
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
บ้านคือวิมานของเรา?
เมื่อสองสัปดาห์ก่อนได้มีโอกาสเดินทางไปให้ความเห็นต่องานวิจัยเรื่อง “บ้านและ(ความ)สวย : ความงามของชนชั้นกลางกับความเปลี่ยนแปลงการจัดการพื้นที่ ทศวรรษ 2520-2540” ของ อ.ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัลย์ ซึ่งเป็นงานวิจัยภายใต้ชุดโครงการวิจัยของ อ.สายชล สัตยานุรักษ์ เรื่อง “ความเปลี่ยนแปลงทางความคิด ระบบคุณค่า และระบอบอารมณ์ความรู้สึกของชนชั้นกลางไทย พ.ศ.2500-2560”
งานวิจัยชุดนี้มุ่งเน้นทำการศึกษากระบวนการประกอบสร้างความรู้สึกของชนชั้นกลางไทยในมิติต่างๆ อย่างหลากหลายทั้งในแง่ของความรัก กฎหมาย พุทธศาสนา ความวิตกกังวล ความคาดหวัง ความเป็นจีนในสังคมไทย ครอบครัว
ไปจนถึงความงามในการออกแบบตกแต่งบ้าน ที่สัมพันธ์กับโครงสร้างทางสังคม เศษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม
โดยใช้กรอบแนวคิดว่าด้วย “ระบอบอารมณ์ความรู้สึก” (Emotional Regimes) ของ William Reddy มาเป็นเครื่องมือหลักของการวิจัย
โดยภาพรวม เท่าที่ได้อ่านและฟัง ซึ่งอาจจะไม่ครอบคลุมงานทั้งหมด งานชุดนี้ถือได้ว่าเข้ามาเปิดมุมมองใหม่หลายอย่างในการทำความเข้าใจชนชั้นกลางไทย (หากสนใจอ่านเพิ่มในหนังสือ อารมณ์ความรู้สึกชนชั้นกลางไทยในคืนวันที่ผันแปร โดย สายชล สัตยานุรักษ์ บรรณาธิการ)
กล่าวเฉพาะในงานวิจัยเรื่อง “บ้านและ(ความ)สวยฯ” เป็นงานที่เข้ามาเปิดประเด็นว่าด้วยการออกแบบและตกแต่งบ้านในมิติที่น่าจะยังไม่เคยมีใครอธิบายมาก่อน โดยมีข้อเสนอหลักคือ ตั้งแต่ราวทศวรรษ 2520 รัฐได้เข้ามาควบคุมและปิดกั้นพื้นที่ทางการเมือง พื้นที่สาธารณะไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยของประชาชน
ด้วยสภาวะดังกล่าว “บ้าน” ได้กลายมาเป็นพื้นที่ที่ประชาชน (ชนชั้นกลาง) ใช้เป็น “พื้นที่ลี้ภัยทางอารมณ์” (Emotional Refuge) ตามแนวคิดของ Reddy
บ้านกลายเป็นพื้นที่อิสระเพียงอย่างเดียวที่ชนชั้นกลางสามารถที่จะสร้าง “โลก” ของพวกเขาขึ้นมาได้โดยปราศจากการควบคุม
บ้าน คือ พื้นที่เยียวยา คือ พื้นที่ที่ชนชั้นกลางสามารถแสดงแนวคิดแบบเสรีนิยมได้อย่างเต็มที่เพราะรัฐอยู่นอกสมการของชีวิต
ผมไม่ขอลงรายละเอียดความเห็นที่มีต่องานวิจัยชิ้นนี้นะครับ (ถ้าใครสนใจสามารถดูได้จาก https://fb.watch/iK2y1d-M6c/)
แต่สิ่งที่อยากพูดมากกว่า คือ สิ่งที่ทำให้ผมคิดต่อ จากการที่ได้อ่านงานวิจัยชิ้นนี้ ซึ่งไม่เกี่ยวกับงานวิจัยชิ้นนี้เสียทีเดียวนัก
กล่าวอย่างสังเขป งานชิ้นนี้ได้ชี้ให้ผมเห็นและเข้าใจปรากฏการณ์ทางสังคมไทยยุคสมัยใหม่ที่ประกอบสร้างความรู้สึกว่าด้วย “บ้านคือวิมานของเรา” ให้เกิดขึ้นในหมู่ชนชั้นกลางของไทย
บ้านคือพื้นที่ที่ถูกอธิบายว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่สุดที่ทุกคนสามารถแสดงตัวตนของตนเองได้อย่างอิสระ
บ้านกลายเป็นพื้นที่คู่ตรงข้ามกับพื้นที่นอกบ้านที่เป็นสาธารณะ เป็นคู่ตรงข้ามระหว่าง public กับ private
แต่แนวคิดคู่ตรงข้ามดังกล่าว เป็นเพียงการแยกพื้นที่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในโลกยุคสมัยใหม่เท่านั้น
ซึ่งในสังคมแบบจารีตพื้นที่ไม่ได้ถูกแยกขาดออกจากกันอย่างสิ้นเชิงขนาดนั้น บ้านไม่เคยเป็นพื้นที่ส่วนตัวโดยสมบูรณ์ของใคร มันแชร์ใช้พื้นที่กันอย่างหลากหลาย
เรือนนอน เป็นที่นอนของพ่อแม่และลูกโดยไม่แยกพื้นที่ออกจากกันอย่างชัดเจน ห้องน้ำในแบบจารีตส่วนใหญ่ไม่เคยมีห้องแยกเฉพาะที่มิดชิด (ส่วนใหญ่เดินเข้าทุ่ง) ไม่ได้แยกขาดออกจากพื้นที่นอกบ้าน หรือพื้นที่รับแขกบริเวณใต้ถุนก็เป็นพื้นที่เปิดโล่งที่เชื่อมไหลไปมาระหว่างภายในบ้านและนอกตัวบ้าน
จนมาถึงโลกสมัยใหม่เท่านั้น ที่เกิดแนวคิดในการแยกพื้นที่บ้านออกจากพื้นที่นอกบ้าน และเริ่มให้ความหมายต่อพื้นที่ในบ้านว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวโดยสมบูรณ์
บ้านสำหรับชนชั้นกลาง เริ่มปิดมิดชิดจากพื้นที่ภายนอก ห้องรับแขก แม้จะรับแขกแต่ก็ไม่ใช่พื้นที่ที่เชื่อมต่อกับภายนอกอีกต่อไป ห้องน้ำกลายเป็นที่ปิดลับสุดยอด ห้องนอนกลายเป็นพื้นที่ส่วนตัวของแต่ละคนที่ซอยแยกออกไปหลายห้อง
แม้แต่ในพื้นที่บ้านเดียวกัน ห้องเกือบทุกห้องภายในบ้านก็ยังถูกออกแบบแยกออกจากกันโดยมีผนังกั้น เพื่อให้กิจกรรมในแต่ละห้องไม่รบกวนกัน
เช่น ห้องครัวก็ปิดกั้นกลิ่นไม่ให้ลอยเข้ามายังห้องอื่น ห้องทำงานก็มีความเป็นส่วนตัวเพื่อไม่ให้เสียสมาธิ เป็นต้น
ภายใต้สถานะของการเป็นพื้นที่ส่วนตัวอันมีอิสระ (และแยกย่อยอย่าละเอียด) ในการแสดงตัวตนได้อย่างเต็มที่ บ้านจึงถูกสร้างความหมายของการเป็น “วิมาน” เป็นพื้นที่แห่งความสุข และเป็น “ที่พักใจ” ยามที่ต้องประสบความทุกข์ ความเครียด และความไม่สบายใจต่างๆ จากพื้นที่นอกบ้าน
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง พื้นที่บ้านมิใช่พื้นที่ส่วนตัวโดยสมบูรณ์ขนาดนั้น (รูปแบบที่พักอาศัยที่อาจใกล้เคียงความเป็นพื้นที่ส่วนตัวมากที่สุด ก็คือพื้นที่ในห้องคอนโดฯ ที่อยู่อาศัยเพียงคนเดียวเท่านั้น)
โลกสมัยใหม่ พยายามสร้างให้เรา (ชนชั้นกลาง) รู้สึกไปเองว่า บ้านคือพื้นที่ส่วนตัว เป็นที่พักพิงทางใจ และเป็นวิมานของเรา
ความรู้สึกนี้เป็นความรู้สึกลวงที่เกิดขึ้นจากทัศนะแบบสมัยใหม่ที่พยายามแยกพื้นที่สาธารณะออกจากพื้นที่ส่วนตัวแบบเบ็ดเสร็จ และพยายามทำให้เราคิดว่า เรามีอิสระทางจิตใจที่สุดเมื่ออยู่ที่บ้าน
ซึ่งสำหรับใครหลายคน มันไม่จริง โดยเฉพาะสำหรับสมาชิกในครอบครัวที่ไร้อำนาจในพื้นที่บ้าน (เช่น ลูก หรือภรรยา) บ้านในด้านหนึ่ง ที่ไม่ค่อยมีใครอธิบายนัก คือพื้นที่ที่แสดงออกถึงอำนาจและความขัดแย้งในระดับมูลฐานที่สุดของมนุษย์
สําหรับใครหลายคน หากมองตามแนวคิดของ Reddy พื้นที่บ้านคือ “พื้นที่ที่สร้างความทุกข์ทนทางอารมณ์” มากกว่าการเป็น “พื้นที่ลี้ภัยทางอารมณ์”
เราอาจเข้าใจประเด็นนี้ได้ดีขึ้นจากการมองออกแบบพื้นที่ภายในบ้าน เช่น การออกแบบพื้นที่รับแขกของครอบครัวมาตรฐานสังคมไทยในยุคสมัยหนึ่ง (ปัจจุบันหลายครอบครัวก็ยังเป็นอยู่) พ่อและแม่จะนิยมใช้พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ในการแสดงออกถึงความภูมิใจและความคาดหวังที่มีตัวลูก ผ่านวัฒนธรรมการติดภาพถ่ายรับปริญญาในห้องห้องรับแขก ที่ทั้งไว้โชว์แขกอวดลูกตัวเอง และกดดันลูกที่อาจจะไม่ยอมเดินตามมาตรฐานที่พ่อแม่คาดหวัง
ดังนั้น พื้นที่ห้องรับแขก (รวมถึงพื้นที่อื่นภายในบ้านด้วย) จึงอาจไม่ใช่พื้นที่ผ่อนคลายและวิมานของลูกเสมอไป แต่อาจเป็นพื้นที่แห่งความกดดันอันแสนอึดอัดที่พ่อแม่ใช้สื่อสารความคาดหวังของตนเองไปสู่ลูก
ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างแหลมคมในสังคมไทยปัจจุบัน หลายกรณีประทุและปะทะกันในพื้นที่บ้าน เราจะเห็นข่าวมากมายที่ลูกหนีต้องออกจากบ้าน เพราะบ้านกลายเป็นที่แสดงออกถึงอำนาจนิยมที่พ่อแม่ใช้บังคับลูกให้ดำเนินชีวิตไปตามมาตรฐานอุดมการณ์ของตนเอง
ดังนั้น บ้านจึงอาจมิใช่วิมานของเราทุกคน
อีกกรณีที่ทำให้ผมคิดต่อได้มากเลยก็คือ เวลาผมเห็น อ.ภิญญพันธุ์นำเสนอข้อมูลภาพการตกแต่งบ้านจากวารสาร “บ้านและสวน” ในงานวิจัย ภาพเล่านั้นมันคือภาพในอุดมคติของบ้านในฝันที่ครอบครัวส่วนใหญ่จะไม่มีวันทำได้จริงตามนั้น
ในโลกแห่งความเป็นจริง จะมีครอบครัวเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่จะสามารถตกแต่งบ้านได้แบบภาพโฆษณาในนิตยสาร
และในจำนวนที่อาจทำได้จริงตามภาพอุดมคติ แต่ในการใช้ชีวิตจริง ครอบครัวส่วนใหญ่ก็ไม่สามารถรักษาสภาพบ้านภายในที่สวยงามแบบนั้นให้คงอยู่ตลอดเวลาได้ เพราะภาพในนิตยสารเป็นเพียง “บ้านตัวอย่าง” ในฝัน ที่เวลาใช้งานจริงมันแทบไม่มีทางเป็นแบบนั้นได้
ดังนั้น สำหรับชนชั้นกลางเป็นจำนวนมาก ช่องว่างทางความรู้สึกระหว่างภาพวิมานในฝัน (จากนิตยสาร) ที่ไม่มีวันไปถึง กับความเป็นจริงของบ้านที่เกิดขึ้นจริง มันได้สร้างความรู้สึกอะไรบ้างให้แก่เจ้าของบ้านที่ต้องคอยวิ่งไล่ตามวิมานที่ไม่อาจเกิดขึ้นจริงได้
ในโลกของทุนนิยม อีกด้านของความคิด “บ้านคือวิมานของเรา” คือชุดความรู้สึกที่เราถูกสร้างให้เกิดขึ้น เพื่อตอบสนองต่อลัทธิบริโภคนิยม (ผ่านโฆษณาในนิตยสารตระกูลบ้านในฝันต่างๆ) ที่ต้องการให้เราวิ่งไล่ตามบ้านในอุดมคติอย่างไม่มีวันจบสิ้น
ด้วยเหตุนี้ ความรู้สึกว่า “บ้านคือวิมานของเรา” สำหรับคนเป็นจำนวนมาก จึงไม่เคยเกิดขึ้นจริง
ยิ่งสังคมสมัยใหม่ตอกย้ำให้สมาชิกในสังคมรู้สึกว่าบ้านคือวิมาน คือพื้นที่ปลอดภัย คือพื้นที่แห่งอิสระ ที่จะเติมเต็มตัวตนของปัจเจกชนมากเท่าไร ความเจ็บปวดทุกข์ทนที่เกิดขึ้นในพื้นที่บ้านก็จะยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
บ้าน (สำหรับใครหลายต่อหลายคน) จึงเป็นพื้นที่แห่งความรู้สึกขัดแย้งแปลกแยกอันเกิดจากมาตรฐานทางความรู้สึกในอุดมคติที่ถูกสร้างให้เราคิด กับความเป็นจริงของความรู้สึกที่เกิดขึ้นจริง
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
