bg-single

อรุณรัศมี : ‘พระอนุจ-นางแบก’ แห่งสำนักนโรดม

21.06.2023

พระอนุจ (น้องนางเธอ) พระองค์เจ้าหญิงนโรดม อรุณรัศมี พระธิดาในพระบาทสมเด็จนโรดม สีหนุ กับหม่อมเนียะมะเนียงมานีวัน พันนาวงศ์ เจ้าจอมหม่อมห้ามลำดับที่ 5 ซึ่งมีเชื้อสายลาว

ท้าวเธอมีพระธิดา 2 องค์ในราชวงศ์สีหนุแห่งกัมพูชาคือ พระองค์เจ้าหญิงนโรดม สุเจียตา และพระองค์เจ้านโรดม อรุณรัศมี (68)

ไม่ต่างจากเชื้อพระวงศ์คนอื่น นโรดม อรุณรัศมี เมื่อแรกรุ่นกำดัด ก็ถูกหมั้นหมาย และเสกสมรสกับ “โอรส” พระองค์เจ้าสีสุวัตถิ์ สิริมะตะ ลูกพี่ลูกน้องกับสมเด็จพ่อผู้ลาฐานันดรเพื่อไปเล่นกันการเมืองและมีพระยศว่า “พระองค์มจะนโรดม สีหนุ” คือท่านชายสีสุวัตถิ์ เสรีรัฐ (77)

นับว่าเป็นจริตวรรณะนิยมแบบกัมพูชาไม่ว่าจะเป็นเชื้อกษัตริย์หรือนักการเมือง ดังที่สมเด็จฮุน เซน เอง ก็จับคู่ให้บุตรีออกเรือนด้วยเหตุลผลทางการเมือง

และยังถือเป็นจารีตนิยมของราชสำนักเขมร ที่การแต่งงานในหมู่เครือญาติพี่น้องในราชสกุลเดียวกัน ดังจะเห็นว่า สมเด็จพระเรียม-พระองค์เจ้าหญิงนโรดม บุปผาเทวี ก็เคยเสกสมรสกับราชนิกุล ทั้งนโรดม-สีสุวัตถิ์ในการสมรส 4 ครั้งคือ พระองค์เจ้านโรดม นรินทรักษ์ทวงษ์ (1), พระองค์เจ้าสีสุวัตถิ์ มุนีชีวัน (2) และพระองค์เจ้าสีสุวัตถิ์ ชีวันมุนีรักษ์ (4)

ดังนี้ การที่องค์อรุณรัศมีจะไปแต่งงานกับท่านชายฝ่ายสีสุวัตถิ์องค์อื่น จึงใช่เรื่องแปลกอันใด

แต่มันมาติดตรงที่ พระบิดาโกนกมเลาะ/เจ้าบ่าว-องค์สิริมะตะ ซึ่งเป็นทั้งปิตุลาและว่าที่ “ออปุกขเมก” (พ่อสามี) ของพระองค์นั้น คือฝ่ายก่อการกบฏทำรัฐประหารล้มล้างพระบิดาพระองค์รัฐบาลสีหนุ ไม่เท่านั้น ต่อมายังจับสมาชิกราชวงศ์บางองค์ขังคุก ยุบสถาบันกษัตริย์

ซึ่งจริงเพคะ? เกี่ยวกับเรื่องเล่าลือที่ว่ามาแต่สมัยอินโดจีน ต่อความขันขื่นสัมพันธ์ของราชนิกุลทั้งสอง ทั้งการแย่งชิงราชสมบัติและปฏิปักษ์รักใคร่ที่เยื่อใยกันมา ว่ามิได้กุขึ้น!

credit : royalducambodge

แต่การเมืองก็ไม่ใช่เครื่องกีดกันความรักเสมอไป ในท่ามกลางเรื่องราวอันร้ายแรงที่น่าทรุดโทรมใจเหล่านี้ กระนั้น เจ้าหญิงอรุณรัศมีก็เข้าพิธีเสกสมรสกับคู่หมายในสิงหาคมหรือ 5 เดือนรัฐประหาร/1970

โดยเฉพาะท่านชายสีสุวัตถิ์ เสรีรัฐ นั้นไม่เห็นด้วยกับบิดา ดังนี้ เมื่อเสร็จสิ้นพิธีวิวาห์จึงพากันเดินทางไปฝรั่งเศสและตั้งรกรากเบื้องต้นที่นั่น

ต่อข้อสงสัยของผู้เขียนว่า ขณะนั้น องค์อรุณรัศมีอายุกี่ชันษาเล่า? หากนับตามปีเกิดปัจจุบัน (1955) ตามวิกิพีเดีย?

อนึ่ง เกี่ยวกับการ “ออกเรือน” ของตั้งแต่อายุยังน้อยตามแบบเจ้านายฝ่ายในเขมร คือราว 15-18 ปี ตัวอย่าง สมเด็จพระพี่นางนโรดม บุปผาเทวี ก็ทรงแต่งงานตอนอายุสิบห้า หรือสมเด็จพระมหากษัตรีย์นโรดม มุนีนาถ ก็เสกสมรสกับกษัตริย์นโรดม สีหนุ ขณะอายุ 16

ส่วนองค์อรุณรัศมีเองก็ไม่ต่างจากพระธิดานโรดมองค์อื่นๆ ที่เสกสมรสแต่อายุยังน้อยคือ 15 ชันษาเท่านั้น และเกือบทั้งสมรสในหมู่ราชนิกุล “นโรดม-สีสุวัตถิ์” ทั้งสิ้น

สำหรับคู่องค์อรุณรัศมีที่มีชันษาห่างกันถึง 9 ปี ที่เชื่อกันว่าการสมรสของทั้งสองนี้ มาจากการจับคู่ของสมเด็จย่า พระมหากษัตริยานีสีสุวัตถิ์ มุนีวงศ์ กุสุมา นารีรัตน์ ที่ได้ชื่อเรื่องยึดถือจารีตโบราณของราชสำนัก และด้วยเหตุนั้นหรือไม่ ที่ทำให้ความรักระหว่าง “นโรดม-สีสุวัตถิ์” ยังคงสถิตเป็นธรรมเนียม แม้จะเกิดวิกฤตมากทางการเมือง?

ชีวิตสมรสองค์หญิงฝ่ายนโรดมกับพระสวามี-สีสุวัตถิ์ “อรุณรัศมี-เสรีรัฐ” ต่างให้ทายาท 3 ราชนิกุล คือ สีสุวัตถิ์ นาเคีย, สีสุวัตถิ์ นันโด และสีสุวัตถิ์ เสรกิจฐานารี (ญ)

อย่างไรก็ตาม การฟันฝ่าบาดแผลการเมืองที่ยากจะจดจำ ความขันขื่นใน 2 ราชนิกุล โดยเฉพาะจากกรณีรัฐประหาร 1970 ที่เรื้อรังอาดูรเป็นสงครามกลางเมือง ผลพวงเหล่านี้ ไม่มีใครทราบนอกจาก “ราชสกุลทั้งสอง” ที่มัดดองกันมา

กระทั่งว่า เมื่อการเมืองกำลังจะเข้าสู่ภาวะปกติในปีแห่งความหวังที่น่าจดจำ 1991 ที่ทุกฝ่ายสามารถเดินทางกลับประเทศ ตลอดจนการสถาปนาระบอบพระมหากษัตริย์ตามราชวงศ์นโรดมอีกครั้ง ตามข้อตกลงสัญญาปารีส/1991

ทั้งสองก็พร้อมใจ หย่าขาดกัน!

ในปีเดียวนั้นเอง นโรดม อรุณรัศมี ก็สมรสครั้งที่ 2 กับนายแก้ว ปุต จากนั้นจึงติดตามพระบิดาเสด็จกลับประเทศพร้อมนโรดมองค์อื่นๆ ส่วนอดีตพระสวามี-ท่านชายสีสุวัตถิ์และลูกๆ ที่บรรลุนิติภาวะนั้น ต่างใช้ชีวิตอิสระในต่างแดนอย่างคุ้นเคยยาวนานและมิได้กลับมารับฐานันดรใดๆ ในกัมพูชา

องค์อรุณรัศมีที่สมรสใหม่ แม้จะชันษา 36 แล้ว แต่ทรงมีโอรสธิดาคือ ท่านชายนโรดม แก้วแพวมุนี และท่านหญิงนโรดม แก้ว โพนิตา : ใช้นามสกุลและฐานันดรศักดิ์ตามมารดาและกลายเป็น “เจ้านายน้อยรุ่นใหม่” ของราชสำนักซึ่งสร้างชื่อเสียงให้แก่ราชสกุลนโรดมอยู่ไม่น้อย

ขณะที่ในเจ้านายฝ่ายใน องค์อนุจ (ขนิษฐา) นโรดม อรุณรัศมี นั้น ก็ทรงงานทั้งการเมืองฐานะสมาชิกพรรคฟุนซินเปกเรื่อยมา เคียงข้างสมเด็จพระเรียม (เชษฐภคินี) นโรดม บุปผาเทวี โดยเคยดำรงตำแหน่งเอกอัครทูตประจำประเทศมาเลเซีย (2005-2018) และทรงงานฟื้นฟูกิจการของราชสำนักในพระราชกรณียกิจพระมหากษัตริย์และสมเด็จพระมารดาเธอพระมาตามุนีนาถอย่างสม่ำเสมอ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่นโรดม อรุณรัศมี เป็นพระขนิษฐาจึงมักออกงาน “คู่” กับกษัตริย์สีหมุนีบ่อยครั้ง โดยเฉพาะการเสด็จประพาสต่างประเทศ และกิจการฝ่ายในของราชสำนักอื่นๆ ซึ่งต้องไม่ลืมว่า พระบาทบรมนาถนโรดม สีหมุนี นั้น มิได้ทรงมีองค์รัชทายาท

การที่องค์อนุจอรุณรัศมี มีพระนัดดาในหลวงรูปโฉมสวยหล่อ การศึกษาดี ที่มักปรากฏตัวร่วมกับสมเด็จพระปิตุลาอย่างใกล้ชิดจึงเป็นที่สนใจต่อหมู่ชนเป็นธรรมดา

บ้างก็ร่ำลือไปเองว่า องค์อนุจนี่เองที่วางแผนจะเป็น “พระมารดาเธอ” ของกัมพูชาองค์ต่อไป?

การทรงงานอย่างหนักใดๆ ในภารกิจต่างๆ ที่ส่งเสริมกิจการราชสำนัก, ฟุนซินเปกและการเมือง ในขณะชันษา 68 นับเป็นตัวอย่างเจ้านายฝ่ายในของราชสำนักกัมพูชาที่น่ายกย่องรองจากสมเด็จพระเรียมนโรดม บุปผาเทวี ผู้บุกเบิกระบำอัปสราและเคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศิลปวัฒนธรรมอยู่หลายปี

ซึ่งเรื่องนี้จะเห็นว่า เจ้านายฝ่ายในของนโรดมเกือบทั้งหมด ได้รับเกียรติยศจากหัวหน้ารัฐบาลสมเด็จฮุน เซน พอเหมาะสม ต่างจากเจ้านายฝ่าย

ต่างจากเจ้านายฝ่ายภราดร ที่ต่างประสบมรสุม ตัวอย่าง สมเด็จกรมพระนโรดม รณฤทธิ์ นั้น ทรงต่อสู้กับพิษการเมืองจนถึงวันสุดท้ายที่ถึงแก่การพิราลัย หรือแม้แต่ “สีสุวัตถิ์” องค์อื่นๆ ก็เช่นกัน

ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระอัยกายุคอินโดจีน ถึงยุคสมเด็จพ่อในทศวรรษ 70 ที่มีส่วนทำให้ราชนิกุล “นโรดม-สีสุวัตถิ์” ร้าวลึกแตกหักติดหล่มกับดัก กว่าจะคืนสู่ความปรองดองของราชสำนักและองค์อนุจอรุณรัศมี เจ้าน้องนางเธอ นี่แหละที่เจริญรอยตามสมเด็จพระบรมนาถนโรดม สีหมุนี พระเชษฐา

อีกในความเป็นสตรีสูงศักดิ์ในฐานะแห่งเมียและแม่ของหน่อเนื้อเชื้อพระวงศ์ ที่โถมมาบ่นไหล่บ่าของขัตติยานีแห่งนโรดม ทรงเรียนรู้อย่างสมดุลในความเป็นพี่น้อง 2 ราชสกุลซึ่งตกอยู่บนเคราะห์กรรมอันวิบากอย่างทั้งมวลมาตลอดทั้งระบอบสถาบันและชีวิตส่วนพระองค์

ด้วยเหตุนี้ แม้คู่ชีวิตในอดีตกับท่านชายสีสุวัตถิ์ เสรีรัฐ จะสิ้นสุดลงไปกว่า 30 ปีก็ตาม แต่ความเป็น “เญียติวงศ์” สายโลหิตไม่เคยขาดลง

ไม่เท่านั้น ยังทำหน้าที่เป็นเหมือนตัวแทนบรรพชนในอดีตอันวิบัติ มาสู่ “นโรดม-สีสุวัตถิ์” รุ่นใหม่ที่ได้รับการเยียวยาแผลความเจ็บปวดจนเกือบจะสมบูรณ์แบบในวันนี้

วันที่รักคืนตำหนัก “นโรดม-สีสุวัตถิ์” จากมือเล็กๆ ของสมเด็จ “นางแบก”

พระ “อรุณรัศมี” ที่ฉายแสงอันอบอุ่นสู่ “นโรดม” ราชสำนัก



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร