bg-single

STARK ขบวนการ ‘ปล้น’ ตลาดหุ้น บี้ ก.ล.ต.-ตลท. ยกเครื่องครั้งใหญ่

26.06.2023

ปฏิบัติการปล้น “ตลาดหุ้น” ของบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK ที่สั่นสะเทือนวงการตลาดทุน สะท้อนถึงปัญหา “ธรรมาภิบาล” ของบริษัทจดทะเบียน และกระบวนการตรวจสอบข้อมูลการทำงานของตลาดทุน

ขณะที่ตัวเลขความเสียหายยังไม่ชัดเจน แต่คาดคะเนว่าหลายหมื่นล้านบาท และน่าจะเป็นเคสที่สร้างความเสียหายในตลาดทุนมากที่สุดกรณีหนึ่ง ในการตกแต่งบัญชี สร้างภาพหลอกนักลงทุนสร้างราคาหุ้น

จากข้อมูลงบการเงินปี 2565 ของ STARK ที่รายงานตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยบริษัท ไพรซ์ วอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ เอบีเอเอส (PwC) ผู้ตรวจสอบบัญชี ตรวจพบปัญหาการตกแต่งบัญชีหลายรายการ

ทั้งการสร้างยอดขายปลอม คำสั่งซื้อปลอม ลูกหนี้ปลอม สต๊อกปลอม และรายการจ่ายเงินซื้อสินค้าล่วงหน้าปลอม เพื่อโยกเงินออกจากบริษัท

โดยธุรกรรมอำพรางทั้งหมดมีมูลค่ากว่า 26,816 ล้านบาท

เกี่ยวพันกับ 3 บริษัทย่อยของ STARK คือ 1.บริษัท เฟ้ลปส์ ดอด์จ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด (PDITL) 2.บริษัท ไทย เคเบิ้ล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (TCI) และ 3.บริษัท อดิสรสงขลา จำกัด (ADS)

พบว่า “เฟ้ลปส์ ดอด์จ” มีการตกแต่งบัญชีสูงเกินจริง สูงถึง 24,452 ล้านบาท ตามมาด้วย “อดิสรสงขลา” มีการตกแต่งบัญชีสูงเกินจริง 1,045 ล้านบาท และ “ไทยเคเบิ้ล” อีก 689 ล้านบาท

โดยช่วง 2 ปี ที่มีการตกแต่งบัญชีให้บริษัทมีกำไร แท้จริง STARK และบริษัทย่อยมีผลขาดทุนรวมมากกว่า 12,640 ล้านบาท โดยปี 2564 ขาดทุนสุทธิ 5,989 ล้านบาท และในปี 2565 ขาดทุนสุทธิ 6,651 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ดี ความเสียหายอาจมีมากกว่านี้เพราะ PwC ผู้ตรวจสอบบัญชียังไม่ได้รับรองงบการเงินดังกล่าว เพราะยังมีข้อมูลอีกหลายส่วนที่ยังไม่ชัดเจน

และจากการเปิดเผยงบการเงิน “STARK” พบว่ามีการทำธุรกรรมอำพรางโยกย้ายเงินออกไปที่บริษัท เอเชีย แปซิฟิก ดริลลิ่ง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด มูลค่า 10,451 ล้านบาท

หมายเหตุประกอบงบระบุว่า บริษัทดังกล่าวมีความเกี่ยวพันกับผู้ถือหุ้นใหญ่ของ STARK ซึ่งจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงก็คือ “วนรัชต์ ตั้งคารวคุณ” ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ STARK และเป็นผู้ถือหุ้นทางอ้อมของบริษัทเอเชียแปซิฟิกฯ

อย่างไรก็ดี นายวนรัตช์ได้ชี้แจงผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า กรณีดังกล่าวเป็นการกระทำผิดที่อยู่ภายใต้อำนาจของอดีตผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ เส้นทางของ STARK เริ่มต้นเมื่อปี 2562 หลังจากแบคดอร์เข้าตลาดหุ้น ผ่านทางบริษัท สยามอินเตอร์มัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2562 โดยนายวนรัตช์ ตั้งคารวคุณ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และมีนายชนินทร์ เย็นสุดใจ ประธานกรรมการบริษัท และประธานกรรมการบริหาร

ด้วยสตอรี่ขยายธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว จากการเทกโอเวอร์ ซื้อกิจการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนายชนินทร์ เย็นสุดใจ ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งบุคคลสำคัญในการกำหนดแผนธุรกิจ แผนขายหุ้นเพิ่มทุน ออกหุ้นกู้ แต่ได้ชิงยื่นหนังสือลาออกไปตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2566

จากมูลค่าหุ้น STARK ที่เคยสุดสุดถึง 60,000 ล้านบาท ล่าสุดเหลือไม่ถึง 2,000 ล้านบาท เรียกว่าบาดเจ็บกันทั้งผู้ถือหุ้นรายย่อย ผู้ถือหุ้นกู้ ธนาคารเจ้าหนี้ และกองทุนรวมที่เข้าไปลงทุนในหุ้น STARK

โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นรายย่อย รวมถึงผู้ถือหน่วยกองทุนรวม

รวมทั้งผู้ถือหุ้นกู้ 5 ชุด ที่เป็นรายย่อยอีกหลายพันราย วงเงิน 9,198 ล้านบาท ที่เอาเงินออมมาลงทุนหวังดอกเบี้ย 3-4% ต่อปี เพราะเชื่อถือข้อมูลบริษัทเครดิตเรตติ้ง ตอนนี้ก็เผชิญกับที่บริษัทไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด และเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินคืน (ทั้งหมด) เพราะสถานการณ์ของบริษัทขณะนี้ทั้งขาดทุน และส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ

นอกจากนี้ ยังมีความเสียหายของแบงก์พาณิชย์ปล่อยกู้อีกกว่า 8,000 ล้านบาท เรียกว่าสะเทือนทั้งวงการ

 

ขณะที่หลายฝ่ายก็เรียกร้องการทำหน้าที่ของหน่วยงานกำกับ อย่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้มีการทำงานเชิงรุกเพื่อปกป้องนักลงทุนรายย่อยอย่างเร่งด่วน

รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ส่งหนังสือถึง ก.ล.ต.ให้เร่งการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณี STARK

โดยนายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า หนังสือที่กระทรวงการคลังส่งไปถึง ก.ล.ต. ในกรณี STARK เนื้อหาหลักๆ คือ

1. ให้เร่งตรวจสอบ ชี้แจงข้อเท็จจริง และพิจารณาตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และข้อกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

และ 2.ให้สำนักงาน ก.ล.ต. ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ป้องกันเหตุดังกล่าวต่อไปในอนาคต

ด้าน ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเน้นคุณค่า (value investor) ให้สัมภาษณ์กับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ถึงเวลาที่ตลาดทุนจะต้องยกเครื่องครั้งใหญ่ เพราะหลังๆ มานี้จะเห็นการโกงในตลาดหุ้นเกิดขึ้นบ่อย และมีขนาดใหญ่ขึ้นด้วย ซึ่งทำให้คุณภาพของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยไม่ค่อยดีนัก เพราะเกิดแล้วเกิดอีก สะท้อนถึงมาตรการลงโทษหรือมาตรการป้องกันอาชญากรรมในตลาดทุน ที่ยังไม่ดีเท่าที่ควร

ทั้งนี้ ไม่ใช่แค่การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพยฯ เท่านั้น แต่หมายถึงตำรวจ และหน่วยงานยุติธรรมต่างๆ ด้วย

“เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์การโกงในตลาดหุ้น ใหม่ๆ ก็ฮือฮา แต่แป๊บเดียวก็ลืมแล้ว และจะเกิดเรื่องใหม่ซ้ำมาอีก เพราะคนทำผิดในตลาดหุ้นไทย กว่าจะนำมาลงโทษได้ใช้เวลานานจนคนลืม ทำให้คนไม่เข็ดและไม่กลัว” ดร.นิเวศน์กล่าว และว่า

เป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนจะต้องไปพิจารณาว่า กฎเกณฑ์ของตลาดทุนไทยติดขัดตรงไหน ทำไมช้า และบางทีก็ปล่อยหลุด หรือไม่สามารถจับคนผิดมาลงโทษได้ ฉะนั้น ถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนร่วมกันบูรณาการเพื่อช่วยจัดการเรื่องเหล่านี้ได้โดยเร็ว จะทำให้นักลงทุนในตลาดหุ้นมีความมั่นใจมากขึ้น เมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต

 

จุดอ่อนของตลาดหุ้นตอนนี้สะท้อนการทำงานที่ยังไม่ได้บูรณาการร่วมกัน

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ อดีตประธานบริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ มือกฎหมายธุรกิจ ที่ปัจจุบันเป็นหนึ่งในกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นต้องยอมรับว่ากระบวนการตรวจสอบข้อมูลของตลาดทุนมีจุดอ่อน ทำให้เกิดช่องโหว่ที่เปิดช่องให้ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนทำการทุจริต ตั้งแต่การทำงานของคณะกรรมการบริษัท ผู้ตรวจสอบบัญชี ซึ่งจะพบว่ากรณีที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นการทำธุรกรรมอำพรางในต่างประเทศ ซึ่งทำให้กระบวนการตรวจสอบข้อมูลยากมากขึ้น

อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญต้องเร่งดำเนินคดีเอาคนโกงมาลงโทษให้เร็วที่สุด และยับยั้งความเสียหาย ก.ล.ต.ต้องประสานการทำงานกับ ปปง. ดีเอสไอ ทำคดีอย่างรวดเร็ว หน่วยงานต่างๆ ต้องเทกแอ๊กชั่นอย่างรวดเร็วเพื่อปกป้องความเสียหายของนักลงทุน

ทั้งนี้ กรณี STARK ได้สั่นสะเทือนตลาดทุนไทย สะท้อนปัญหา “ช่องโหว่-จุดอ่อน” กระบวนการตรวจสอบข้อมูล และธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น

ถือเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ ที่ผู้กำหนดนโยบายและผู้กำกับดูแล โดยเฉพาะ ก.ล.ต. ที่ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่และเข้มแข็ง เพื่อให้กลไกการทำงานทุกส่วนเป็นไปตามกฎหมาย ไม่ให้กลายเป็นบทเรียนซ้ำๆ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร