bg-single

สาดน้ำนางแมว-ขอฝน ต้นตอสาดน้ำสงกรานต์ | สุจิตต์ วงษ์เทศ

29.04.2023

สงกรานต์มีสาดน้ำ แท้จริงแล้วได้ต้นตอจากสาดน้ำแห่นางแมวขอฝนเมื่อหลายพันปีมาแล้ว ก่อนติดต่ออินเดีย

สาดน้ำสงกรานต์ไม่ได้มาจาก “โหลี”-พิธีสาดสีของอินเดีย ตามที่มีผู้พยายามชี้ที่มา เพราะ “โหลี” น่าจะตรงกับกฎมณเฑียรบาลเรียก “เผาข้าว” ซึ่งเกี่ยวข้องกับกำเนิดแม่โพสพ

 

แมวถูกสาดน้ำเพื่อขอฝน

แห่นางแมวเป็นพิธีกรรมขอฝน ด้วยการร่วมกันจับแมวใส่ข้อง (ภาชนะจักสานใส่ปลา) แล้วแห่แหนนางแมวเร่ไปตามหมู่บ้านพร้อมร้องรำทำเพลงขอฝน และชวนชาวบ้านสาดน้ำใส่แมวที่หามแห่เร่ไป

ชาวบ้านสมัยก่อนประวัติศาสตร์เมื่อหลายพันปีมาแล้วพร้อมใจกันเล่นสาดน้ำนางแมวตั้งแต่เดือน 5 (จันทรคติ) หน้าแล้ง (ตรงกับเมษายน) ไม่มีฝน ไม่มีน้ำ ไปจนกว่าฝนจะตก แล้วเข้าฤดูฝน (ราวมิถุนายน-กรกฎาคม)

ทั้งนี้ มีต้นเหตุจากความเชื่อว่าแมวเป็นสัตว์เฮี้ยน (หมายถึงศักดิ์สิทธิ์) มีอานุภาพบันดาลให้มีปลาและน้ำอุดมสมบูรณ์

เพราะจากประสบการณ์ตรงของคนในชุมชนแรกเริ่มพบว่าแมวชอบกินปลา ส่วนปลาต้องมากับน้ำหลังฝนตก การสาดน้ำนางแมวเสมือนมีฝนห่าใหญ่และมีน้ำนองทั่วไปให้ความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหาร

สาดน้ำนางแมวย่อมมีน้ำกระเด็นเปียกถึงกลุ่มคนแห่นางแมว, คนสาดน้ำและคนร่วมขบวน ครั้นนานไปการสาดน้ำนางแมวก็ขยายเพิ่มความสนุกสนานด้วยการสาดน้ำคนพวกเดียวกันเอง จนแผ่กว้างเป็นสาดน้ำนางแมวรวมสาดน้ำคนเล่นแห่นางแมวและคนอื่นๆ ในชุมชน

หลังรับสงกรานต์-เมษายนจากอินเดีย ตรงกับเดือน 5 (จันทรคติ) ในอุษาคเนย์ ซึ่งมีเลี้ยงผีหน้าแล้ง มีสาดน้ำนางแมวขอฝน จึงขยายเป็นสาดน้ำสงกรานต์สืบเนื่องทุกวันนี้

ส่วนความรุนแรงเล่นสาดน้ำสงกรานต์ ต้นเหตุสำคัญอย่างหนึ่งจากการสั่งสมทางการเมืองเผด็จการอำนาจรวมศูนย์ยาวนานที่สืบทอดมาจนปัจจุบัน

แห่นางแมวขอฝนในหน้าแล้ง (ภาพจาก จ.ชัยภูมิ กรกฎาคม 2562 จาก https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_2722311)

รดน้ำดำหัวเพื่อขอฝน

เดือน 5 หน้าแล้ง มีรดน้ำดำหัวเป็นพิธีกรรมทางศาสนาผีของอุษาคเนย์หลายพันปีมาแล้ว (ก่อนมีศาสนาในอินเดีย) หมายถึงพิธีอาบน้ำให้บรรพชนที่ตายแล้ว และที่ยังมีชีวิต เป็นสัญลักษณ์ของการขอฝนเพื่อความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหาร

บรรพชนตายแล้ว ถูกรดน้ำดำหัวด้วยพิธีเลี้ยงผีที่ “เฮือนแฮ้ว” คือเรือนจำลองที่ปลูกคร่อมหลุมฝังกระดูกบรรพชนในภาชนะ (ไม่เผาศพ)

กระดูกบรรพชนที่ฝังไว้ได้มาจากพิธีกรรมหลังความตายตามความเชื่อเรื่องขวัญในศาสนาผี แล้วเก็บกระดูกใส่ภาชนะฝังไว้ใต้ “เฮือนแฮ้ว” เพื่อให้ผีขวัญคุ้มครองคนยังมีชีวิตในชุมชน

บรรพชนมีชีวิต คือ ปู่ย่า, ตายาย, พ่อแม่ ถูกรดน้ำดำหัวด้วยการราดน้ำรดหัวให้เปียกทั้งตัวตั้งแต่หัวถึงตีน

(ซ้าย) รดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ (ภาพเก่า 2548)

หลังรับสงกรานต์จากอินเดีย

รดน้ำดำหัวเป็นพิธีกรรมดั้งเดิมของอุษาคเนย์ ส่วนชักบังสุกุลมีต้นตอจากพิธีกรรมหลังความตายสมัยก่อนประวัติศาสตร์หลายพันปีมาแล้ว

สงกรานต์ในไทยมีรดน้ำดำหัวและชักบังสุกุล แต่อินเดียไม่มีรดน้ำดำหัวกับไม่มีชักบังสุกุลในสงกรานต์ เพราะรดน้ำดำหัวและชักบังสุกุลมีต้นตอเป็นพิธีกรรมในศาสนาผีดั้งเดิมในไทยและอุษาคเนย์ แต่ต่อมาถูกผนวกเข้าสงกรานต์ เพราะมีในช่วงเวลาเดียวกันคือหน้าแล้ง

หลังรับศาสนาจากอินเดีย ราว 1,500 ปีมาแล้ว เมื่อเรือน พ.ศ.1000 ในไทยและอุษาคเนย์รับวัฒนธรรมจากอินเดียอีกอย่างน้อย 2 เรื่อง คือ เผาศพและสงกรานต์

เผาศพ ในอินเดียเผาแล้วโยนเถ้าถ่านทิ้งน้ำ ไม่เก็บกระดูก

แต่ในไทยและอุษาคเนย์เผาศพแล้วเก็บอัฐิ (กระดูกคนตายที่ถูกไฟเผาไม่หมด) สืบทอดการเก็บกระดูกคนตายตามความเชื่อเรื่องขวัญทางศาสนาผีที่มีแต่ดั้งเดิม

เก็บอัฐิ ต่างกัน 2 ระดับ คือ ระดับชนชั้นนำ กับ ระดับชาวบ้าน

ชนชั้นนำ อัฐิถูกบรรจุในภาชนะเรียกสมัยต่อมาว่าโกศ เก็บไว้ในที่รโหฐาน เช่น หอพระในวัง หรือฐานพระประธานวัดหลวง เป็นต้น

ชาวบ้าน อัฐิถูกบรรจุในหม้อดินเผาที่ปิดปากหม้อด้วยผ้า แล้วฝากไว้ในวัดตามศาลาที่สมภารวัดกำหนด (บางวัดสมัยก่อนมีหม้อกระดูกวางกองเต็มด้านใดด้านหนึ่งของศาลาใหญ่)

สงกรานต์สมัยแรกรับจากอินเดียถึงไทย เป็นพิธีกรรมในเทวสถานประจำราชสำนัก ราวกลางเดือนเมษายน (ทางสุริยคติ) ตรงกับเดือน 5 หน้าแล้ง (ทางจันทรคติ) ส่วนชาวบ้านทั่วไปไม่รู้จักและไม่มีสงกรานต์ (แต่มีพิธีเลี้ยงผีบรรพชน)

ต่อมาสงกรานต์ถูกดัดแปลงเป็นพุทธ มีทำบุญเลี้ยงพระเฉพาะในวัดหลวง หลังจากนั้นอีกนานถึงแพร่หลายสู่ราษฎร มีทำบุญเลี้ยงพระในวัดราษฎร์

รดน้ำดำหัวอัฐิบรรพชน ถูกแปลงเป็นพิธีทางศาสนาพุทธ ด้วยการทำบุญเลี้ยงพระ แล้วเชิญภาชนะใส่อัฐิบรรพชนมาทำพิธีด้วยการกรวดน้ำและประพรมน้ำหอมน้ำปรุงทั่วอัฐิในภาชนะ หมายถึงรดน้ำดำหัวผีบรรพชนเพื่อขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล แล้วถูกเรียกชื่อพิธีเป็นภาษาบาลีว่า “ชักบังสุกุล” จากนั้นสร้างนิยามคำอธิบายใหม่ตามคติพุทธสืบมาจนทุกวันนี้

พระพุทธรูป ถูกเชื่อว่าเป็น “ร่างเสมือน” มีผีหรือขวัญสิง จึงถูกทำพิธีรดน้ำดำหัว เรียก “สรงน้ำพระ”

รดน้ำดำหัวบรรพชนมีชีวิต ยังถือปฏิบัติสืบต่อไม่ขาดสาย แต่ขยายถึงอาบน้ำพระสงฆ์ในวัดประจำหมู่บ้านจนทุกวันนี้

ชักบังสุกุลอัฐิบรรพชน [ภาพที่วัดเทพราช ต.เทพราช อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา 15 เมษายน 2558 (ภาพจาก https://pantip.com/topic/33514626)]

สงกรานต์ “ผี-พราหมณ์-พุทธ” ในไทย

สงกรานต์มีเดือนเมษายน เป็นพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในอินเดีย (ไม่ใช่ของไทย)

1. ไทยและอุษาคเนย์รับมาสมัยแรกๆ เป็นพิธีพราหมณ์ในราชสำนัก เรียกสงกรานต์ มีเดือนเมษายน

2. ต่อมาสงกรานต์เมษายนถูกปรับแปลงเป็นพุทธ มีเฉพาะในราชสำนัก (ไม่มีนอกราชสำนัก)

ช่วงเวลานั้น (เมษายน) หน้าแล้ง ตรงกับเดือน 5 ทางจันทรคติ ชาวบ้านทั่วไปทำพิธีเลี้ยงผีประจำปีเพื่อขอฝน มีแห่นางแมวสาดน้ำ, มีรดน้ำดำหัวผีบรรพชนและพ่อแก่แม่เฒ่าในชุมชน ฯลฯ (ไม่รู้จักสงกรานต์)

3. สงกรานต์ทางพราหมณ์-พุทธของราชสำนักรัตนโกสินทร์ แผ่ไปถึงชาวบ้าน ถูกผนวกเข้ากับศาสนาผี ทำให้สงกรานต์เป็นพิธีกรรม “ผี-พราหมณ์-พุทธ” มีสรงน้ำพระ, ชักบังสุกุล ฯลฯ สืบจนทุกวันนี้ •

 

 

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร