึ่งเป็น “ระบบพรรคเดียว” กลายเป็นการปกครองแบบ “ระบอบคนเดียว”

อีกทั้งการประชุมพรรคครั้งนี้ยังได้เห็นถึงการแสดงอำนาจอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ด้วยการพาตัว “อดีตประธานาธิบดีหู จิ่นเทา” ออกจากการประชุม…

ภาพนี้ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก จึงเสมือนกับการส่งสัญญาณทั้งภายนอกและภายในว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง คือ “ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดแต่เพียงผู้เดียว” และไม่อนุญาตให้ใครมาท้าทาย

ดังเช่นที่เขาเคยจัดการกับคู่แข่งขันเพื่อกระชับอำนาจภายในพรรคฯ มาแล้วด้วยข้อหาคอร์รัปชั่น จนข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชั่นถูกมองว่าเป็นเครื่องมือในการกวาดล้างคู่แข่งทางการเมืองที่ใช้อย่างได้ผล และอาจเป็นข้อกล่าวหาที่ “ถูกใจ” คนในสังคมจีนที่เห็นถึงความฉ้อฉลจากการคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นกับผู้นำพรรคในระดับบน แต่พวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้

การใช้การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นเครื่องมือจึงไม่เพียงช่วยในการจัดการกับคู่แข่งทางการเมือง แต่ยังช่วยสร้างเสียงสนับสนุนจากสังคมด้วย และยังช่วยสร้างภาพให้เขาเป็น “ผู้นำมือสะอาด” ของจีน

แม้สำนักข่าวซินหัวของจีนจะพยายามแถลงว่า ประธานาธิบดีหู จิ่นเทา สุขภาพไม่ดี และจำเป็นต้องออกไปพักผ่อนก่อนการประชุมจบ

แต่ดูเหมือนคำแถลงเช่นนี้ไม่สามารถจูงใจให้สังคมภายนอกเชื่อได้มากนัก

ผู้ที่สนใจการเมืองจีนล้วนเห็นตรงกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือภาพสะท้อนถึงความขัดแย้งภายในพรรค ซึ่งผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนพยายามที่จะปกปิดด้วยการซ่อนไว้ใต้พรม

อดีตประธานาธิบดีหู จิ่นเทาของจีน ขณะถูกเจ้าหน้าที่นายหนึ่งเข้ามาพาตัวให้ออกไปจากที่ประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่มหาศาลาประชาชน ในกรุงปักกิ่งของจีน เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม (รอยเตอร์)

การกระชับอำนาจในพรรค

การพาอดีตผู้นำอาวุโสของพรรคฯ ออกจากการประชุมอย่างที่ไม่ต้องแคร์กับสายตาชาวโลก จึงเป็นการสร้างภาพให้เห็นความเป็น “ผู้นำที่เข้มแข็ง” หรือ “Strong Man” ในการเมืองจีน ที่สามารถจัดการกับฝ่ายตรงข้ามได้อย่างเด็ดขาด

อีกทั้งยังเป็นสัญญาณถึงกลุ่มต่อต้านเขาภายในรัฐบาลอีกด้วย

หรืออีกนัยหนึ่งคือ กลุ่มสี จิ้นผิง ยังสามารถควบคุมการยึดอำนาจภายในพรรคฯ และทำให้การโค่นล้มเขาภายในพรรคฯ เป็นไปได้ยาก

นอกจากนี้สัญญาณของการกระชับอำนาจทั้งภายในพรรคฯ และภายในรัฐบาล ยังเห็นได้จากการแต่งตั้งคณะกรรมการประจำใหม่บางส่วน ซึ่งเป็นที่รับรู้กันว่ากรรมการใหม่เหล่านี้ล้วนเป็นคนในปีกของสี จิ้นผิง ทั้งสิ้น

และในอีกส่วนคือการเปลี่ยน “นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง” ออกไป เพราะเขามีมุมมองทางเศรษฐกิจที่แตกต่างออกไปจากประธานาธิบดี อีกทั้งความเห็นต่างในนโยบาย “โควิดเป็นศูนย์” (Zero-Covid Policy)

หลี่ เฉียง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์สาขานครเซี่ยงไฮ้ปรบมือ หลังได้รับการแนะนำตัวในฐานะสมาชิกคณะกรรมการกลางถาวรของพรรค เมื่อ 23 ต.ค. (เอเอฟพี)

การเปลี่ยนตัวเช่นนี้จึงทำให้จีนได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่คือ “นายหลี่ เฉียง” ซึ่งเป็นคนในสายของประธานาธิบดี

– ทิศทางนโยบาย :

คณะกรรมการประจำพรรคชุดใหม่ของจีนในเชิงตัวบุคคลทั้งหมดคือคำยืนยันว่านโยบายใหม่ของจีนจะยังคงเดินไปในแนวทางเดิม

หรืออีกนัยหนึ่งคือจะไม่มีการปรับเปลี่ยนนโยบายของจีน และนโยบาย “โควิดเป็นศูนย์” จะยังคงใช้ต่อไป แม้จะมีความเห็นแย้งในสังคมและในหมู่นักลงทุนเช่นไรก็ตาม

ซึ่งกลุ่มนักธุรกิจและนักลงทุนทั้งภายนอกและภายในยังหวังว่า รัฐบาลจีนจะปรับและ/หรือยกเลิกนโยบายดังกล่าว เพื่อลดแรงกดดันภายในสังคม และทำให้สามารถขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้

อีกทั้งการจัดการโควิด-19 สะท้อนให้เห็นถึงการใช้อำนาจในการควบคุมทางสังคมอย่างเข้มงวดด้วยระบบกล้องติดตาม รวมถึงการควบคุมการสื่อสารในอินเตอร์เน็ตมากขึ้น

– นโยบายเศรษฐกิจ :

สิ่งเหล่านี้ในอีกด้านจึงเป็นการบ่งบอกถึงการรวมศูนย์อำนาจทางการเมืองที่มากขึ้นของผู้นำจีน และมีนัยว่าเศรษฐกิจจีนจะมีลักษณะของ “การควบคุมโดยรัฐ” มากขึ้นเช่นกัน (คือเป็น state-controlled economy) หรืออาจเรียกในทางทฤษฎีว่าเป็น “ทุนนิยมโดยรัฐ” ในแบบจีน อันส่งผลให้การควบคุมดูแลเศรษฐกิจภาคเอกชนมีมากขึ้น

ดังจะเห็นได้ถึงสัดส่วนของธุรกิจภาคเอกชนลดลงในโครงสร้างเศรษฐกิจของจีนยุคปัจจุบัน อันทำให้ภาคเอกชนจากภายนอกที่ต้องการลงทุนในจีนมีความกังวลต่อการควบคุมโดยรัฐ

อีกทั้งเศรษฐกิจจีนยังได้รับผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้งสหรัฐกับจีนด้วย

– นโยบายฟื้นฟูชาติ :

นโยบายสำคัญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง คือ การสร้าง “ยุคทองของจีน” ให้กลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง หรือการประกาศนโยบาย “การฟื้นฟูชาติจีนครั้งใหญ่” (The Great Rejuvenation of the Chinese Nation) และถือว่าสิ่งนี้เป็น “ภารกิจดั้งเดิม” ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนับตั้งแต่ได้อำนาจรัฐมาในปี 1949 อันเป็นแนวคิดที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เน้นย้ำมาโดยตลอด ทั้งยังสอดรับกับกระแสชาตินิยมภายในจีนเองอีกด้วย

การสร้างกระแสชาตินิยมภายใต้ชุดความคิดแบบ “การฟื้นฟูชาติ” ดูจะไม่แตกต่างจากชุดความคิดแบบสร้าง “อเมริกาให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง” ของประธานาธิบดีทรัมป์ ในอีกด้านคือการฟื้นฟูและดำรงบทบาทของพรรคคอมมิวนิสต์จีนให้เป็นผู้นำทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

– นโยบายการทหาร :

นโยบายสำคัญอีกส่วนคือ การสร้างความเข้มแข็งทางทหารของจีน ดังที่เขาเรียกร้องให้มีการ “พัฒนาทางทหารที่เร็วมากขึ้น” (faster military development) เพื่อนำไปสู่การขยายขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์ของกองทัพจีนในเวทีโลก ซึ่งการดำเนินการเช่นนี้ทำให้นักสังเกตการณ์กังวลกับปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียในอนาคต ดังเช่นที่เห็นจากกรณีการปิดล้อมไต้หวัน และจีนไม่ปฏิเสธต่อการใช้กำลังในการรวมไต้หวัน

ผลของการขยายอำนาจเช่นนี้ย่อมทำให้การแข่งขันทางทหารระหว่างสหรัฐกับจีนในเอเชียมีความเข้มข้นขึ้น และส่งผลกระทบต่อบรรดารัฐเพื่อนบ้านในเอเชีย ที่บางส่วนมองว่าจีนเป็นภัยคุกคาม

– นโยบายเทคโนโลยี :

รัฐบาลจีนพยายามใช้นโยบายพึ่งพาตนเองและสร้างความเข้มแข็งทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และลดการพึ่งพาตะวันตกและญี่ปุ่นในเรื่องนี้ แต่ปัญหาความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับจีนได้ส่งผลกระทบอย่างมากกับการพัฒนาเทคโนโลยีของจีน

ซึ่งปัญหาการแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างสองมหาอำนาจจะเข้มข้นมากขึ้น และอาจทำให้รัฐจีนขยายบทบาทในการพัฒนาเทคโนโลยีมากขึ้น

ความท้าทายในอนาคต

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีทั้งประเด็นภายนอกและภายใน

เช่น ปัญหาสิทธิมนุษยชน (โดยเฉพาะในกรณีซินเกียงและฮ่องกง)

ปัญหาการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพทางการเมืองภายใน

ปัญหาการฟื้นฟูเศรษฐกิจจีนในยุค “โควิดเป็นศูนย์”

ปัญหาหนี้สินในภาคอสังหาริมทรัพย์

ปัญหาการแข่งขันกับสหรัฐอเมริกา

ปัญหาการวางจุดยืนในสงครามยูเครน

และประเด็นสำคัญคือ ปัญหาแรงเสียดทานภายในพรรคคอมมิวนิสต์ รวมทั้งกระแสต่อต้านรัฐบาลในสังคมจีน

การกระชับอำนาจในเทอมที่ 3 ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ทำให้เขากลายเป็น “ผู้นำตลอดกาล” อย่างแท้จริง

ดังนั้น จึงต้องจับตามองทั้งบทบาทของจีนในเวทีระหว่างประเทศ และมองการกวาดล้างทางการเมืองภายในที่อาจจะเกิดตามมาในอนาคตอีกด้วย!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี