bg-single

กาสะลองซ้องปีบการเมือง

29.03.2023

คำ ผกา

 

กาสะลองซ้องปีบการเมือง

 

การขับเคี่ยวของทุกพรรคการเมืองในสนามการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม เป็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดในการเมืองไทยร่วมสมัยสำหรับฉัน

เลยคิดว่าจะสมมุติตัวเองเป็นหมอ (การเมือง) มาลองเช็กสุขภาพของพรรคการเมืองแต่ละพรรคกัน

เริ่มที่พรรครวมไทยสร้างชาติ ที่เอา กปปส.เก่า ประชาธิปัตย์เก่าบางส่วน และพลังประชารัฐบางส่วนมารวมอยู่ด้วยกัน ซึ่งหลายคนอาจมองว่า คนเหล่านี้อยากอาศัยบารมีประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อชนะการเลือกตั้งและการันตีว่าได้เป็นรัฐบาลแน่นอน

หรืออาจจะเชื่อว่ามีพลังลึกลับหนุนหลังประยุทธ์อยู่ ดังนั้น การมาอยู่ข้างเดียวกับประยุทธ์จึงการันตีชัยชนะ ไม่ว่าตัวประยุทธ์จะไม่เป็นที่นิยมเลยโดยสิ้นเชิงในหมู่ประชาชน

หรืออย่างน้อยเมื่อเทียบกับประยุทธ์เวอร์ชั่นหัวหน้า คสช. ผู้มากบารมี แต่ถ้าเราเช็กชื่อ “ตัวตึง” ที่น่าจะชนะการเลือกตั้งแน่นอนในพรรครวมไทยสร้างชาติกลับมีจำนวนไม่มากอย่างที่คิด

แถมยังมีลุ้นว่าถึงที่สุดจะถึง 25 ที่นั่งพอที่จะมีสิทธิเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีหรือไม่

และนับวันพรรครวมไทยสร้างชาติกลับดูหม่นหมองลงตามลำดับ เพราะไม่มีนโยบายที่น่าสน

ส่วนผลงานที่อยากจะเคลมก็พูดไม่เต็มปากว่าเป็นผลงานของพลังประชารัฐที่ตอนนี้มีประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรคหรือเป็นผลงานของประยุทธ์กันแน่

เพราะแปดปีที่ผ่านมาประยุทธ์ไม่มีชื่อเสียงในด้านการริเริ่มหรือแม้แต่พูดเรื่องนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากพูดกว้างๆ เช่น รัฐบาลก็พยายามแก้ปัญหานี้อยู่ นายกฯ รับทราบแล้ว

รัฐบาลนี้เน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

ปัญหามีก็แก้กันไปนี่ก็แก้มาได้เยอะแล้ว รัฐบาลเก่าสร้างปัญหาเอาไว้เยอะ เป็นต้น

นอกจากไม่มีนโยบายที่ “ว้าว” การลงพื้นที่ของประยุทธ์ยังถูกครหาว่าใช้เงินภาษีประชาชนไปหาเสียง แม้จะพยายามอธิบายนี่คือการไปทำงานในฐานะ “นายกฯ”

ถูกครหาเรื่องนี้ยังไม่พอ ปกตินักการเมืองลงพื้นที่ไปหาชาวบ้าน อย่างน้อยต้องมีคะแนนนิยมติดไม้ติดมือมาบ้าง หรือมีภาพในสื่อเชิงบวก

แต่ผลแห่งการลงพื้นที่ของประยุทธ์ ไม่ต่างอะไรกับสมัยเป็นหัวหน้า คสช. ที่มีอำนาจเต็ม คือไปหาชาวบ้านประหนึ่งชาวบ้านต้องขอบคุณที่ท่านอุตส่าห์มา เป็นบุญเหลือเกินที่คนบุญหนักศักดิ์ใหญ่มาเยี่ยม มาถามสารทุกข์สุกดิบ

พูดอย่างสั้นเมื่อเทียบกับพรรคการเมืองอื่นๆ ในบรรยากาศของการเลือกตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติค่อนข้างเงียบเหงา ไม่มีกระแส

ส่วนผสมระหว่าง ประยุทธ์ สุชาติ ชมกลิ่น “แรมโบ้” เสกสกล อัตถาวงศ์ ธนกร วังบุญคงชนะ ทิพานันท์ ศิริชนะ ยังไม่ได้รับการตอบรับในเชิงบวกจากประชาชนอย่างที่ควรจะเป็น

 

มาดูพรรคพลังประชารัฐกลายเป็นพรรคที่ดูอาภัพไปเสียอย่างนั้น

พรรคที่เคยยิ่งใหญ่ เกรียงไกร เป็นที่มั่นของสาม ป. ที่มีมาตรา 44 อยู่ในมือ และ 250 ส.ว. จนกลายเป็นเงื่อนไขให้นักการเมืองขาใหญ่จากพรรคเพื่อไทยต้องพากันย้ายรังมาอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ

อย่ากระนั้นกระนี้เลย ฉันยังจำข่าวที่พรรคเพื่อไทยพยายามรั้งตระกูลสะสมทรัพย์แห่งนครปฐมไม่ให้ย้ายไปจากเพื่อไทย เทียวไล้เทียวขื่อหลายรอบมากก็ไม่สำเร็จ นักการเมือง “บ้านใหญ่” พากันย้ายไปพลังประชารัฐทั้งเพราะแรงจูงใจเรื่องการได้เป็นรัฐบาลและไม่ต้องกังวลเรื่องจะถูก “คดีการเมือง” เล่นงาน

แต่วันนี้แม้ประวิตรในวันที่ไม่มีประยุทธ์ จะพยายามอย่างเต็มความสามารถที่จะ “ตั้งใจ” เล่นการเมืองจริงๆ แบบนักการเมือง และพรรคการเมืองปกติ

แต่ฉันไม่แน่ใจเลยว่าจะประสบความสำเร็จ

เพราะประชาชนที่ถูกกระทำจากยุคที่ ศอฉ.เรืองอำนาจ ต่อมาจนถึงยุค คสช.เรืองอำนาจ ไม่อาจทำใจได้ที่จะเห็นประวิตรลอยนวลง่ายๆ เพียงแค่ออกมาเขียนจดหมายสารภาพบาปว่า “การรัฐประหารไม่ใช่ทางออกของประเทศ การเลือกตั้งและประชาธิปไตยเสรีนิยมต่างหากคือคำตอบ”

แม้ตัวฉันเองจะยินดีที่เห็นประวิตรปวารณาตัวเป็นนักการเมือง สู้ในกติกา และสู้ในแบบที่ไม่มีอำนาจพิเศษในมือ เพราะคนที่มีคือประยุทธ์

ในแง่นี้เท่ากับว่าขุมกำลังส่วนหนึ่งในฝั่งเผด็จการอนุรักษนิยมได้ย้ายมาอยู่ในฝั่ง “การเมืองเลือกตั้ง” แล้ว – มีสถานะไม่ต่างจาก ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ไทยศรีวิไลย์ ฯลฯ เพราะประกาศสู้กับทุกพรรค

ไม่ได้อยู่ในสภาพเป็นพรรคแตกสาขาที่มีขึ้นเพื่อโหวตประยุทธ์เป็นนายกฯ

แต่ช่วยไม่ได้จริงๆ ที่มีคนจำนวนมาก เขาไม่ลืม และไม่อาจให้อภัยหรือก้าวข้ามได้ หากประวิตรไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในคดีก่อการรัฐประหารเสียก่อน

ความอาภัพของพรรคพลังประชารัฐคือ เมื่อครั้งเป็นนั่งร้านให้ประยุทธ์ ประยุทธ์ก็เป็นตัวฉุดรั้งทำให้ไม่มีผลงาน

เมื่อครั้งประยุทธ์ย้ายออกไป และพรรคฯ ประกาศจะเป็น “นักการเมือง” เต็มตัว มีหน้าตักเท่าๆ กับคนอื่นกลับไม่มีพลังตัวช่วยพิเศษใดๆ เมื่อเอามาวางเทียบกับเพื่อไทย ภูมิใจไทย

ก็ทำให้ประเมินได้ว่า หากดูจากผลงานเมื่อครั้งเป็นรัฐบาล ภูมิใจไทยก็ปังกว่า

ถ้าจะประเมินจากความนิยม เพื่อไทยก็เป็นที่นิยมมากกว่า

หากจะประเมินจาก “ต้นทุน” ทางอุดมการณ์ ประชาธิปไตย เพื่อไทยก็กินขาด

หากจะประเมินจากนโยบายที่จะนำเสนอ ก็แพ้ทั้งเพื่อไทยและภูมิใจไทยหลุดลุ่ย

ประเมินจากสองสามเรื่องนี้ ก็มีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้เกิดภาวะเลือดไหลออกจากพลังประชารัฐไม่หยุด มีทั้งไหลไปรวมไทยสร้างชาติ ไหลไปภูมิใจไทย ไหลไปประชาธิปัตย์อย่าง “มาดามเดียร์”

หรือล่าสุด ที่ส่งผลสะเทือนหนักที่สุดคือไหลไปที่บ้านเก่าคือ “เพื่อไทย”

และยิ่งกลุ่มบ้านใหญ่ไหลไปเพื่อไทยมากเท่าไร ก็ยิ่งไปเพิ่มแรงดึงดูดให้พรรคเพื่อไทย

เพราะยิ่งตอกย้ำว่าพรรคนี้มีโอกาสได้เป็นรัฐบาลสูงสุด คนก็ยิ่งอยากไหลเข้ามาอย่างช่วยไม่ได้

มองจากปัจจัยนี้ พรรคพลังประชารัฐสำหรับฉันเป็นพรรคที่ตอนนี้เป็นพรรคที่ออกจะอาภัพ

 

หันมาดูพรรคร่วมรัฐบาลอีกพรรคคือภูมิใจไทย

เป็นพรรคที่เขาว่ากันว่ามั่งคั่งยั่งยืน เป็นพรรคที่เลือกอยู่ใน comfort zone ประคองตัวมาได้เป็นอย่างดีในการรักษาความสัมพันธ์กับทั้งประวิตร ประยุทธ์

เรียกได้ว่าได้แสดงความสมยอมต่อการเป็น “ผู้น้อย” ต่อประยุทธ์และประวิตรจนเป็นที่ประจักษ์

ความนิยมในพื้นที่ที่พรรคปักธงไว้ก็ยังมั่นคง ไม่มีใครมาโค่นได้ เรื่องโควิด อนุทิน ชาญวีรกูล ก็รอด เพราะคนโทษประยุทธ์ที่ดันไปตั้ง ศบค. แล้วตัวเองนั่งหัวโต๊ะดูแลเองจนเละ เมื่อมั่งคั่งยั่งยืนขนาดนี้ ในโค้งแรกก่อนการยุบสภา พรรคภูมิใจจึงเนื้อหอมที่สุด ส.ส. นักการเมืองจากทุกสารทิศอยากย้ายบ้านไปอยู่ภูมิใจไทยแม้แต่ ส.ส.เพื่อไทยหลายคนก็อยู่ในสถานะฝากเลี้ยงของภูมิใจไทยหลายคน

แต่พอใกล้ยุบสภาจริงๆ ภูมิใจไทยกลับเจอศึกหนัก

ทั้งจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันอย่างประชาธิปัตย์ที่เห็นว่าภูมิใจไทยต้องเป็นมารคอหอยของประชาธิปัตย์ในภาคใต้แน่นอน จึงตีรวนเรื่อง พ.ร.บ.กัญชา และใช้เรื่องนโยบายกัญชาโจมตีภูมิใจไทยจนทำให้ พ.ร.บ.กัญชาไม่ผ่าน

และภูมิใจไทยก็ใส่โทษว่า เป็นต้นเหตุแห่งความคลุมเครือทางกฎหมายเรื่องการใช้กัญชาจนเกิดปัญหานานัปการ แทนที่ภูมิใจไทยจะได้ใช้เรื่องกัญชามาหาเสียงในฐานะที่เป็นผลงาน

ไม่เพียงเท่านั้นยังโดนเกมนอกสภา จากคนแบบชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เล่นงาน ดิสเครดิตไม่หยุดหย่อน เรียกโดนหนักจนตัดพ้อได้ว่าถูก subotage หรือถูกจองล้างจองผลาญอย่างเป็นระบบ

ก็น่าสนใจว่าภูมิใจไทยจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร

 

สุดท้ายมาดูสุขภาพของพรรคเพื่อไทย ซึ่งต้องดูยาวมาตั้งแต่ไทยรักไทย พลังประชาชน พรรคไทยรักไทยคือผลผลิตที่ไม่ได้ตั้งใจของรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ต้องการให้รัฐบาลมีเสถียรภาพผ่านการคุมเสียงข้างมากในสภาอย่างค่อนข้างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดและใช้กลไกองค์กรอิสระคุมรัฐบาลที่มาจากเสียงข้างมากอีกที

จากเสถียรภาพและอำนาจที่ค่อนข้างเบ็ดเสร็จ ทำให้พรรคไทยรักไทยมีนโยบายที่เปลี่ยนโครงสร้างการเมือง เศรษฐกิจของประเทศอย่างชนิดที่ฉันเรียกว่า แรดิคัล ในแบบที่ทักษิณ ชินวัตร ก็ไม่ได้ตั้งใจจะแรดิคัล เพราะตัวเขาเองมีอุดมการณ์ “ไทย” ตามขนบมากถึงมากที่สุด

นั่นคือเป็นนโยบายที่ฉันขอรวบรัดเรียกว่าเปลี่ยนสำนึกคนไทยแบบไพร่ไปเป็นพลเมือง

แต่ขอหมายเหตุว่าในยุคไทยรักไทยนั้นยังเป็นพลเมืองแบบ “ขวา” ในทางวัฒนธรรมทุกมิติ

และเพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจดั้งเดิม จึงทำให้ถูกรัฐประหาร ยุบพรรค ลุกขึ้นมาสู้ใหม่เป็นพลังประชาชนก็ไม่รอด

และจากตรงนี้ทำให้เพื่อไทยกลายเป็นพรรคที่เดินสองขาไปกับขบวนการต่อสู้ทางการเมืองประชาชนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดขบวนการหนึ่งของไทยคือ นปช.

จากพรรคที่มุ่งเน้นแต่เรื่องเศรษฐกิจจึงต้องมาขับเคลื่อนการต่อสู้ทางการเมืองเชิงอุดมการณ์อย่างไม่ได้ตั้งใจอีก และจนมาเป็นเพื่อไทยที่ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งและถูกรัฐประหารอีกในปี 2557 จนถึงวันนี้ ก็น่าสนใจอีกว่าการเมืองอุดมการณ์เกิดภาวะกลับตาลปัตร

นั่นคือจากการที่ฝ่ายขวา อนุรักษนิยม อย่างหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม หมอเหรียญทอง แน่นหนา กลายเป็นวัฒนธรรม “ชายขอบ” ของการเมืองไทย กระแสประชาธิปไตยกลายเป็นกระแสหลัก คำว่า “สลิ่ม” กลายเป็นคำน่ารังเกียจ เซเลบทุกสาขาของพันธมิตรได้ถึงแก่กาละและเวลาที่ร่วงหล่นกันถ้วนหน้า

การเป็นเสื้อแดงกลับกลายเป็นเกียรติภูมิจนหลายคนที่เคยเกลียดเสื้อแดงตอนนี้มาอ้างว่าตัวเองเป็นคนเสื้อแดงก็ยังมี

ในทางกลับกันกระแสที่เคยเป็นเรื่องกระซิบกระซาบ วันนี้กลับกลายเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้า ปัญญาชน ประชาธิปไตยที่แท้จริงที่สุดแท้จริงกว่าใครคือกระแสการปฏิรูปการเมืองที่ต้องปฏิรูป 112

และกลายเป็นจุดขายจุดแข็งกลายเป็นแบรนด์ที่แข่งแกร่งของพรรคก้าวไกล

อย่างน้อยในการรับรู้ของผู้สนับสนุนพรรค

และจากจุดนี้เองที่พรรคเพื่อไทยซึ่งครั้งหนึ่งถูกใส่ร้ายจากเรื่องปฏิญญาฟินแลนด์จนถูกเกลียดชัง ถูกเอาไปใส่ใน “ผังล้มเจ้า” ในวันนี้ถูกฝ่าย “หัวก้าวหน้า” เรียกว่าพรรคสู้ไปกราบไป

หากจะเช็กสุขภาพของเพื่อไทยวันนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นพรรคการเมืองที่นำเสนอนโยบายได้เป็นระบบที่สุด ฟังแล้วเห็นภาพว่าการเปลี่ยนแปลง ซ่อมแซมประเทศนั้น ถ้าทำเป็นก็ทำได้แม้จะยากและใช้เวลา

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นพรรคที่ได้คะแนนิยมสูงสุดของโพลทุกสำนัก และกระแสแลนด์สไลด์มาแรงจริงๆ

ความน่าสนใจของพรรคเพื่อไทยปี 2566 ที่ต้องบันทึกไว้คือ

พรรคไทยรักไทยเป็นประชาธิปไตยเน้นเศรษฐกิจเสรีนิยมแต่มีความอนุรักษนิยม ชาตินิยม ท้องถิ่นนิยม เป็น populism แบบ right wing

แต่เพื่อไทยปี 2566 คงผ่านการทำการบ้านและรู้ว่านี่คือจุดอ่อนของพรรค ทำให้เพื่อไทยเวอร์ชั่น 2566 เป็นพรรคการเมืองที่สมาทานแนวคิดลิเบอรัลทางวัฒนธรรมอย่างเต็มตัว

จากชาตินิยม ท้องถิ่นนิยมสู่ความเป็นพลเมืองโลก เปลี่ยนแกนคิดเรื่องเพศวิถีใหม่ทั้งหมด เรียกได้ว่าเปลี่ยนภาษาพูดเชิงวัฒนธรรมเข้าสู่ความเป็น “สากล”

และเติมความเป็นสังคมนิยมในแง่ของรัฐสวัสดิการลงไปในนโยบายเศรษฐกิจ ไม่เป็นนีโอลิเบอรัลจ๋าแบบไทยรักไทย

 

เมื่อมาแรงขนาดนี้จึงเป็นเป้าของการโจมตี ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาและพรรคเพื่อไทยก็ต้องรับมือไป

แต่ความน่าสนใจคือ เพื่อไทยเป็นแซนด์วิชที่โดนโจมตีจากทั้งฝ่ายหัวก้าวหน้าประชาธิปไตยจ๋า และจากสลิ่มที่เคยชุมนุมไล่ทักษิณในอดีต

ความน่าสนใจที่มากที่สุด ทั้งฝ่ายก้าวหน้าประชาธิปไตยจ๋าโจมตีเพื่อไทยว่า ทำทุกอย่างเพื่อเอาทักษิณกลับบ้าน เหมือนกันเปี๊ยบกับสลิ่มพันธมิตรกับปัญญาชนสองไม่เอาในอดีต

ตรวจสุขภาพล่าสุดของพรรคเพื่อไทย ยังคงถูกโจมตีใส่ร้ายเรื่องเดิมๆ คือ เกี้ยเซี้ย เป็น political dynasty

ถ่ายโอนอำนาจการเมืองในตระกูล พรรคบ้านใหญ่ ไร้อุดมการณ์

หนักถึงขั้นว่าหลอกใช้คนเสื้อแดงไปสู้ไปตายแทน ทั้งจากสลิ่มเก่าและกลุ่มคนที่ฉันเรียกว่า “สลิ่มเฟสสอง”

เพราะแปลกใจว่า สองกลุ่มนี้ช่างมีอะไรที่เหมือนกันอย่างเหลือเชื่อโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องทักษิณโฟเบีย

และทั้งหมดนี้หากพูดภาษาละครก็ต้องบอกว่า “อย่ากะพริบตา ทุกอย่างมันเพิ่งจะเริ่มต้น”

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การ์ตูน โกหน่อง
การ์ตูน พี่ขุน ราวแข
การ์ตูน อรุณ วัชระสวัสดิ์
การ์ตูน san_d1196
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 2 – 8 ตุลาคม 2569
การ์ตูน จุก ชายคา
การ์ตูน สะดุดยิ้ม by พล
‘อนุทิน’ ยิ้มสู้มหาอุทกภัย งัดเมกะโปรเจ็กต์แสนล้าน พิสูจน์ฝีมือแก้วิกฤตน้ำท่วม
สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษา มโนรมย์,หนองมะโมง และ วัดสิงห์ ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
สี พบ ทรัมป์ใครได้อะไรบ้าง?
ทำไมสี จิ้นผิง เอ่ยอ้างถึง ‘กับดัก Thucydides’กับทรัมป์อีกรอบ?
เศรษฐกิจโลกกำลังจะสะดุดอีกครั้ง?