bg-single

ฟังความอีกด้าน กรณีข่าวลงประชามติ ปาตานีแยกดินแดน?

22.06.2023

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาปรานีเสมอ มวลการสรรเสริญมอบแด่อัลลอฮฺผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสนทูตมุฮัมมัดและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

ตั้งแต่ 7 มิถุนายน 2566 สื่อสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ต่อกรณีที่มีบัตรกระดาษถูกแจกภายในงานเสวนาที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ซึ่งมีหัวข้อว่า เห็นด้วยกับสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองหรือไม่ ที่จะให้ประชาชนปาตานี (3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้ง 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา) สามารถออกเสียงประชามติ แยกตัวเป็นเอกราชได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เรื่องนี้ทำให้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน

ขณะที่กลุ่มขบวนการนักศึกษาแห่งชาติ ชี้แจงว่า เป็นเพียงการทำประชามติจำลอง ซึ่งช่วงท้ายของบัตรเน้นว่าจะดำเนินการอย่างไร ย้ำว่าต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย

 

หลังจากข่าวดังกล่าว ผู้เขียนได้นั่งคุยจิบชาชักกับอาจารย์ศรีสมภพ จิตภิรมย์ศรี (8/6/66) ที่โรงแรมซีเอส ปัตตานี ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ท่านให้สัมภาษณ์ ใน Thaipbs บอกว่ากิจกรรมเด็กเป็นแค่จำลองประชามติ ยังห่างไกลอีกมากจากการประชามติจริงและแยกดินแดน (ลองฟังย้อนหลังใน https://fb.watch/l2UMkSGhal/?mibextid=cr9u03)

หากเราดูกิจกรรมดังกล่าวเป็นเวทีเสวนาวิชาการโดยเฉพาะเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ปัญหาด้านสันติภาพระดับโลกชาวไทย อย่าง ศ.มารค ตามไท นักวิชาการจากสาขาการสร้างสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ มาเปิดข้อถกเถียง “การกำหนดอนาคตตนเอง” เป็น “สิทธิ” หรือ “หลักการ” พร้อมตั้งคำถามพลเมืองแบบไหนสามารถเรียกร้อง “สิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง” (Right to Self Determination : RSD) ได้

และต้องตอบให้ชัดว่าปาตานีเป็นอาณานิคมของไทยหรือไม่ แบบไหน และต้องแยกแยะระหว่าง “เป็น” กับ “รู้สึกว่าเป็น” เพราะสำคัญทั้งคู่

การพูดคุยสันติภาพกับการทำประชามติสำคัญต่อกัน

RSD อาจเป็นการหาทางออกอย่างสันติ การอ้างหลักการเพราะอยากพูดคุย การลงประชามติเพราะจะรู้ความคิดคน ถึงเวลาสังคมไทยและปาตานีต้องเปลี่ยนหลักการไปสู่เป้าหมายนั้นหรือไม่

 

ในขณะที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติซึ่งพรรคถูกพาดพิงในกิจกรรมวันนี้ด้วยสะท้อนว่า “มันคือสิทธิเสรีภาพในการคิด การสื่อ การโฆษณา การเขียน เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ถ้าเราจะจำกัดสิทธิตรงนี้ ต้องมีกฎหมายเฉพาะเพื่อความมั่นคงของรัฐ ซึ่งนี่เป็นการแสดงความคิดเห็นของนักศึกษา”

“ในรัฐธรรมนูญเขียนบอกไว้ว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งเดียวจะแบ่งแยกมิได้ ซึ่งทุกคนทราบดีและกิจกรรมดังกล่าวนั้นเป็นการแสดงความคิดเห็น ซึ่งในรัฐธรรมนูญให้ความสำคัญมาก และคณะรัฐมนตรีพร้อมจะให้ทำประชามติในเรื่องความเห็นสำคัญ แต่ความเห็นนั้นจะต้องไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ การทำประชามติแบ่งแยกดินแดนก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว เพราะรัฐธรรมนูญห้ามอยู่”

รอมฎอน ปันจอร์ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สะท้อนต่อเรื่องนี้เช่นกันว่า

“เรากำลังพูดถึงสถานภาพของรัฐเดี่ยว แต่เป็นรัฐเดี่ยวที่มองไปข้างหน้า แล้วจะกระจายอำนาจอย่างไร…แต่ทั้งหมดนี้ ควรต้องมีพื้นที่ให้กับทุกคน…เผชิญหน้ากับความขัดแย้งนั้นก่อน แล้วเราถึงจะแก้ปัญหามันได้”

และยังย้ำแนวทางสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี อยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญของรัฐเดี่ยวที่กระจายอำนาจ และเปิดพื้นที่ให้พูดคุยถกเถียง

ผศ.ดร.มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ให้ทัศนะต่อเรื่องนี้ว่า

“พื้นที่ห้องเรียน ห้องห้องสัมมนา พื้นที่มหาวิทยาลัยต้องมีเสรีภาพในการให้ น.ศ.สร้างจิตนาการ ทำกิจกรรม และยิ่งมันเป็นการจำลอง ยิ่งน่าหัวเราะที่จะเอาล่อเอาเถิดถึงกับฝ่ายความมั่นคงจะจับ น.ศ.เข้าคุก?”

ดร.ชลิตา บัณฑุวงศ์ รองหัวหน้าภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ทัศนะว่า

“ส่วนตัวคิดว่าในเรื่องนี้ ทุกฝ่ายคงต้องช่วยกันยืนยันหลักการว่า การจัดกิจกรรมเช่นนี้ของนักศึกษาเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ ไม่มีอะไรผิด เพราะเป็นเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองอย่างสุจริตใจและอย่างสงบสันติ ทุกฝ่ายจะต้องรับฟังและรวมเสียงของพวกเขาเหล่านี้เข้ามาไว้ในกระบวนการสร้างสันติภาพชายแดนใต้ที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคตด้วย”

เราเคยเห็นนักศึกษาจากกรุงเทพมหานครศูนย์รวมอำนาจไม่มีพื้นที่ปลอดภัยเสรีภาพทางวิชาการในรั้วมหาวิทยาลัยในการพูดเรื่อง ม.112 สุดท้ายผลักพวกเขาแล้วแนวร่วมลงถนน

ดังนั้น พื้นที่ปลอดภัยเสรีภาพทางวิชาการในรั้วมหาวิทยาลัยไทยแม้จะเป็นเรื่องใต้พรมจึงเป็นความท้าทายว่าเราจะใช้กฎหมายหรือการเมืองจัดการความขัดแย้งในสังคม

 

หลังข่าวนี้ถูกเผยแผ่สู่สื่อไทย ผู้เขียนพบว่ายิ่งเพิ่มความขัดแย้งหากนำเสนอข่าวอย่างไม่รอบด้าน ยิ่งในภาวะความขัดแย้งการจัดตั้งรัฐบาลใหม่จนท้ายสุดนำไปผูกโยงกับการเมืองส่วนกลางจนได้

มีวาทกรรมมากมายสร้างความเกลียดชัง จึงเป็นความท้าทายสื่อไทยที่ควรเป็นสื่อเพื่อสันติภาพ (Peace Journalism) เพราะสื่อมิได้มีบทบาทเพียงแค่การรายงานความเป็นไปในสังคมเท่านั้น หากสื่อยังเป็นกลไกสําคัญในการจัดการและคลี่คลายความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมได้

อย่างไรก็ตาม บทบาทดังกล่าวไม่อาจขับเคลื่อนไปได้โดยลําพัง หากต้องอาศัยการสนับสนุนจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ในการเกื้อหนุนให้สื่อก้าวเข้ามาทําหน้าที่ได้โดยสมบูรณ์

นวลน้อย ธรรมเสถียร ผู้สื่อข่าวอิสระที่สนใจปัญหาสิทธิมนุษยชน สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรื่องราวของความขัดแย้งและการสร้างสันติภาพ โพสต์ Facebook ให้ทัศนะต่อเรื่องนี้ว่า

“เราว่าสังคมไทยไม่น่าจะตื่นตูมกับเรื่องการจำลองการทำประชามติของ น.ศ.ที่ จชต. การพูดเรื่องนี้อย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมา จากกลุ่มคนในพื้นที่ที่เขาไม่ได้มีอำนาจต่อรองอะไรมากมายนอกจากเป็นส่วนหนึ่งของสังคม มันไม่ใช่เรื่องเป็นภัยขนาดนั้น และอย่าเอาเรื่องนี้ไปบวกรวมกับเรื่องความไม่พอใจพรรคก้าวไกลเลย มันคนละเรื่องกัน”

“เราไม่ได้ฟังงานนี้ด้วยตัวเอง แต่คนที่เขาร่วมในงานยืนยันว่า มันเป็นการตั้งคำถามว่า คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่าควรจะมีการทำประชามติเรื่องเอกราชในอนาคต เขาไม่ได้ถามว่า คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่าควรจะแยกตัว ถ้าคำถามมีแค่นี้แต่เราตื่นตูมกันมากมาย นั่นมันอาจแปลได้ว่า หนึ่ง เรากลัวแม้กระทั่งกับการตั้งคำถามว่าควรถามหรือไม่ แปลว่าฐานความคิดเรื่องการให้เสรีภาพในทางความคิดของเราแทบไม่มี หรือ สอง มีการตีเรื่องนี้ให้ใหญ่เกินจริงเพื่อผลอะไรสักอย่าง”

“แต่ถึงแม้เขาจะถามแค่อย่างที่ว่า มันก็เสี่ยงมากแล้วในบริบทสังคมแบบไทยที่เป็นอยู่ ดังนั้น ถ้ามองจากอีกมุมหนึ่ง การมีคำถามและการแสดงออกเช่นนี้คือการเอาตัวเข้าแลกท่ามกลางความสุ่มเสี่ยง ประสบการณ์การเคลื่อนไหวในทางการเมืองในพื้นที่ที่มันเจอตอตลอดเวลาอาจจะทำให้พวกเขาพอคาดเดาได้ว่าการเคลื่อนไหวเช่นนี้มันถูกจับตา ถูกคาดคั้น ถูกตำหนิ และอาจถูกเอาผิด”

“แต่การที่กล้าออกมาถามเช่นนี้ เราว่าพวกเขาที่เป็นเยาวชนฝากชีวิตและอนาคตไว้กับความใจกว้างของสังคมไทยอย่างมากและอย่างที่คิดไม่ถึง สังคมไทยก็ควรจะตอบสนองด้วยความเป็นผู้ใหญ่และเปิดใจรับฟังสิ่งเหล่านี้ เพื่อที่ว่า ที่เคยบอกว่าไม่เข้าใจก็จะได้เริ่มเข้าใจกันเสียที”

“คนไทยน่าจะต้องรับความจริงได้ หากว่าจะมีคนบอกตรงไปตรงมาว่าไม่พอใจสายสัมพันธ์ทางการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบัน แทนที่จะโกรธ เราคิดว่าควรจะหาเป้าหรือพิกัดความโกรธให้ถูกจุด ว่าปัญหามันอยู่ตรงไหนกันแน่ และทางออกสำหรับเรื่องนี้ไม่ใช่การจับคนเข้าคุกดำเนินคดี ยิ่งไม่ใช่การปิดปาก ทางออกคือต้องรับฟัง พูดคุย นี่เป็นโอกาสอันดีในอันที่จะมีบทสนทนาด้วยซ้ำไป แล้วก็สนทนากันให้กว้างขวาง อย่าไปดันคนที่มีความฝันแบบนี้ให้เขาจนมุมไม่มีที่ทาง”

“ไทยเพิ่งมีการเลือกตั้ง ผ่านบรรยากาศของการถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ บรรยากาศเช่นนี้มันทำให้คนรู้สึกเป็นบวกและมีความกล้าในการนำเสนอความคิด เราควรจะรักษาสภาพบรรยากาศเช่นนี้ไว้ไม่ใช่หรือ หรือเราจะพากันกลับไปหาบรรยากาศคลุมเครือพูดอะไรไม่ได้”

สำหรับผู้เขียนแล้ว พอใจระดับหนึ่งที่วันนี้เริ่มมีนักวิชาการ อาจารย์ และสื่ออีกหลายแห่ง ทำงานสัมภาษณ์อีกมุม พยายามทำหน้าที่เป็นสื่อเพื่อสันติภาพ

ต่างจากสื่ออนุรักษนิยมที่แพ้เลือกตั้งแล้วพร้อมนำกระแสนี้ไปเล่นจนเลยเถิด เพื่อสกัดการตั้งรัฐบาล



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร