bg-single

สงครามในโลกที่เห็นต่าง : สงครามและมุมมองการเมือง | สุรชาติ บำรุงสุข

18.04.2023

“วัตถุประสงค์ของเราไม่ใช่การแลกระหว่างสันติภาพกับเสรีภาพ แต่เราต้องการทั้งสันติภาพและเสรีภาพพร้อมกัน”
ประธานาธิบดีเคนเนดี้

 

สิ่งที่เราคาดหวังอย่างมากในสังคมโลกก็คือ การเดินทางสู่จุดสุดท้ายที่การระบาดของโควิด-19 ซึ่งการดำรงอยู่ของเชื้อจะไม่ส่งผลกระทบกับชีวิตของสังคมและผู้คนอย่างมาก เช่น ในระหว่างปี 2020-2022 แต่มิได้หมายถึงเชื้อโรคดังกล่าวจะหมดสิ้นไป

ภาวะเช่นนี้จะส่งสัญญาณถึงการก้าวสู่ “ยุคหลังโควิด-19” ของสังคมโลกอย่างแท้จริง ดังจะเห็นได้จากการเดินทางระหว่างประเทศและการเปิดประเทศ

ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสัญญาณบวกของการกลับคืนสู่ภาวะปกติของชีวิตของยุคหลังการระบาดใหญ่

แต่วิกฤตคู่ขนานอีกด้านกลับไม่เห็นสัญญาณบวกแต่อย่างใดคือ “วิกฤตการณ์สงครามยูเครน” ผลจากการตัดสินใจของประธานาธิบดีปูตินในการบุกยูเครนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 อันนำไปสู่สถานการณ์สงครามชุดใหญ่อย่างคาดไม่ถึงนั้น แม้ในด้านหนึ่ง อาจทำให้ดูเหมือนว่าสงครามรัสเซีย-ยูเครนเป็นเพียงแค่ “สงครามของรัฐยุโรป” แต่ในอีกด้าน สงครามชุดนี้กลับขยายตัวและส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางในเวทีโลก และเป็นหมุดหมายสำคัญของการเมืองโลกในยุคหลังโควิด-19 อย่างชัดเจน

แน่นอนว่าการกำเนิดสงครามใหญ่ทุกครั้งที่นำไปสู่ข้อถกเถียงทางการเมืองในทุกสังคมเสมอ และข้อถกเถียงในเบื้องต้นคงหนีไม่พ้นประเด็นว่า “ใครถูก… ใครผิด?”

 

ความถูก-ความผิด?

ถ้าเราเริ่มต้นด้วยการมองสังคมการเมืองในภาพรวม… ความถูก-ผิดของการก่อสงครามดูจะขึ้นอยู่กับทัศนะทางการเมือง (หรือจะเรียกว่าชุดความคิดทางการเมือง) ของแต่ละคนอย่างมาก ซึ่งว่าที่จริงแล้ว การตัดสินเช่นนี้สะท้อนถึงการตีความสงครามภายใต้ความคิดของแต่ละบุคคลอย่างมาก

หากเราลองสำรวจอย่างหยาบๆ แล้ว เราอาจจะพบว่าฝ่ายที่สมาทานความคิดแบบอำนาจนิยม หรือบรรดา “กลุ่มขวาจัด” ทั้งหลายมักมีแนวโน้มในการสนับสนุนรัสเซีย อาจจะด้วยความชอบในความเป็นอำนาจนิยมเป็นทุนเดิม

พวกเขาจึงสนับสนุนผู้นำที่เป็นอำนาจนิยม และกล่าวชื่นชมคนอย่างประธานาธิบดีปูติน และไม่น่าแปลกใจที่คนในกลุ่มนี้จะสนับสนุนผู้นำอำนาจนิยมจีนอย่างสี จิ้นผิง อีกด้วย

อีกทั้งยังสนับสนุนนโยบายของจีนต่อไต้หวัน ที่มีนัยถึงการใช้กำลังในการแก้ปัญหา

ดังนั้น คนกลุ่มนี้จึงไม่มีทางที่จะสนับสนุนอุดมการณ์เสรีนิยม หรือมีทัศนะที่เชิดชูประชาธิปไตยได้เลย ดังได้กล่าวแล้วว่าชุดความคิดเช่นนี้ย่อมเห็นว่าการอ้างกรรมสิทธิ์ด้านดินแดนของรัสเซียเหนือดินแดนยูเครนเป็นความชอบธรรม

 

ในขณะที่ฝ่ายประชาธิปไตยมีท่าทีชัดเจนที่สนับสนุนยูเครน และยกย่องบุคคลอย่างประธานาธิบดีเซเลนสกีในฐานะของการเป็นผู้นำการต่อสู้เพื่อปกป้องเอกราชของยูเครน แต่การสนับสนุนของฝ่ายประชาธิปไตยก็จะถูกข้อหาว่า เป็นพวกที่รับวาทกรรมของสหรัฐ และอยู่ภายใต้อิทธิพลของนาโต โดยเฉพาะประชาธิปไตยในมุมมองของคนกลุ่มนี้เป็น “อิทธิพลอเมริกัน”

การรับความคิดเรื่องประชาธิปไตย จึงถูกตีตราจากฝ่ายขวาว่า เป็นพวก “นิยมอเมริกัน” ไปโดยปริยาย

ฉะนั้น ระบอบเสรีนิยมจึงกลายเป็นสิ่งที่ฝ่ายอำนาจนิยมรับไม่ได้ และมองประชาธิปไตยในทางลบทุกอย่าง จนลืมไปว่าคนในสังคมไม่ได้ “อิ่มอาหาร” แต่ยอม “อดเสรีภาพ”

เช่นในแบบที่ผู้นำจีนพยายามนำเสนอ หรือโมเดลจีนที่ยืนอยู่บนความเชื่อว่า คนอิ่มแล้วจะยอมทนอยู่กับระบอบอำนาจนิยม หรือฝ่ายนิยมสงครามรัสเซียไม่ยอมรับว่า คนอิ่มแล้ว และอยากมองหาเสรีภาพและความเจริญแบบตะวันตก จึงอยากแยกตัวไปจากระบอบอำนาจนิยมที่ล้าหลังของประธานาธิบดีปูติน

แต่กลับเชื่อว่าความต้องการเช่นนี้มาจากการ “ปั่นกระแส” ของตะวันตก

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของรัสเซียนั้น การที่ยูเครนไม่ยอมกลับไปอยู่ภายใต้อำนาจของรัสเซียอีกครั้ง กลายเป็น “ความผิดมหันต์” เพราะเหตุผลมีเพียงประการเดียวคือ ยูเครนต้องอยู่กับรัสเซียเท่านั้น จะ “ปันใจ” คิดเอียงไปทางสหภาพยุโรปและฝ่ายตะวันตกไม่ได้

ฝ่ายขวาจัดมักมองใน “กรอบคิด” เดียวกับประธานาธิบดีปูติน ที่เชื่อว่าการต่อสู้เพื่อเอกราชกับรัสเซียเป็นการ “ทำลายบ้านเมือง” และผู้นำยูเครนควรยอมแพ้ เพราะยูเครนเป็นดินแดนที่เป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซียมาแต่เดิม จึงต้องเป็นของรัสเซียต่อไป

แม้ยูเครนจะเคยเป็นเอกราชแล้วในปัจจุบันก็ตาม พวกฝ่ายขวาดูจะคล้อยตามไปกับการสร้างวาทกรรมของผู้นำรัสเซียในปัจจุบันว่า “รัฐเอกราชยูเครน” ไม่มีอยู่จริง

ทั้งยังเชื่อมโยงกระแสประชาธิปไตยในยูเครนว่า เป็นกระบวนการขยายอำนาจของตะวันตกที่นำโดยสหรัฐ

 

การบรรจบทางความคิด

แต่น่าสนใจว่าในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน “กลุ่มซ้ายจัด” บางส่วนเอง ก็มีจุดยืนในการสนับสนุนรัสเซียไม่ต่างจากกลุ่มขวาจัด อาจจะเป็นเพราะการมีทัศนะร่วมกันในการต่อต้านตะวันตก

โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า “ทัศนะตกค้าง” ของความเป็นฝ่ายซ้ายของลัทธิมาร์กซ์-เลนินจากยุคเก่า ที่ต้องมองสหรัฐและเนโต้ด้วยความหวาดระแวง (ไม่ต่างจากมุมมองของประธานาธิบดีปูติน)

ขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะยอมรับความชอบธรรมในการทำสงครามของรัสเซียเพื่อตอบโต้กับภัยคุกคามของฝ่ายตะวันตก

ในทำนองเดียวกัน ฝ่ายซ้ายเหล่านี้มองไม่เห็นเหตุผลที่ยูเครนจะต่อสู้เพื่อเอกราชของตัวเอง เช่นที่ในยุคสหภาพโซเวียตนั้น ผู้นำอย่างสตาลินเคยกล่าวถึงการขับเคลื่อนของลัทธิชาตินิยมในรัฐที่ผู้นำคอมมิวนิสต์ผนวกเข้ามาว่า เป็นสิ่งผิดพลาดทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากสหภาพโซเวียตต้องสร้างเอกภาพด้วยการควบคุมดินแดนเหล่านี้ให้อยู่ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์

วันนี้ถ้าสังเกตให้ดี เราจะเห็นทัศนะที่มาบรรจบกันระหว่าง “ขวาจัด” กับ “ซ้ายจัด” ที่มีจุดยืนชัดในการต่อต้านสหรัฐ อันมีนัยถึงการต่อต้านนาโต ที่เป็นองค์กรทางทหารในยุคสงครามเย็นด้วย โดยถือว่าการขยายสมาชิกภาพของนาโตเข้าไปในยุโรปตะวันออกคือปัญหาสำคัญที่เป็นต้นทางของสงครามยูเครน

แต่พวกเขาละเลยความหวาดระแวงของบรรดารัฐเอกราชที่แยกตัวออกมาจากรัสเซีย และมีความกังวลอย่างมากกับการคุกคามทางทหารของรัสเซีย รัฐเหล่านี้จึงต้องแสวงหาการปกป้องจากทางฝ่ายตะวันตก และทั้งเห็นอีกว่า ฝ่ายตะวันตกไม่ควรเข้าไปยุ่งกับพื้นที่ทางภูมิรัฐศาสตร์ในส่วนนี้

และรัฐเล็กๆ เหล่านี้ควรต้องยอมรับอำนาจของรัสเซีย เพื่อให้เกิดสันติภาพของโลก

 

ดังนั้น เมื่อเกิดสงครามยูเครนขึ้น คนเหล่านี้จะมีทัศนะที่โน้มเอียงไปทางฝั่งรัสเซีย เพราะยูเครนเป็นฝ่ายละเมิด “สันติภาพแบบรัสเซีย” พวกเขาจึงไม่ขัดแย้งกับการทำ “สงครามของปูติน” ในครั้งนี้ จนพวกเขาเป็นเหมือน “ผู้สนับสนุนสงคราม” หรืออีกนัยหนึ่ง พวกเขามีจุดยืนแบบ “สายเหยี่ยว” ที่ไม่สนใจต่อปัญหาความสูญเสียของพลเรือนที่กำลังเกิดขึ้นจากการโจมตีอย่างไม่จำแนกของรัสเซีย อันก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านมนุษยธรรมอย่างมาก

ไม่ว่าจะเป็นการทำลายที่พักอาศัย โรงเรียน โรงพยาบาล และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ จนอาจมองได้ว่า รัสเซียกำลังทำลายสังคมยูเครน ไม่ต่างกับการทำลายประชาชนยูเครนในยุคของความอดอยากใหญ่ในสมัยของสตาลิน

ในภาวะเช่นนี้ กลุ่มคนเหล่านี้จึงไม่ใส่ใจว่าหายนะใหญ่ที่มาพร้อมกับสงครามคือ ความตาย ความสูญเสีย การพลัดพราก…

สงครามยูเครนนำไปสู่การเกิดคลื่นของผู้อพยพชุดใหญ่ของยุโรป และเป็นผู้อพยพที่เกิดจากปัญหาสงครามภายในของยุโรปเอง ต่างจากกรณีของผู้อพยพจากแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลาง อีกทั้งยังเป็นการอพยพที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดในยุคปัจจุบัน

ประเด็นสำคัญที่สุดในกรณีนี้ก็คือ คนเหล่านี้ดูจะละเลยหัวใจของปัญหา กล่าวคือสงครามเกิดจากการที่รัฐใหญ่ใช้กำลังทางทหารบุกรัฐเล็ก เพื่อการขยายดินแดนและ/หรือเพื่อสร้างเขตอิทธิพล

ดังนั้น สงครามในบริบทเช่นนี้ก็คือ การใช้เครื่องมือทางทหารของรัสเซียเพื่อการเข้าควบคุมยูเครนทั้งประเทศ อันจะนำไปสู่ “การเปลี่ยนแปลงระบอบ” (regime change) เพื่อจัดตั้งรัฐบาลนิยมรัสเซียขึ้นที่เคียฟ

ขณะเดียวกันวัตถุประสงค์ของสงครามคือ การเปลี่ยนสถานะให้ยูเครนกลายเป็น “รัฐในอารักขา” ของรัสเซีย ในแบบของเบลารุส และอยู่ภายใต้การอำนาจและการนำของมอสโก ที่ไม่อนุญาตให้เคียฟเป็นอิสระจากมอสโก

 

อำนาจ vs ธรรม

การกระทำเช่นนี้ของรัสเซียย่อมส่งผลให้เกิด “สงครามที่ไม่ชอบธรรม” อย่างยิ่ง ทั้งยังชัดเจนว่า การกระทำของรัสเซียเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ

เพราะหากเวทีโลกอนุญาตให้รัฐใหญ่ใช้กำลังเพื่อยึดครองรัฐเล็กแล้ว ย่อมเท่ากับเรายอมรับถึงภาวะ “อำนาจคือธรรม” และจะทำให้เรายอมรับว่า ผู้ที่แข็งแรงกว่าย่อมมีสิทธิที่จะจัดการกับผู้ที่อ่อนแอกว่าด้วยกำลัง โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงประเด็น “ความชอบธรรม” ในระบบระหว่างประเทศ

หรืออาจเรียกแนวคิดนี้ว่าเป็น “ระเบียบโลก” แบบรัฐอำนาจนิยม

สำหรับเวทีโลกแล้ว ระเบียบในยุคปัจจุบันเป็น “ระเบียบโลกแบบที่มีกฎเกณฑ์” (rules-based international order) ซึ่งถูกฝ่ายนิยมปักกิ่ง-มอสโกมองว่าเป็นผลผลิตของรัฐตะวันตก และเป็น “ระเบียบแบบเสรีนิยม” (liberal international order) ที่วางอยู่บนกติกาและบรรทัดฐานแบบเสรีนิยม ซึ่งย่อมขัดกับแนวคิดของ “ระเบียบโลก” ที่มาจากมุมมองของจีนและรัสเซียโดยตรง เนื่องจากระเบียบเช่นนี้ขัดแย้งโดยตรงกับแนวคิดและอุดมการณ์พื้นฐานของรัฐทั้งสอง

นอกจากนี้ การยอมรับใน “หลักการอำนาจคือธรรม” ในเวทีโลกจึงเสมือนหนึ่งเป็นการพารัฐในโลกสมัยใหม่กลับเข้าสู่ยุคโบราณของ “การสร้างจักรวรรดิ” และจักรวรรดิใหญ่สามารถขยายดินแดนออกไปอย่างไม่มีข้อจำกัดภายใต้อำนาจทางทหารที่มีอยู่

ซึ่งประวัติศาสตร์ในอดีตได้ชี้ให้เห็นว่า แว่นแคว้นเล็กๆ ที่ไม่ได้มีอำนาจทางทหารที่เข้มแข็ง ย่อมไม่สามารถต้านทานการขยายจักรวรรดิด้วยกำลังทหารได้เลย

แต่ปัจจุบันเป็นโลกของศตวรรษที่ 21 และยุคจักรวรรดิได้จบสิ้นไปแล้ว และสำหรับเวทีโลกสมัยใหม่นั้น การใช้กำลังภายใต้แนวคิดของ “ลัทธิขยายดินแดน” ไม่ใช่สิ่งที่ประชาคมระหว่างประเทศยอมรับ และถือว่ารัฐที่กระทำเช่นนั้น ย่อมสมควรจะถูก “ลงโทษ” เพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดอธิปไตยของรัฐเล็กที่ไม่สามารถคุ้มครองตัวเองได้

หลักการเช่นนี้ถือเป็นกติกาและบรรทัดฐานของระเบียบระหว่างประเทศที่ไม่ยอมรับต่อพฤติกรรมการรุกรานที่เกิดจากการใช้กำลังของรัฐใหญ่ และเป็นหลักการที่ให้ความคุ้มครองต่อการดำรงไว้ซึ่งเอกราชและบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐเล็ก

ระเบียบระหว่างประเทศเช่นนี้อาจจะไม่ถูกใจผู้นำทั้งที่ปักกิ่งและมอสโก เพราะกติกาและบรรทัดฐานของความเป็นเสรีนิยม แต่อย่างน้อยระเบียบเช่นนี้ให้ความคุ้มครองแก่รัฐเล็กที่จะไม่ตกเป็นเหยื่ออันโอชะของรัฐใหญ่ที่เข้มแข็งกว่า

การตีสงครามยูเครนจึงเป็นภาพสะท้อนของความคิด 2 ชุดระหว่าง “เสรีนิยม vs อำนาจนิยม” ที่สู้กันมาโดยตลอด และยังมาสู้กันอีกครั้งในสงครามยูเครนด้วย!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร