bg-single

คนรุ่นใหม่อย่าง ‘ตะวัน’ และ ‘แบม’ | ปราปต์ บุนปาน

28.01.2023

ความจริงข้อหนึ่งที่ปฏิเสธได้ยาก ก็คือ เวลาให้คนวัย 40-50-60 ปี หรือมากกว่านั้น พูดหรือนึกถึง “คนรุ่นใหม่ๆ”

กระบวนการที่เกิดขึ้นและดำเนินไปมักไม่ง่ายและสะดวกใจนักหรอก

แม้ปากของ “ผู้ใหญ่” อาจจะพร่ำพูดไปได้เรื่อยเจื้อยว่า “คนรุ่นใหม่” คือ อนาคต คือ วันพรุ่งนี้ เป็นความหวังของวันข้างหน้า เป็นพลังงานแห่งความกระตือรือร้น ที่จะผลักดันโลกและเปลี่ยนแปลงสังคมให้เคลื่อนหน้าไปอย่างไม่มีหยุดยั้ง ฯลฯ

แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ คุณลุงคุณป้า คุณน้าคุณอา หรือคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยาย ต้องมาดีลกับคนรุ่นลูกๆ หลานๆ กันจริงๆ ณ ปัจจุบันขณะ

ทุกคนก็ย่อมรู้และตระหนักดีว่า อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ระหว่าง “คนรุ่นพวกคุณ” กับ “คนรุ่นพวกเขา” ไม่ได้ปรับประสานเข้าหากันอย่างราบรื่นลงรอยเหมือนในความคิดและจินตนาการ

เพราะวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อ ความคาดหวัง ของคนต่างรุ่นนั้นผิดแผกจากกันเยอะ ตามช่องว่างระหว่างวัยที่ห่างออกจากกัน ทั้งยังถูกกระตุ้นเร้าด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร-การเข้าถึงข้อมูลความรู้ในโลกยุคใหม่ที่รุดหน้า รวดเร็ว กว้างไกลมากขึ้น

ยังไม่ต้องถกเถียงกันในประเด็นเคร่งเครียด เพราะเอาแค่เรื่องวัฒนธรรมดูหนัง-ฟังเพลง คนรุ่นที่เกิดหลังปี 2000 ก็ดูจะมีรสนิยมและวิถีการเสพความบันเทิงที่แตกต่างไปจากคนรุ่น 60-70-80-90 (ที่ยังพอมีจุดเชื่อมต่อกันได้อยู่) โดยชัดเจน

แม้แต่วิถีการบริโภคอาหารที่หลายคนเชื่อว่าเป็น “เรื่องสากล” ก็มีความต่างกันอยู่พอสมควร เพราะอาหารบางประเภทที่ผู้ใหญ่คิดว่ากินง่าย กินอร่อย กินสะดวก ก็อาจเป็นอาหารที่เด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยนิยมกินกันแล้ว

ยิ่งเมื่อพิจารณาไปยังเรื่องการใช้ชีวิตและการทำงาน เราก็ยิ่งพบความแตกต่าง ดังที่หน่วยงานเอกชนจำนวนมากน่าจะกำลังต้องเผชิญหน้ากับข้อเรียกร้องของพนักงานรุ่นใหม่หลังยุคโควิด ที่ขอให้บริษัทมีนโยบายเวิร์กฟรอมโฮมอย่างเป็นทางการ และปรับเปลี่ยนเวลาเข้าออฟฟิศให้เหลือเพียงแค่ 2-3 วันต่อสัปดาห์ โดยวัดความสำเร็จของการปฏิบัติงานที่ประสิทธิผลเป็นหลัก

แน่นอน หน่วยงานใหม่ๆ ที่ก่อร่างสร้างตัวจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ล้วนๆ น่าจะปรับตัวกับข้อเรียกร้องนี้ได้ไม่ยาก ผิดกับหน่วยงานรุ่นเก่า ที่ยังมีวิธีการทำงานแบบเดิม และมีคนวัยกลางคน-สูงอายุอยู่มากพอสมควร ซึ่งคงปรับตัวกับข้อเสนอเดียวกันได้ไม่ง่ายนัก

 

ประเด็น “คนรุ่นใหม่กับการเมือง” ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่พูดคุยเจรจากันได้ยากลำบาก

ลำพังแค่การวิเคราะห์กันเรื่อง “นิวโหวตเตอร์” กับการเลือกตั้งกันแบบรวมๆ หลวมๆ ผิวเผิน อาจฟังดูไม่มีข้อติดขัดมากมาย

ทว่า หากมองลึกลงไป เราก็จะพบสภาพความเป็นจริงที่ซับซ้อนหลากหลายกว่านั้น

เช่น ในฐานะคนวัย 40 ขึ้นไปที่มองสถานการณ์อยู่ห่างๆ เราอาจไม่แน่ใจกันด้วยซ้ำว่า ระหว่าง “คนรุ่นใหม่” ที่ออกมาเรียกร้องทางการเมืองบนท้องถนนในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งผู้ใหญ่บางส่วนมองว่าพวกเขาและเธอดู “แรง” และ “ไปไกลมาก” กับ “วัยรุ่นผู้หญิง” จำนวนไม่น้อย ที่รวมกลุ่มกันเป็น “แฟนด้อม” ตามติดนักการเมืองหญิงบางรายคล้ายวัฒนธรรมตามซุป’ตาร์

คนสองกลุ่มนี้มีความเกี่ยวข้อง, แตกต่าง และทับซ้อน กันอย่างไรบ้าง?

