bg-single

เรื่องของอำนาจ | วัชระ แวววุฒินันท์

24.06.2023

วันที่ 24 มิถุนายน 2566 นี้ ก็จะเป็นวันครบ 91 ปี ที่ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เป็นการเปลี่ยนถ่ายอำนาจของการปกครองประเทศจากพระมหากษัตริย์มาสู่ประชาชนในรูปแบบของตัวแทน

โดยในปี 2475 ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้มีตัวแทนฉุกเฉินชื่อว่า “คณะราษฎร” นำโดยกลุ่มทหารและพลเรือนหัวก้าวหน้าที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศให้เป็นตามแบบชาติตะวันตก ซึ่งจะว่าไปแล้วไม่ใช่เรื่องใหม่จ๋าในตอนนั้นแต่อย่างไร

กระแสของการเปลี่ยนแปลงนี้มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ต่อเนื่องมารัชกาลที่ 6 ที่ทั้งสองพระองค์ทราบดีว่าวันหนึ่งประเทศสยามต้องหมุนตามโลกอย่างแน่นอน สิ่งที่ทั้งสองพระองค์ทรงทำคือการเตรียมความพร้อมเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงนั้นราบรื่นและสัมฤทธิ์ผลที่สุด

ครั้นมาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ก็ได้ทรงเตรียมประกาศการใช้รัฐธรรมนูญในการปกครองประเทศ หากแต่ไม่ทันที่จะได้พระราชทาน ก็มีอันเกิดเหตุการณ์ล้มล้างการปกครองเสียก่อน

“อำนาจของราชบัลลังก์” ถูกสั่นคลอน เปลี่ยนถ่ายไปสู่ “อำนาจของคณะราษฎร” ซึ่งจุดเปลี่ยนนี้เป็นช่วงที่สำคัญต่อความเป็นความตายของบ้านเมืองอย่างใหญ่หลวง เพราะหากพระองค์ไม่ทรงยินยอม เหตุการณ์ก็คงไม่ง่าย เกิดมีกลุ่มทหารที่จงรักภักดีและบุคคลที่มีเชื้อพระวงศ์กลุ่มใหญ่ที่ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงนี้ และต้องการให้อำนาจยังอยู่ในร่มของพระมหากษัตริย์เช่นเดิม ได้ลุกขึ้นมาต่อต้าน

แต่สิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงกระทำคือ “การไม่ยึดติดกับอำนาจ” ด้วยพระองค์ทรงเห็นแล้วว่า หากเป็นเช่นนั้นประเทศจะเดินต่อไปไม่ได้ จะเกิดการสู้รบฆ่าฟันในหมู่คนไทยด้วยกันเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่พระองค์ไม่ทรงปรารถนาให้เกิด

ขณะเกิดการยึดอำนาจพระองค์ทรงประทับอยู่ที่วังไกลกังวล หัวหิน และทรงประทับอยู่ที่นั่นโดยไม่ได้เสด็จกลับพระนครตามคำกราบบังคมทูลของคณะราษฎรอีกเลย

 

อํานาจที่เป็นสิ่งหอมหวนและอุดมด้วยผลประโยชน์ หลังเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองได้ราวหนึ่งปี คณะผู้ก่อการก็เกิดยึดอำนาจกันเองซ้ำซ้อนอีก

โดยหลวงพิบูลสงคราม ที่คุมทหารบก กับหลวงศุภชลาสัย ที่คุมทหารเรือ สั่งการให้ทหารไปจับตัวพระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีที่แต่งตั้งโดยคณะราษฎร บังคับให้เซ็นชื่อลาออกพร้อมทั้งคณะทั้งหมด และตั้งให้พระยาพหลพลพยุหเสนา ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทน

แน่นอนที่ย่อมมีฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ทหารทางหัวเมืองยกกำลังเข้ามาเพื่อจะล้อมพระนครไว้ ซึ่งเหตุการณ์นี้ ในหนังสือ “สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น” เขียนโดย ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล ได้กล่าวไว้ว่า

“…ในหลวงทรงฟังทั้งสองฝ่ายแล้วก็ทรงมีลายพระราชหัตถ์ถึงพระยาพหลฯ ด้วยพระองค์เองเป็น 3 หน้ากระดาษ ทรงวิงวอนขอว่าอย่าให้มีการฆ่าฟันกันในระหว่างคนไทยในรัชสมัยของพระองค์เลย ฉะนั้น ขอให้ทั้งสองฝ่ายแต่งผู้แทนมาพูดจากันที่หัวหิน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยินดีจะเป็นคนกลางให้เรื่องสงบลงได้ดังปรารถนา

ลายพระราชหัตถ์ฉบับนี้ทรงเขียนอยู่เกือบตลอดคืน เพราะพระเนตรก็กำลังจะเสีย ต้องทรงแว่นซ้อนแว่นถึงสองชั้น แต่ผลที่ได้รับคือ พระยาพหลฯ สั่งประกาศกฎอัยการศึกในทันที แล้วก็ลงมือยิงกันด้วยปืนใหญ่ทางหลักสี่”

ต่อจากนั้นรัฐบาลก็แต่งตัวแทนให้ลงไปกราบทูลเชิญในหลวงเสด็จกลับกรุงเทพฯ แต่อย่างเดียว โดยบอกว่าเป็นห่วงพระองค์ท่าน ซึ่งพระองค์ก็ได้ทรงตอบว่า

“…ไม่มีอะไรควรจะห่วง เพราะรัฐบาลเองก็ประกาศว่าซื่อตรงต่อพระองค์ท่าน อีกฝ่ายก็ประกาศว่าซื่อตรงต่อพระองค์ท่าน และพวกเพชรบุรีก็ประกาศว่าซื่อตรงต่อพระองค์ท่านอย่างเดียวกันหมด และตามธรรมนูญท่านจะต้องทรงเป็นกลาง ไม่เป็นพวกใด ถ้าทรงรับเชิญไปอยู่กับพวกใด ก็จะเสียหลักทางพระองค์ท่าน จึงเห็นว่าเมื่อได้ว่ากล่าวห้ามปรามจนไม่มีใครฟังเสียงแล้ว ก็ยังมีทางเดียวสำหรับพระองค์ท่าน-คือรักษาความเป็นกลางไว้ให้ได้”

และเพื่อรักษาความเป็นกลางที่ไม่ประสงค์ให้ผู้ใดอ้างพระองค์ท่านจนก่อให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงดังเช่น “กบฏบวรเดช” ประกอบกับพระองค์ทรงมีความจำเป็นต้องเดินทางไปรักษาพระเนตรด้วยการผ่าตัดที่ต่างประเทศที่ได้เลยเวลามานานแล้ว จึงตัดสินพระทัยเดินทางออกนอกอาณาจักรสยาม

สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

ในหนังสือ ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพิมพ์วันที่ 8 มิถุนายน 2564 ได้เขียนถึงเหตุการณ์ในตอนนี้ว่าสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ทรงเล่าว่า

“ถ้าจะพูดกันแล้วในตอนนั้น ทางรัฐบาลเขาก็ไม่อยากให้ไปเหมือนกัน แต่ท่านไม่สบายจริงๆ หมอบอกว่าพระเนตรอีกข้างจะบอดอยู่แล้ว ให้เสด็จฯ ไปรักษาเสีย ก็เลยตัดสินพระทัยไป”

พระองค์และพระราชินีได้เสด็จฯ โดยเรือวลัยไปในเดือนมกราคม พ.ศ.2476 ซึ่งมีความยุ่งยากพอสมควรดังที่ในหนังสือนี้ได้เขียนไว้ว่า

“สถานการณ์การเมืองในประเทศสยามเต็มไปด้วยปัญหาที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ทั้งเรื่องความขัดแย้งแย่งชิงอำนาจเพื่อจะได้เป็นใหญ่ระหว่างคนในคณะรัฐบาลที่ไม่ลงรอยกัน ระหว่างคนในรัฐบาลกับคนในคณะราษฎรที่แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายหลายพวก รวมทั้งความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับพระมหากษัตริย์เรื่องเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ได้ถูกริดรอนจนเกือบไม่มีเลย รวมทั้งถูกหมิ่นพระเกียรติอย่างมาก”

เรื่องความขัดแย้งแย่งชิงอำนาจในหมู่รัฐบาลด้วยกันนี้ ใครที่เคยศึกษาเรื่องนี้คงทราบดีว่าต่อมาก็ได้มีการยึดอำนาจกันไปมา คนนี้ขึ้นไม่นาน ก็ต้องลง เปลี่ยนอำนาจในมือไปยังคนอื่น เหมือนเป็นสมบัติอันเอร็ดอร่อยที่ผลัดกันชิม แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดการเปลี่ยนอำนาจนั้นส่วนใหญ่เกิดจากการใช้กำลังทหารทั้งสิ้น ไม่ได้เกิดจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยแต่อย่างใด

และหลังจากที่ในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญได้เพียง 2 ปี ในวันที่ 2 มีนาคม 2477 พระองค์ก็ได้ทรงสละราชสมบัติ โดยในพระราชหัตถเลขาที่มีต่อคณะรัฐบาลความตอนหนึ่งกล่าวว่า

“…ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่เดิมให้แก่ราษฎรทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใดโดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร”

ซึ่งจากความที่ว่านี้ จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงเข้าใจและยินยอมที่จะให้มีการ “เปลี่ยนถ่ายอำนาจ” แต่ควรจะต้องเป็นอำนาจที่มาจากเสียงของประชาชน ซึ่งจะว่าไปแล้วในตอนนั้นประชาชนอาจจะยังไม่ได้มีเสียงอันเป็นความต้องการของตนมากเท่าไหร่ เพราะจู่ๆ พอลืมตาตื่นขึ้นมาก็ได้รู้จัก “รัฐธรรมนูญ” ขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเสียแล้ว “ประชาธิปไตย” คืออะไรก็ยังไม่รู้

หลายคนยังนึกว่ารัฐธรรมนูญนั้นเป็นบุคคล และประชาธิปไตยเป็นต้นไม้อยู่เลย และไม่เข้าใจด้วยว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรกับชีวิตของตนเอง

 

หากแต่กาลเวลาผ่านไป จนบัดนี้เราก็ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองมาถึง 91 ปีแล้ว คนไทยได้เรียนรู้หลักการของประชาธิปไตยมากขึ้น แม้จะเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ ก็เถอะ

โดยประชาธิปไตยนั้นให้ความสำคัญกับทุกเสียงเท่าเทียมกัน 1 คนคือ 1 เสียงเท่ากัน แม้แต่ตอนที่รณรงค์ให้คนออกมาเลือกตั้งก็ยังย้ำถึงสิทธิ์อันยิ่งใหญ่นี้ แถมตอนผู้สมัครลงพื้นที่หาเสียงก็ให้ความสำคัญกับคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างน่าประหลาดใจอีกด้วย

แต่เมื่อผลการเลือกตั้งล่าสุดออกมา และเสียงของประชาชนส่วนใหญ่ได้เลือกอนาคตของตนเองและของประเทศแล้ว เสียงที่ว่านั้นกลับไม่ได้รับความสำคัญอย่างที่ควรจะเป็น แถมยังถูกท้าทายอีกด้วย

ดังที่ปรากฏเป็นข่าวการเมืองทุกวันนี้ ที่เชื่อว่ายังมีการดำเนินการลับๆ ในวิถีทางต่างๆ เพื่อที่จะ “รักษาอำนาจ” ที่ตนเคยมีและกำลังจะหมดไป โดยไม่ยินยอมถ่ายอำนาจไปยังคนอื่นตามความชอบธรรมของประชาธิปไตย

เมื่อ 90 ปีที่แล้ว พระมหากษัตริย์ไทยที่ทรงมีอำนาจเต็ม ก็ได้ยินยอมที่จะสละอำนาจนั้นให้แก่ประชาชน เพื่อเดินทางตามระบอบประชาธิปไตย และเพื่อให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้อย่างสงบสุข โดยไม่ให้เสียเลือดเนื้อของคนไทยด้วยกันเอง

แต่ยามนี้ ทำไมกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งถึงได้หวงแหนอำนาจเสียเหลือเกิน โดยไม่มองพระองค์เป็นแบบอย่างแต่อย่างใดเลย

91 ปีของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง อนาคตของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร

ประชาชนคนไทยที่เป็นผู้ที่มี “อำนาจ” มากที่สุด ควรจะเป็นคนกำหนดเองมิใช่หรือ? •

 

 

เครื่องเคียงข้างจอ | วัชระ แวววุฒินันท์



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร