bg-single

ข้อเสนอแก้รัฐธรรมนูญ ปลดล็อกวาระ 8 ปี นายกฯ | พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย

31.01.2023

นอกจากการขยับเขยื้อนเคลื่อนตัวของพรรคการเมืองต่างๆ ในการดึง ส.ส.เข้าสังกัดพรรคของตนเองกันแบบชนิดที่ว่าฝุ่นตลบกันเลยทีเดียวเพื่อรับมือกับศึกการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้แล้ว

สัปดาห์ที่ผ่านมาประเด็นทางด้านการเมืองที่ผู้คนกล่าวถึงและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางคงหนีไม่พ้นข้อเสนอของสมาชิกวุฒิสภาบางกลุ่มบางคน ที่จู่ๆ ก็มีไอเดียบรรเจิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะยกเลิกการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่ง 8 ปีของนายกรัฐมนตรี

เพราะการจำกัดระยะเวลาดังกล่าวเป็นการเข้าไปขวาง “คนดี” ส่งผลให้ทำงานเพื่อประเทศชาติไม่ได้

ลำพังประเด็นข้อถกเถียงการเสนอยกเลิกการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ ว่าสมควรแล้วหรือไม่อย่างไรก็เรื่องหนึ่ง ซึ่งเดี๋ยวจะได้ชวนคิดและพูดถึงต่อไป

แต่เหตุผลที่ท่าน ส.ว.ผู้ทรงเกียรติหยิบยกขึ้นนั้นฟังดูก็ออกจะทะแม่งๆ ไปเสียหน่อยว่าสรุปแล้วการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมันอยู่บนเงื่อนไขของความเป็นคนดีคนเลวอย่างนั้นน่ะหรือ?

เออ…แปลกดีนะ

แต่เอาล่ะครับ เรามาพูดถึงเรื่องที่อยากจะชวนคุยในครั้งนี้กันดีกว่า นั่นก็คือ ข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้ยกเลิกการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ 8 ปี ว่าจริงๆ แล้วแนวคิดนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร

มีเหตุผลทางวิชาการด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญและการเมืองที่เกี่ยวข้องอะไรบ้างที่ควรนำมาอธิบายพร้อมคิดวิเคราะห์ร่วมกับข้อเสนอของ ส.ว.ในครั้งนี้

 

เมื่อพูดถึงการจำกัดเวลาให้นายกฯ อยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกิน 8 ปี หลายท่านอาจเข้าใจผิดคิดไปว่าเพิ่งจะมีเงื่อนไขนี้อยู่ใน (มาตรา 158) รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (ฉบับปี 2560) ก็เพราะก่อนหน้านี้ (ปีที่แล้ว) มีประเด็นถกเถียงกันเสียยกใหญ่ว่า 8 ปีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เนี่ยครบหรือยัง จะเริ่มต้นนับนิ้วกันอย่างไร

จนกระทั่งพรรคร่วมฝ่ายค้านรวมตัวกันไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย จนกระทั่งกลายเป็น “คดีประวัติศาสตร์” ทางรัฐธรรมนูญและการเมืองไทยคดีหนึ่งไปเลยก็คงไม่ผิด

ความเป็นจริงการจำกัดวาระนายกฯ ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เราอยู่กับมันมาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวตั้งแต่ปี 2550 แล้วล่ะครับ!

อธิบายง่ายๆ ก็คือ การห้ามนายกฯ ดำรงตำแหน่งเกิน 8 ปีนี้มีการเขียนบรรจุเอาไว้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 (มาตรา 171) แล้ว เพียงแต่ไม่มีต้นสายปลายเหตุให้ถกเถียงอภิปรายจนกลายเป็น “ทอล์กออฟเดอะทาวน์” ทางการเมืองและกฎหมายเหมือนกับเคสของลุงตู่ จึงไม่มีคนหยิบรัฐธรรมนูญมานั่งเปิดอ่านบอกกล่าวกันเท่านั้นเอง

สำหรับเหตุผลของการเสนอวาระ 8 ปีเมื่อตอนยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 นั้นหลักใหญ่ใจความก็เพื่อป้องกันไม่ให้มีการสืบทอดอำนาจจากการอยู่ยาวโดยไปโยงกับเหตุการณ์บ้านเมืองก่อนมีรัฐประหารปี 2549

ซึ่งก็มีเสียงค้านอยู่พอสมควรว่าจริงๆ แล้วควรมีข้อจำกัดเช่นนี้หรือไม่

พูดให้ชัดเจนลงไปตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญก็คือ แนวคิดการจำกัดวาระเช่นนี้ปกติจะใช้กับระบบประธานาธิบดีที่มีวาระการอยู่ทำงานที่ชัดเจนแน่นอนวาระละ 4 ปี ไม่ใช่ระบบรัฐสภาที่เอาแน่เอานอนไม่ได้

เพราะวันดีคืนร้าย นายกฯ อาจพ้นจากการทำงานก่อนครบวาระ 4 ปี ด้วยการยุบสภา หรือถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ทุกเมื่อ

ดังนั้น การนำเอาการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งมาใช้กับนายกฯ จึงดูราวกับว่าเป็นการใช้แบบ “ผิดฝาผิดตัว” ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างระบบรัฐบาลอย่างที่ควรจะเป็น

และแน่นอนว่า ก็เมื่อเราฝืนธรรมชาตินำมาใช้กันอย่างผิดๆ ก็ย่อมส่งผลให้การนับนิ้วกดเครื่องคิดเลขเรื่องระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนั้นอลหม่านชวนปวดหัวทำเอาไมเกรนขึ้นอย่างที่เราเห็นๆ กันอยู่ก่อนนี้นั่นแหละ

 

มาถึงตรงนี้หลายท่านอาจคิดว่า ก็เมื่อพูดกันเป็นฉากๆ ตาม “หลักวิชาทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ” โดยทั่วไปข้างต้นแล้วละก็ ข้อเสนอของ “ท่าน 250 ส.ว.” บางกลุ่มบางคนที่ให้ยกเลิกบทบัญญัติห้ามนายกฯ อยู่เกิน 8 ปีก็น่าจะถูกต้องแล้วมิใช่หรือ?

ก็ถ้ามันตรงไปตรงมาแบบ “ไม่มีอะไรในกอไผ่” คำตอบตามหลักการก็คือใช่ครับ แต่…สำหรับประเทศไทย นับตั้งแต่มีการทำรัฐประหารในปี 2557 และประกาศใช้ “รัฐธรรมนูญฉบับเรือแป๊ะ” เป็นต้นมา “บริบทการเมืองไทย” มันมีอะไรที่สลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนไม่ได้ตรงไปตรงมาอย่างที่ควรจะเป็นน่ะซิ

เลยทำให้ต้องมานั่งขบคิดกันอยู่หลายตลบและอธิบายให้ฟังกันมากหน่อย

เราคงปฏิเสธไม่ได้หรอกนะครับว่า ภาพลักษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในสายตาประชาชนที่แกเคยแสดงความเห็นว่าการทำรัฐประหารในปี 2549 ของ “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นการทำ “รัฐประหารเสียของ” บ้างล่ะ

การตีฆ้องร้องเพลงที่สุดแสนไพเราะ ให้คำมั่นสัญญาว่าหลังยึดอำนาจแล้วจะ “ขอเวลาอีกไม่นาน” รีบกลับกรมกองพร้อมจัดการเลือกตั้ง ซึ่งมีการประกาศสู่สาธารณะทั้งในประเทศและต่างประเทศบ้างล่ะ

“ปีแล้วปีเล่าเฝ้าแต่รอ” จนกระทั่งมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ (ที่มาพร้อมกับสุดยอดนวัตกรรมอย่าง 250 ส.ว.ที่มีอำนาจล้นพ้นร่วมเลือกนายกฯ กับ ส.ส.ได้ด้วย) จู่ๆ ก็มีการจัดตั้งพรรคพลังประชารัฐขึ้นโดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรคเข้าแข่งขันในการเลือกตั้งปี 2562 และ “พรรคน้องใหม่ที่เพิ่งจะเดบิวต์” กลับกลายเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล (ทั้งๆ ที่ได้จำนวน ส.ส.มาเป็นอันดับ 2) พร้อมเสนอชื่อลุงตู่ของเราเป็นแคนดิเดตนายกฯ ซะอย่างนั้น

ตั้งแต่ปี 2557 จนกระทั่งตอนนี้นับเวลารวมได้ทั้งสิ้น 8 ปีเศษเกือบ 9 ปีเข้าให้แล้ว หันกลับมาเราก็ยังคงเห็นหน้าตาที่คุ้นเคยของ พล.อ.ประยุทธ์เดินไปเดินมาในทำเนียบรัฐบาลบริหารประเทศอยู่ ยังไม่กลับ (และก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับ) เข้ากรมกองเสียที จนมีบางท่านออกมาพูดว่า ก็ลุงตู่ “เขาอยากอยู่ยาว” กระมัง

ซึ่งมันก็น่าจะเป็นความจริงนะครับ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วเราคงไม่ได้อยู่ร่วมท่องคำขวัญวันเด็กที่ พล.อ.ประยุทธ์แกได้ให้ไว้ถึง 9 ครั้งติดต่อกันจนทุกวันนี้หรอกจริงไหม

และจากข้อเท็จจริงของการเมืองไทยในปัจจุบันภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นมรดกมาจากการทำรัฐประหารซึ่งผลิออกออกผลจนนำพาให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้มานั่งเป็นนายกฯ ของประเทศไทย ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง มันจึงอดที่จะตั้งคำถามและขบคิดในหลายเหลี่ยมหลายมุมกับกรณีการเสนอของ ส.ว.ให้ยกเลิกการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งนายกฯ 8 ปีในครั้งนี้ไม่ได้ว่า จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ในการ “อยู่ยาว” ต่อไปอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาตลอดเวลา 8 ปีเศษหรือไม่อย่างไร แม้จะมีการออกมาปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่ได้เสนอเพื่อให้ประโยชน์กับใครก็ตาม

แต่เอาเป็นว่าสำหรับผมแล้วมันคงมีอย่างน้อย 2 ประการที่ทำให้สามารถคิดไปได้ และก็ไม่แปลกนะครับที่ประชาชนหลายฝ่ายเขาจะระแวง!

 

ประการแรกก่อนเลย เมื่อประเทศกำลังเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งและ พล.อ.ประยุทธ์เองประกาศตัวชัดเจนว่าจะขอเป็นแคนดิเดตนายกฯ แต่ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อยว่าลุงแกไม่เหมาะกับการกลับมานั่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลอีก เพราะศาลรัฐธรรมนูญก็เพิ่งมีคำวินิจฉัยไปเองว่าลุงตู่สามารถเป็นนายกฯ ได้อีกแค่ 2 ปี ว่าง่ายๆ คืออยู่ได้ไม่ครบเทอม (4 ปี) ไปๆ มาๆ เดี๋ยวก็ต้องมานั่งเลือกนายกฯ กันใหม่ให้โกลาหลวุ่นวายอีก น่าจะพอได้แล้ว และให้คนอื่นเป็นท่าจะดีกว่า

แต่วันดีคืนดี 250 ส.ว.บางกลุ่มบางคนที่ถูกแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร (คสช.) ก็ออกมาเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ “ปลดล็อกวาระ 8 ปี” ซะอย่างนั้น

ทำไมจังหวะจะโคนมันช่างเหมาะเหม็งอะไรเช่นนี้หนอ?

ส่วนประการที่สอง ก็เมื่อผู้เสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญยกเลิกวาระ 8 ปี นายกฯ เป็น 250 ส.ว. ผู้ทรงเกียรติที่มีส่วนเชื่อมโยงกับ พล.อ.ประยุทธ์โดยตรงอย่างที่ทราบๆ กันอยู่ไม่ว่าจะเป็นที่มาตั้งแต่เริ่มต้น รวมถึงเมื่อเข้ามาแล้วก็ยังโหวตเลือกลุงตู่ให้มาเป็นนายกฯ ในการเลือกตั้งปี 2562 แบบชนิดที่เรียกว่า “สามัคคีปรองดองไม่แตกแถว” แล้วจะไม่ให้ประชาชนคิดเชื่อมโยงข้อเสนอยกเลิก 8 ปีกับ พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ ปัจจุบันได้อย่างไร

ต่อให้ท่าน ส.ว.จะให้เหตุผลว่าข้อเสนอดังกล่าวมาจากผลการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ตาม แต่เรื่อง “ผลประโยชน์ขัดกัน” ของท่านมันก็แอบชัดเจนไปนิดนึงรึเปล่า?

ซึ่งเรื่องแบบนี้ในทางกฎหมายเขาซีเรียสกันมาก

นี่ยังไม่พูดถึงนะครับว่า ก็ออกจะน่าสงสัยเสียด้วยซ้ำไปว่า ส.ว.ที่ออกมาเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญบางท่านก็มีรายชื่อร่วมร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ที่เห็นดีเห็นงามให้มีการจำกัดวาระนายกฯ 8 ปีด้วยซ้ำไป

ก็ถ้าไม่เห็นด้วยจนต้องมาเสนอกันตอนนี้ แล้วทำไมตั้งแต่ตอนร่างหรือตอนบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับเก่าท่านจึงไม่ออกมาโต้แย้งคัดค้านเสนอให้ยกเลิกไปเสียให้รู้แล้วรู้รอดตั้งแต่คราวนั้นล่ะครับ

พรสันต์แอบงง?

 

เอาล่ะสรุปแล้ว 2 ประการไม่ว่าจะเป็นเหตุผลของช่วงเวลาที่พอเหมาะพอเจาะ (เกินไปหรือไม่) ก็ดี และเหตุผลของความเชื่อมโยงใกล้ชิดกับตัวนายกฯ แบบมีประเด็นทางกฎหมาย “เรื่องต่างตอบแทน” ให้ต้องนึกถึงก็ดี มันจึงทำให้ผมเองรวมถึงประชาชนหลายภาคส่วนเขาตั้งคำถาม หรือสามารถคิดไปได้ว่าการเสนอให้ปลดล็อกวาระ 8 ปี นายกฯ ของ ส.ว.นี้มีวาระทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่?

อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ว่าแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะสำเร็จหรือไม่ หรือมีประเด็นถกเถียงทางข้อกฎหมายจนอาจนำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้อย่างไรก็เรื่องหนึ่ง (ซึ่งผมคงจะมานำเสนอในครั้งถัดๆ ไป)

แต่สำหรับกรณีการยกเลิกวาระ 8 ปี นายกฯ ที่กล่าวอ้างว่าเป็นข้อเสนอที่เป็นผลมาจากงานวิชาการและเป็นกลางไม่ได้มีผลประโยชน์กับ พล.อ.ประยุทธ์เป็นการเฉพาะนั้น

หากท่านต้องการแสดงถึงความสุจริตใจตรงไปตรงมาไม่มีผลประโยชน์ทางการเมือง ผมคิดว่า ส.ว.ที่จะร่วมพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญกับ ส.ส. เพื่อปลดล็อกวาระการดำรงตำแหน่ง 8 ปี ของนายกฯ นี้ ควรจะต้องเป็น “ส.ว.ตัวจริง” ตามบทบัญญัติหลักของรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ “250 ส.ว.” ตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ

นั่นหมายความว่า การยกเลิกวาระ 8 ปี นายกฯ สามารถดำเนินการได้ แต่ควรทำภายหลังจากที่ 250 ส.ว.ซึ่งเป็นองคาพยพมีความใกล้ชิดกับนายกฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หมดวาระไปเสียก่อน และให้ ส.ว.ชุดใหม่ดำเนินการ

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อครหาเรื่องความโปร่งใสว่า “วุฒิสภา คสช.” กำลังใช้ “สีจิ้นผิงโมเดล” ช่วยเหลือลุงตู่ให้อยู่ยาวแบบที่เขาชอบเรียกๆ กันว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ (เป็นวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทำนองเดียวกันกับกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย) ก็น่าจะดีกว่า

ทุกท่านเห็นด้วยไหมครับ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน
Sleepmaxxing โรคบ้านอน
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (25)
E-DUANG | สถานะ ธรรมนัส พรหมเผ่า สถานะ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์
“วัชระพล” เร่งแก้น้ำเน่าคลองระพีพัฒน์ 2 ไม่นิ่งนอนใจปัญหา ปชช.หลังปลาตายจำนวนมาก คาดสถานการณ์ดีขึ้นใน 1-2 วัน
“พิชัย” ชื่นชมความสำเร็จของการประชุม IMF–World Bank 2026 ชี้รัฐบาลต้องสานต่อเพื่อประโยชน์สูงสุด แนะเร่งแก้ 4 ความท้าทายเศรษฐกิจไทย
ไม่ได้เป็นของนายทุน : เอฟซี ซังต์เพาลี สโมสรฟุตบอลของแฟนบอล ผู้ท้าโต้คลื่นทุนนิยม (1)
50 ปี 6 ตุลา (7) เหยี่ยว พิราบ และโดมิโน