แต่แน่นอนว่าในความรู้สึกของ “คนมีอายุ” ส่วนมาก (แม้แต่ที่เป็น “ฝ่ายนิยมประชาธิปไตย”) ก็มีแนวโน้มที่จะมอง “เด็กกลุ่มแรก” เป็นพวกควบคุมยาก คุยไม่ง่าย หัวรุนแรง ผิดกับ “เด็กกลุ่มหลัง” ที่ดูน่ารัก สดใส คึกคัก มีพิษภัยน้อยกว่า

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีเครื่องมือที่บ่งชี้ชัดว่า “คนรุ่นใหม่” แบบไหนที่จะมีพลานุภาพทางการเมือง หรือสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมไทยได้มากกว่ากัน

กล่าวสำหรับ “คนรุ่นใหม่กลุ่มแรก” ประเด็นที่ร้อนแรง ณ ขณะนี้ ก็คือการที่ “ตะวัน-ทานตะวัน ตัวตุลานนท์” และ “แบม-อรวรรณ ภู่พงษ์” สองนักกิจกรรมรุ่นใหม่และผู้ต้องหาคดี ม.112 ตัดสินใจถอนประกันตัวเอง, ยื่นสามข้อเรียกร้องแก่กระบวนการยุติธรรมและพรรคการเมืองทุกพรรค

รวมทั้งยืนกรานประท้วงอดน้ำ-อาหาร จนกว่าข้อเรียกร้องทั้งหมดจะได้รับการยอมรับ

กรณีของ “ตะวันกับแบม” ก็คงไม่ต่างอะไรกับอีกหลากหลายประเด็นที่ “ผู้ใหญ่” และ “คนรุ่นใหม่” ในโลกและสังคมนี้ มองเห็นไม่ตรงกัน

ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ที่ข้อเรียกร้อง วิธีการสื่อสาร และแนวทางการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ทั้งคู่ จะทำให้ผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อย (ทั้งที่มีอำนาจและไม่มีอำนาจ ทั้งที่อยู่ฝ่ายเผด็จการและประชาธิปไตย) มีความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ

อย่างไรก็ดี มีบางสิ่งที่พึงขบคิดต่อจากความขัดแย้งหรือช่องว่างระหว่างวัยที่บังเกิดขึ้น

ข้อแรก เราควรรับฟังพวกเธอหรือไม่ ว่าโลกและความคาดหวังของคนรุ่นหลังบางส่วนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร?

ข้อนี้ หลายฝ่ายน่าจะยอมรับร่วมกันได้ว่า ควรรับฟัง

ข้อสอง ภาวะที่คนรุ่นใหม่คู่นี้และเพื่อนๆ ของเธอพยายามส่องสะท้อนออกมา มันแสดงให้ถึงความผิดปกติบางประการในสังคมการเมืองไทยหรือไม่?

ข้อนี้ กระทั่งผู้ใหญ่ “ที่มีสติ” บางคน ก็น่าจะรับรู้ได้ว่ากระบวนการยุติธรรมหลายเรื่องในบ้านเมืองนี้ นั้นผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวไปจากบรรทัดฐานที่ควรเป็นอยู่จริงๆ

ข้อสาม หลายคนตั้งข้อแม้ว่า ข้อเรียกร้องสุดท้ายของ “ตะวันกับแบม” ซึ่งระบุว่า “พรรคการเมืองทุกๆ พรรคต้องเสนอนโยบายเพื่อประกันสิทธิเสรีภาพ และการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยการยกเลิก ม.112 และ ม.116” ยังต้องผ่านกระบวนการเจรจาต่อรองกันอีกเยอะ ในโลกความจริงของสังคมการเมืองไทย

แต่ไม่มีเหตุผลอะไรที่ทุกพรรคการเมืองจะไม่รับเรื่องและผลักดันให้นำข้อเรียกร้องนี้ไปพิจารณา อภิปราย ถกเถียงกันในสภา

ทั้งยังหลีกเลี่ยงได้ยากที่ทุกพรรคจะไม่แสดงจุดยืนแบบใดแบบหนึ่งต่อข้อเรียกร้องทางการเมืองทำนองนี้ ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้น

และไม่มีเหตุผลอะไรเลย ที่ผู้ใหญ่ในสังคมจะเพิกเฉย ไม่ไยดี ไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจกับความทุกข์ความวิตกกังวลของคนรุ่นหลัง หรือรีบจะตัดรอนทันทีว่าสิ่งที่พวกเธอเสนอมานั้นฟังไม่ขึ้น ทำไม่ได้ และขัดฝืนความจริงอย่างสิ้นเชิง

ส่วนผู้ใหญ่ที่พยายามแสดงท่าที “สั่งสอนอบรม” ว่า “เด็ก” ควรทำอย่างโน้นอย่างนี้ ก็คงต้องยอมรับว่า เมื่อสังคมเคลื่อนมาถึงจุดนี้ ความขัดแย้ง-แตกต่าง-รอยปริร้าวดำเนินมาถึงจุดนี้

“น้องๆ ลูกๆ หลานๆ” เขาก็คงไม่เชื่อฟังคำสอนของพวกคุณแล้วแหละ •

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร