bg-single

วัคซีนมะเร็งแบบทา กับแบคทีเรียวิศวกรรม | ภาคภูมิ ทรัพย์สุนทร

06.05.2023

เราแต่ละคนเป็นบ้านของจุลินทรีย์หลายสิบล้านล้านเซลล์ที่อยู่บนผิวหนัง ทางเดินอาหาร และทุกซอกหลืบของร่างกาย

พวกมันต้องกินอาหาร ขับถ่าย สืบพันธุ์ พึ่งพาและต่อสู้แย่งชิงกันเพื่อเอาตัวรอด

กิจกรรมเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์และหลั่งสารเคมีหลายร้อยชนิดทั้งที่เป็นของเสีย อาวุธ และสัญญาณสื่อสารระหว่างกัน สารเคมีหลายตัวมีผลโดยตรงกับการเกิดโรคหรือส่งเสริมระบบอวัยวะต่างๆ ของเรา

สำหรับนักเคมีอย่าง Michael A. Fischbach จากภาควิชาวิศวกรรมชีวภาพมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เหล่าจุลินทรีย์พวกนี้คือโรงงานมีชีวิตที่คอยผลิตยาป้อนให้ร่างกายเราทุกชั่วขณะ

ส่วนจะเป็นยาดีหรือยาพิษก็สุดแล้วแต่ชนิดของจุลินทรีย์ในนั้น

งานวิจัยล่าสุดของทีม Fischbach ว่าด้วยการวิศวกรรมจุลินทรีย์บนผิวหนังให้ผลิตวัคซีนฆ่ามะเร็ง

ระบบภูมิคุ้มกันคือกองทหารที่ดูแลความสงบเรียบร้อย และปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคศัตรูผู้รุกราน

สมัยก่อนเราเคยเข้าใจว่างานหลักๆ ประจำวันของกองทหารนี้คือการลุยสะบั้นหั่นแหลกกับข้าศึกแบบในหนังบู๊

แต่จริงๆ แล้วในยามปกติที่เราไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยอะไรงานทหารพวกนี้คือการตั้งด่านและตรวจตราลาดตระเวน รวบรวมข่าวกรองจากเซลล์ต่างๆ ทั้งเป็นของร่างกายเราเอง และของจุลินทรีย์ร่วมอาศัยที่เล่าไปข้างต้น

ข่าวกรองนี้มาในรูปแบบของสัญญาณเคมีต่างๆ ที่เซลล์แสดงไว้บนผิวหรือคัดหลั่งออกมา

ระบบภูมิคุ้มกันใช้สัญญาณเหล่านี้ประเมินสถานการณ์ว่ามีอะไรผิดสังเกตหรือไม่ ต้องเตรียมรับมืออย่างไรต่อ

จุลินทรีย์ร่วมอาศัยคือแรงงานต่างด้าวที่ระบบภูมิคุ้มกันติดตามสังเกตการณ์ใกล้ชิด แม้ยามปกติปฏิสัมพันธ์ระหว่างจุลินทรีย์พวกนี้กับระบบภูมิคุ้มกันเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าระบบภูมิคุ้มกันของเราจะต้องตื่นตัวพร้อมรบ หรือจะอยู่กันง่วงๆ สงบๆ รอการสั่งการ

Staphylococcus epidermidis เป็นหนึ่งในแบคทีเรียหลักบนผิวหนังมนุษย์

ช่วงปี 2012 ทีมวิจัยจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) สหรัฐอเมริกาค้นพบว่าแบคทีเรียชนิดนี้สามารถกระตุ้นการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันผ่านผิวหนังในสัตว์ทดลอง

ที่น่าแปลกคือกระบวนการนี้เกิดขึ้นได้ผ่านผิวหนังปกติ ไม่ได้มีบาดแผล ไม่มีอาการอักเสบใดๆ

พูดง่ายๆ คือปฏิกิริยาระหว่างภูมิคุ้มกันกับแบคทีเรียในกรณีนี้ไม่ใช่การเปิดศึกกันระหว่างทหารเฝ้ายามกับผู้บุกรุก แต่เป็นการที่ S.epidermidis เป็นสายให้ข่าวกรองบางอย่างกับหน่วยทหาร

การกระตุ้นภูมิคุ้มกันของ S.epidermidis เกิดขึ้นในรูขุมขน เซลล์ภูมิคุ้มกันหลักที่ถูกกระตุ้นคือเม็ดเลือดขาวชนิด CD8+ T cell หรือ Cytotoxic T cell (Tc) ซึ่งโดยปกติแล้วมีหน้าที่ล่าสังหารเซลล์ติดเชื้อหรือเซลล์มะเร็ง

งานวิจัยชิ้นต่อๆ มาของทีม NIH พบว่า Tc ที่ถูกกระตุ้นนี้มีส่วนส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันต่อเชื้ออื่นๆ อย่างเชื้อราและช่วยเร่งกระบวนการรักษาแผลซึ่งดูไม่เกี่ยวกับหน้าที่หลักของ Tc และก็ไม่เกี่ยวโดยตรงกับ S. epidermidis

แต่ Tc ที่ตอบสนองกับได้กลับต้องเป็นตัวที่จับกับโปรตีนของ S. epidermidis อย่างจำเพาะเท่านั้น

ดังนั้น คำถามที่ยังค้างคาอยู่คือ Tc ที่ถูกกระตุ้นอย่างจำเพาะต่อโปรตีนจาก S.epidermidis อาจจะมีหน้าที่หลักอย่างอื่นอีกรึเปล่า?

โดยเฉพาะหน้าที่ล่าสังหารเซลล์ติดเชื้อหรือเซลล์มะเร็งอย่างจำเพาะเจาะจง

S.epidermidis แจ้งข่าวกรองความผิดปกติแก่เม็ดเลือดขาว
Cr. ณฤภรณ์ โสดา

ทีมวิจัยของ Fischbach ตั้งสมมุติฐานว่า ที่ S.epidermidis เป็นสายให้ข่าวกรองกับ Tc ข่าวกรองที่ว่าไม่ได้เป็นแค่คำเตือนกว้างๆ อย่าง “ระวังนะ” “อันตราย” “ข้าศึกจะบุก” แค่คือการล็อกเป้าไปเลยว่าต้องไปจัดการใคร

ถ้าสมมุติฐานนี้จริง เราก็ต้องสามารถวิศวกรรมเปลี่ยนเป้าหมายของ Tc ด้วยการเปลี่ยนโปรตีนที่ S.epidermidis แสดงออก การทดลองกระตุ้น Tc ด้วย S.epidermidis ที่ผ่านการวิศวกรรมจะช่วยให้เราเข้าใจการทำงานของระบบนี้และอาจจะนำมาสู่เทคนิคการล็อกเป้า Tc ให้ไปกำจัดเซลล์ที่เราอยากกำจัดอย่างเซลล์มะเร็งอีกด้วย

ทีมวิจัยเลือกใช้ S.epidermidis ที่คัดแยกจากผิวหนังมนุษย์และเคยมีรายงานความสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันผ่านผิวหนังในสัตว์ทดลอง

อุปสรรคของงานนี้เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการพันธุวิศวกรรม แบคทีเรียสายพันธุ์นี้ไม่ยอมรับดีเอ็นเอแปลกปลอมเข้าไปง่ายๆ

ทีมวิจัยต้องพัฒนาเทคนิคใหม่ในการปรับสภาพผนังเซลล์ร่วมกับการส่งดีเอ็นเอผ่านไปทางแบคทีเรียที่วิศวกรรมง่ายกว่าอย่าง Escherichia coli

จากนั้นก็ต้องมาทดลองว่าจะเอาโปรตีนเป้าหมายที่สนใจไปแสดงออกในเซลล์ได้ยังไง ตรงตำแหน่งไหนจึงจะเหมาะสมที่สุดในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน

E.coli ถูกใช้เป็นทางผ่านส่ง DNA ไปยัง S.epidermidis
Cr.ณฤภรณ์ โสดา

สําหรับงานนี้ทีมวิจัยใช้เซลล์มะเร็งผิวหนัง (melanoma) เป็นเป้าหมายการกำจัด

S.epidermidis ถูกวิศวกรรมให้แสดงออกโปรตีนที่ปรากฏอยู่บนเซลล์มะเร็งนี้

ทีมวิจัยพบว่าหนูที่ได้รับ S.epidermidis ที่ผ่านการวิศวกรรมด้วยการทาแบคทีเรียนี้บนผิวหนังส่วนหัวจัดการกับมะเร็งได้ดีกว่าหนูกลุ่มควบคุมที่ได้รับ S.epidermidis เวอร์ชั่นก่อนวิศวกรรม ก้อนมะเร็งโตช้ากว่า และโอกาสรอดชีวิตสูงกว่า

วิธีนี้ใช้ได้กับทั้งการป้องกัน (ให้แบคทีเรียก่อนถูกเหนี่ยวนำให้เป็นมะเร็ง) และการรักษา (ให้แบคทีเรียหลังเป็นมะเร็งแล้ว) แม้แต่กับมะเร็งในระยะแพร่กระจาย (metastasis)

งานวิจัยนี้ลงรายละเอียดการค้นพบที่น่าสนใจอีกหลายอย่างเกี่ยวกับกลไกการทำงานร่วมกันระหว่าง S.epidermidis และระบบภูมิคุ้มกัน

เช่น การกระตุ้นที่ได้ผลต้องใช้ S.epidermidis ร่วมกันสองเวอร์ชั่น

เวอร์ชั่นที่แสดงโปรตีนเป้าหมายบนผิวสำหรับกระตุ้น Tc และเวอร์ชั่นที่มีโปรตีนเป้าหมายหลั่งมาภายนอกสำหรับกระตุ้น Th (เม็ดเลือดขาวอีกชนิดที่ทำหน้าที่เหมือนเสนาธิการบัญชาการรบ)

กลไกการกระตุ้นนี้ต้องใช้แบคทีเรียเป็นๆ เท่านั้น ซึ่งแปลว่าตัวแบคทีเรียไม่ได้เป็นแค่พาหะผลิตและส่งโปรตีนเป้าหมาย (อย่างที่เกิดขึ้นเวลาเรากระตุ้นภูมิคุ้มกันด้วยวัคซีนปกติ) แต่ยังสื่อสารประสานงานอะไรบางอย่างที่ซับซ้อนกว่านั้นกับระบบภูมิคุ้มกัน

Tc และ Th ที่สามารถเดินทางจากผิวหนังบริเวณที่ทา และบุกทะลวงเข้าไปทำลายก้อนมะเร็งที่อยู่ห่างไกลออกไปบนร่างกาย แถมยังออกฤทธิ์อยู่ได้นานหลังจากแบคทีเรียจะหยุดแสดงออกโปรตีนแล้ว

ทีมวิจัยยังแสดงให้เห็นว่าระบบนี้สามารถใช้ร่วมกับเทคนิคภูมิคุ้มกันบำบัดอื่นที่มีอยู่แล้วอย่างการใช้ Anti-PD1 และ Anti-CTLA-4 (ตัวปลดล็อกเซลล์ภูมิคุ้มกันให้ไปทำลายมะเร็ง) เพื่อประสิทธิภาพรวมที่สูงขึ้น

S.epidermidis ส่งสัญญาณ (ในรูปแบบโปรตีน) เพื่อล็อกเป้าสังหารเซลล์มะเร็งถึง T cell
Cr.ณฤภรณ์ โสดา

ความน่าสนใจของงานนี้คือมันอาจจะเปิดทางเลือกใหม่ให้เราทำงานร่วมกับระบบภูมิคุ้มกันและจุลินทรีย์อย่างแม่นยำ ปลอดภัยและราคาถูกกว่าเดิมมาก

เทคโนโลยีเก่าแก่อย่าง “วัคซีน” คือการ “ซ้อมรบ” ด้วยการให้ระบบภูมิคุ้มกันเราได้เผชิญหน้ากับเชื้อโรค (หรือชิ้นส่วนเชื้อโรค) ก่อนการเจ็บป่วยจริง

เทคโนโลยีอย่าง “เซลล์ภูมิคุ้มกันบำบัด” คือการ “ติดอาวุธเพิ่ม” ให้ระบบภูมิคุ้มกันไปค้นหาและจัดการเซลล์เป้าหมายอย่างมะเร็งได้ดีกว่าเก่า

ส่วน “จุลินทรีย์ฆ่ามะเร็ง” ที่วงการชีวสังเคราะห์มักจะพูดถึงกันที่ผ่านๆ มาก็ยึดกับแนวคิดการซ้อมรบหรือติดอาวุธแบบนี้ เพียงแต่ใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์เป็นตัวล่อเป้าหรือเป็นหน่วยล่าสังหาร ซึ่งมักจะต้องฉีดเข้าไปตรงก้อนมะเร็งที่เกิดเหตุอยู่ดี

แต่งานล่าสุดของ Fischbach นำเสนอแนวทางที่ต่างไปจากนั้น แบคทีเรียวิศวกรรมที่ใช้อยู่แค่บนผิวหนัง ไม่มีแผล ไม่ต้องฉีดเข้าร่างกาย ไม่ต้องกิน ไม่มีการอักเสบติดเชื้อ ยังไม่มีใครรบกับใครหรือติดอาวุธอะไรใหม่ทั้งสิ้น

แนวคิดใหม่ใช้ประโยชน์จาก “งานข่าวกรอง” จากการสื่อสารสนทนากันระหว่างจุลินทรีย์ร่วมอาศัยกับระบบภูมิคุ้มกันที่มีอยู่แล้ว (แต่เราเพิ่งเริ่มรู้จัก) ตามธรรมชาติ

ดังนั้น ความเสี่ยงต่ออันตรายจากผลข้างเคียงต่างๆ ควรจะน้อยกว่าเทคโนโลยีที่ผ่านมามาก

ต้องติดตามกันต่อไปว่าระบบข่าวกรองผ่านจุลินทรีย์วิศวกรรมนี้จะไปได้ไกลถึงแค่ไหน

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี