ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
50 ปี 6 ตุลา (7)
เหยี่ยว พิราบ และโดมิโน
“เมื่อคุณตั้งแถวของตัวโดมิโนขึ้น แล้วคุณผลักตัวแรกให้ล้มลง ผลที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนกับโดมิโนตัวสุดท้ายคือ การล้มลงตามกันไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น สิ่งที่จะเกิดจากการล้มของโดมิโนตัวแรกจะมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญมาก”
ประธานาธิบดีดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์
ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า การแตกของไซ่ง่อนในเดือนเมษายน 2518 เป็นเส้นเวลาที่สำคัญอย่างมากของการเมืองและความมั่นคงไทย เพราะเป็นสัญญาณถึงการพิสูจน์ความถูกต้องของ “ทฤษฎีโดมิโน” ที่มีสมมุติฐานว่า การเป็นคอมมิวนิสต์ของประเทศหนึ่งประเทศใดในอินโดจีน จะทำให้ประเทศอินโดจีนที่เหลือกลายเป็นคอมมิวนิสต์ตามไปด้วย
แน่นอนว่าในทางความมั่นคงนั้น ญัตติที่เกิดจากการสร้างจากวาทกรรมของทฤษฎีโดมิโนนั้น เป็นสิ่งน่ากลัวในทาง “จิตวิทยาความมั่นคง” เป็นอย่างยิ่ง เพราะเท่ากับเป็นคำตอบว่า ผลที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากการล้มของโดมิโนตัวแรกแล้ว เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือเป็นดัง “ชะตากรรม” ด้านความมั่นคงที่หลีกไม่พ้นด้วย
อีกทั้งสมมุติฐานนี้ยังมีการแถลงผลต่อว่า หลังจากอินโดจีนตกเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว ประเทศที่จะเป็นคอมมิวนิสต์ในลำดับถัดมาคือ “ไทย” ซึ่งคำอธิบายก็คือ เมื่อเกิดอาการล้มตามกันจากอินโดจีนแล้ว ไทยจะเป็น “โดมิโนตัวที่ 4” ที่จะล้มเป็นคอมมิวนิสต์ตามไป และอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย ซึ่งถ้าอธิบายด้วยทฤษฎีโดมิโนแล้ว ไทยจะต้องเป็นคอมมิวนิสต์ เพราะทฤษฎีกล่าวถึงผลสืบเนื่องไว้เช่นนั้น
ดังนั้น การล้มของ 3 โดมิโนอินโดจีนจึงเป็นความน่ากลัวในมิติของจิตวิทยาความมั่นคงเป็นอย่างยิ่งสำหรับชนชั้นนำ ผู้นำปีกขวาไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ หรือพลเรือนก็ตาม
ทฤษฎีและความท้าทาย
แม้ว่าโดยคำอธิบายของ “ทฤษฎีโดมิโน” ดูจะง่ายเกินไป จนเสมือนไม่น่าจะเป็นไปได้ หรือถ้าเป็นทฤษฎีในแบบวิชาสังคมศาสตร์ ก็ไม่น่าจะใช่ทฤษฎีจริงๆ ในทางวิชาการ เพราะเป็นการสร้างทฤษฎีที่ไม่ได้อิงกับตัวแบบในประวัติศาสตร์ใดๆ แต่อิงอยู่กับคำอธิบายทางการเมืองมากกว่า
โดยเงื่อนไขทางทฤษฎีนั้น ได้สร้าง “proposition” (จะเรียกว่าเป็นข้อเสนอ หรือญัตติก็แล้วแต่) ว่า เมื่อประเทศหนึ่งในอินโดจีน โดยเฉพาะเวียดนามเป็นคอมมิวนิสต์แล้ว จะพาให้ประเทศอื่นให้ตกเป็นคอมมิวนิสต์ไปด้วย แต่การอธิบายถึง “การล้มตามกัน” (การสิ้นสุดของระบอบการปกครองของรัฐบาลฝ่ายขวา) เช่นนี้จะเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร เพราะเงื่อนไขทั้งภายนอกและภายในของแต่ละประเทศในภูมิภาคมีความแตกต่างกัน จนไม่น่าจะเกิดสภาวะของการเป็นโดมิโนที่จะล้มตามกันได้อย่างง่ายๆ
ดังนั้น เมื่อเกิดอาการโดมิโน 2 ตัว คือ กัมพูชาและเวียดนามล้มลงในเดือนเมษายน 2518 แล้ว ต่อมาในเดือนธันวาคมของปีเดียวกัน ลาวก็ล้มตามไป สภาวะเช่นนี้จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้ชนชั้นนำ และกลุ่มผู้มีอำนาจต่างๆ ในสังคมไทยเชื่อไปกับคำอธิบายของทฤษฎีนี้
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่กลุ่มการเมืองต่างๆ ในสังคมไทยจะเกิดความกลัวว่าไทยจะเป็นคอมมิวนิสต์ เพราะเพื่อนบ้านฝ่ายขวากลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปกันหมดแล้ว ประกอบกับการเคลื่อนไหวของขบวนนิสิตนักศึกษาก็เป็นอีกปัจจัยที่จะทำให้เกิดโดมิโนในไทย เพราะขบวนมีทิศทางในลักษณะ “เอียงซ้าย”
แม้แต่เดิมสำหรับผู้นำไทยในยุคต้นของสงครามเย็นอาจจะรับรู้ถึงคำอธิบายดังกล่าว แต่โอกาสที่จะเห็นความเป็นรูปธรรมนั้นยังเป็นช่วงเวลาที่ห่างไกลมาก และสถานการณ์ในภูมิภาคก็ยังไม่เดินไปถึงจุดที่พรรคคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคจะมีความเข้มแข็ง จนสามารถเอาชนะรัฐบาลฝ่ายขวาในประเทศอินโดจีนได้จริง อันทำให้คำอธิบายของทฤษฎีนี้ยังไม่เห็นความเป็นไปได้ในระยะสั้นข้างหน้า
นอกจากนี้ ภาวะในยุคต้นของสงครามเย็นไม่มีปัจจัยที่ทำให้ชนชั้นนำและกลุ่มอำนาจของไทยเกิดความกลัว เพราะโอกาสที่จะเกิดโดมิโนในอินโดจีนนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากสหรัฐตัดสินใจที่จะเข้าแทรกแซงการเมืองในเวียดนามใต้ และเพื่อป้องกันไม่ให้เวียดนามตกอยู่ภายใต้การควบคุมของคอมมิวนิสต์เวียดนามเหนือ สหรัฐจึงได้ส่งกำลังทหารเข้าสู่สนามรบในเวียดนามใต้อย่างเต็มพิกัด อันส่งผลให้สงครามเวียดนามถือเป็นหนึ่งในสงครามใหญ่ของสังคมอเมริกันหลังจากสงครามเกาหลี
ประกอบกับในบริบททางยุทธศาสตร์นั้น สถานะของสงครามเวียดนามถือว่าเป็นหนึ่งในสงครามที่สำคัญของคริสต์ศตวรรษที่ 20 และเป็นภาพแทนหลักของความเป็นสมัยใหม่ของการสงครามในยุคสงครามเย็น โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีทหารสมรรถนะสูงเป็นเครื่องมือในการทำสงคราม ด้วยพลังอำนาจทางทหารเช่นนี้สหรัฐจะไม่แพ้สงครามในเวียดนาม และไทยจะปลอดภัย ซึ่งพลังอำนาจทางทหารเช่นนี้ ทำให้ผู้นำไทยในส่วนต่างๆ มีความเชื่อมั่นในการคุ้มครองทางทหารของสหรัฐอย่างมาก
หยุดโดมิโน
สําหรับผู้นำไทยแล้ว ผลของการที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ “โดมิโนเวียดนาม” ต้องล้ม ทำให้ไทยตัดสินใจส่งเข้าร่วมรบกับสหรัฐในสงครามเวียดนาม ทั้งยอมให้สหรัฐเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานทัพในการทำสงครามเวียดนามอย่างเต็มที่ จนมีคำเปรียบเปรยว่า ไทยเป็น “เรือบรรทุกเครื่องบิน” ที่จมไม่ได้ในสงครามนี้
ฐานทัพสหรัฐในไทยจึงถูกมองว่าเป็น “กรมธรรม์ความมั่นคง” ที่จะช่วยค้ำประกันโดยตรงว่าไทยจะไม่เป็นคอมมิวนิสต์ และถ้าฝ่ายคอมมิวนิสต์เปิดการรุกใหญ่ทางทหารต่อไทย กำลังรบของสหรัฐจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันประเทศไทย การดำรงอยู่ของฐานทัพจะทำให้ไทยไม่มีทางเป็นคอมมิวนิสต์ได้แน่นอน เพราะไทยจะมีรัฐมหาอำนาจใหญ่คอยคุ้มครอง
การมีฐานทัพอเมริกันจึงไม่ใช่แค่คำมั่นสัญญาในแบบ “สนธิสัญญาซีโต” (SEATO, 1954) ที่มีการลงนามในปี 2497 ซึ่งผู้นำไทยในเวลาต่อมามองว่าซีโตเป็นเพียง “เสือกระดาษ” และช่วยป้องกันไทยไม่ได้จริง ต่างจากการมีฐานทัพที่เป็นการผูกมัดโดยตรงไม่ให้สหรัฐทอดทิ้งไทย
ฉะนั้น มุมมองของรัฐบาลทหารของจอมพลถนอม กิตติขจร ต่อทฤษฎีโดมิโนในยุคสงครามเวียดนามจึงมีความชัดเจน คือ นอกจากจะอนุญาตให้มีฐานทัพอเมริกันในไทยแล้ว รัฐบาลไทยได้ตัดสินใจที่จะเข้าร่วมรบกับสหรัฐเพื่อไม่ให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์ชนะในสงครามเวียดนาม รวมถึงการส่งกำลังเข้าร่วมกับสหรัฐใน “สงครามลับในลาว” ตลอดจนถึงปฏิบัติการพิเศษในกัมพูชา ดังนั้น กำลังทหารไทยจึงเข้าสู่สนามรบนอกบ้านอีกครั้ง หลังจากเข้าร่วมกับสหรัฐในสงครามเกาหลีมาแล้ว
อย่างไรก็ตาม เมื่อสงครามเวียดนามยุติด้วยการเจรจาที่ปารีสในเดือนมกราคม 2516 ซึ่งเท่ากับเป็นการยุติบทบาททางทหารของสหรัฐในเวียดนาม สหรัฐได้เคลื่อนย้ายกำลังทางอากาศมาไว้ในไทย อันทำให้เกิดความเชื่อมั่นอย่างมากว่า ฐานทัพอเมริกันจะเป็นเครื่องมือของการ “ป้องปราม” สงครามคอมมิวนิสต์ในไทย เพราะมีการเสริมกำลังทหารและเครื่องบินรบของสหรัฐในไทย
กระนั้น ความน่ากลัวสำหรับผู้นำไทยเกิดอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อเวียดนามใต้แตกในเดือนเมษายน 2518 ซึ่งเป็นสัญญาณว่าสงครามเวียดนามทั้งหมดปิดฉากลงจริงๆ แล้วด้วยความพ่ายแพ้ของรัฐบาลฝ่ายขวา และเป็นสัญญาณในทางกลับกันว่า ได้เวลาที่โดมิโนเริ่มต้นทำงานแล้ว และบ่งบอกว่าการป้องกันไม่ให้โดมิโนล้มจากยุคจอมพลถนอมถึงยุคหลัง 14 ตุลาฯ มาถึงจุดของความท้าทาย เพราะโดมิโนในอินโดจีนเริ่มล้มลงแล้ว
มุมมองต่อโดมิโนของชนชั้นนำและกลุ่มผู้มีอำนาจในสังคมไทยจากกลางปี 2518 เป็นต้นไป จึงมีทิศทางในลักษณะที่ “สะวิงขวา” หรือสนับสนุนมาตรการที่ “แข็งกร้าว” ในแบบ “สายเหยี่ยว” มากขึ้น เพราะไทยตกอยู่ในสภาพของการเป็น “ประเทศหน้าด่าน” ของการอยู่ติดกับรัฐสังคมนิยมอินโดจีน
การดำเนินงานที่จะทำให้ไทยต้องไม่เป็นโดมิโนจึงเป็นทิศทางการเคลื่อนไหวหลักที่เป็นเอกภาพของฝ่ายขวาทุกกลุ่มขณะนั้น และคำถามสำคัญในบริบททางทฤษฎีคือ ไทยจะเป็นโดมิโนตัวถัดไปจริงหรือไม่
ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรกลุ่มฝ่ายขวาในทุกภาคส่วน ทุกองค์กรมีมุมมองไม่แตกต่างกันคือ ไทยจะต้องไม่เป็นโดมิโนตัวที่ 4 หลังจากการล่มสลายของรัฐฝ่ายขวาในอินโดจีน และจะต้องดำเนินงานในทุกมาตรการเพื่อไม่ให้เกิดการล้มที่กรุงเทพฯ ดังเช่นที่เห็นการล้มที่ไซ่ง่อนมาก่อนแล้ว เพราะภาพการแตกของไซ่ง่อนมีผลในทางจิตวิทยาความมั่นคงต่อชนชั้นนำและผู้นำไทยอย่างมาก
ต่างมุมมอง
แต่สำหรับบรรดาปีกซ้าย มุมมองต่อการล้มของโดมิโนอินโดจีนเป็นตรงกันข้าม หลายคนในปีกซ้ายเชื่อว่าสงครามปฏิวัติในไทยมีโอกาสอย่างมากที่จะซ้ำรอยกับชัยชนะของสงครามปฏิวัติในเวียดนาม และโดมิโนไทยจะล้มตามมาอย่างแน่นอน ยิ่งฝ่ายขวาจัดการแก้ปัญหาความกลัวโดมิโนด้วยการล้อมปราบในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 แล้ว ก็เป็นเสมือนการ “เร่งเครื่อง” ให้โดมิโนเกิดในไทยเร็วขึ้นด้วย
ดังที่ทราบกันแล้วว่า ผลของการล้อมปราบของสายขวาจัดทำให้นิสิต นักศึกษา และประชาชน เป็นจำนวนมาก ได้เดินทางเข้าร่วมการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และสงครามในชนบทก็ขยายตัวอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จนเป็นสัญญาณถึงแนวโน้มที่โดมิโน “อาจจะ” ล้มที่กรุงเทพฯ
แต่ในอีกทาง ฝ่ายขวาอีกส่วนโดยเฉพาะกลุ่มทหารและพลเรือนที่อาจต้องเรียกว่า “สายพิราบ” ในการเมืองไทยที่มีนัยถึงการเป็น “สายปฏิรูป” ในกองทัพ กลับมองปัญหาโดมิโนด้วยข้อสรุปและมุมมองที่ต่างไปจากกลุ่มขวาจัด และไม่เชื่อว่านโยบายแบบ “ขวาสุดโต่ง” ที่มาจากความคิดของ “สายเหยี่ยว” จะสามารถเอาชนะสงครามคอมมิวนิสต์ได้ แต่นโยบายเช่นนั้นจะกลายเป็นตัวปัญหาเสียเอง
บรรดาทหารและพลเรือนสายพิราบจึงต้องการพาประเทศออกจากเงื่อนไขของสงครามกลางเมือง เพราะเงื่อนไขนี้เป็นปัจจัยที่นำไปสู่โดมิโนในตัวเอง ดังนั้น การ “ปลดชนวนสงคราม” ของทหารสายปฏิรูปที่ชัดเจนคือ การประกาศนิรโทษกรรมคดี 6 ตุลาฯ ในแบบ “สุดซอย” เพื่อหวังให้ปัญหาทั้งหมดยุติลงในคราวเดียว
ข้อสรุปที่น่าสนใจในเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า การตีความทฤษฎีโดมิโนของกลุ่มการเมืองที่เกี่ยวข้องนั้น ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้มีอำนาจในการทำนโยบาย และอำนาจเช่นนี้จะสามารถผลักดันให้นโยบายนำไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไร ซึ่งในท้ายที่สุดผู้ที่ชนะในการกุมอำนาจเชิงนโยบายคือ กลุ่มทหารสายปฏิรูปที่ก้าวเข้ามาปลดชนวนสงครามได้อย่างถูกเวลา และก่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ “ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ” ในยุค พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ และตามมาด้วย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในเวลาต่อมา
ถ้าเช่นนั้น เราจะสรุปได้ไหมว่า ผลผลิตที่สำคัญในอีกส่วนของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ คือ การกำเนิดของ “ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ” อย่างที่เราอาจนึกไม่ถึง!
