bg-single

ความทรงจำราชดำเนินก่อนรัชกาลที่ 5 (จบ) | ชาตรี ประกิตนนทการ

28.06.2023

ถนนราชดำเนินถูกตัดขึ้นไม่ใช่เพียงแค่เป็นเส้นทางเชื่อมตัวระหว่างพระบรมมหาราชวังกับพระราชวังสวนดุสิต

มิได้มีเป้าหมายพียงแค่เปิดพื้นที่ทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ ที่ยังไม่ค่อยเจริญ และแน่นอน มิได้มีเป้าหมายเพียงแค่สร้างถนนขนาดใหญ่ตามแบบ boulevard ของเมืองใหญ่ๆ ในยุโรป เพื่อประกาศว่าสยามมีความศิวิไลซ์ไม่แพ้ยุโรป ตามที่ประวัติศาสตร์กระแสหลักมักเน้นย้ำให้เรามองเห็นเพียงแค่นี้

สำคัญที่สุด ถนนราชดำเนินไม่ได้ตัดเข้าไปในพื้นที่รกร้างว่างเปล่าที่ไร้ประวัติศาสตร์และความทรงจำ

ในความเป็นจริง ถนนราชดำเนินคือโครงการพัฒนาเมืองที่มาพร้อมกับการทำลายโครงสร้างเมืองที่มีอยู่เดิม ตลอดจนประวัติศาสตร์และความทรงจำในพื้นที่อีกมากมาย ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

ไม่ว่าจะเป็น โครงสร้างระบบ “เมืองแบบวังหลวง-วังหน้า” และระบบการปกครองแบบที่ขุนนางมีอำนาจมากตามแบบจารีต ผ่านรูปธรรมของการสูญหายไปของเครือข่ายวัง ของเจ้านายฝ่ายวังหน้า และการตัดถนนราชดำเนินผ่านวัดขนาดใหญ่ของขุนนางคนสำคัญในยุคต้นรัตนโกสินทร์

กรุงเทพฯ หลังมีถนนราชดำเนิน เราจะมองเห็นเครือข่ายของพระราชวัง วัง และตำหนัก ของเจ้านายฝ่ายวังหลวงกระจายตัวแทนที่เครือข่ายของเจ้านายวังหน้า สิ่งนี้ได้กลายเป็นเครื่องมือที่สำคัญหนึ่ง (ในหลายๆ เครื่องมือ) ที่อาจทำให้ความทรงจำวังหน้า หรือถ้าพูดให้ชัดคือความทรงจำเกี่ยวกับ “ระบบกษัตริย์คนที่สอง” สูญหายไป

แม้ปัจจุบันยังเหลือร่องรอยวัดที่มีศิลปะแบบวังหน้าอยู่หลายแห่ง เช่น วัดมหาธาตุฯ วัดบวรนิเวศฯ และวัดชนะสงคราม เป็นต้น แต่เรื่องเล่าและความทรงจำก็ถูกสวมทับด้วยเรื่องราวของเจ้านายฝ่ายวังหลวงในภายหลัง แม้ว่าจะไม่สามารถสวมทับได้ทั้งหมดก็ตาม

เช่น วัดมหาธาตุฯ อันเป็นวัดสำคัญที่สุดของกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (วังหน้ารัชกาลที่ 1) ซึ่งเปรียบได้กับเป็นวัดประจำพระราชวังบวรสถานมงคล ก็ปรากฏเรื่องเล่าและความทรงจำของ เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ (มกุฎราชกุมารพระองค์แรกหลังจากยกเลิกระบบวังหน้า) แทรกเข้ามาภายหลังในหลายส่วน

วัดบวรนิเวศฯ ปัจจุบันเรื่องเล่าและความทรงจำกระแสหลักล้วนเริ่มต้นโดยผูกโยงเข้ากับรัชกาลที่ 4 เป็นสำคัญ

ในส่วนพระราชวังบวรสถานมงคล แม้จะหลงเหลืองานศิลปะและสถาปัตยกรรมของวังหน้าเป็นจำนวนมาก แต่การใช้งานก็ถูกเปลี่ยนกลายเป็นพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร ซึ่งทำให้ลักษณะทางกายภาพและความสำคัญในฐานะศูนย์กลางการปกครองในพื้นที่ครึ่งพระนครตอนเหนือ ไม่เหลือร่องรอยมากนัก

ถนนราชดำเนินนอก บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์

คงไม่เกินไปนัก หากจะกล่าวว่า ความทรงจำเกี่ยวกับวังหน้าในความเข้าใจส่วนใหญ่ของคนทั่วไป (ถ้าหากจะพอมีอยู่บ้าง) ก็คงเข้าใจ “ระบบวังหน้า” หรือ “ระบบกษัตริย์คนที่สอง” ว่าไม่ต่างอะไรมากนักจาก “ระบบมกุฎราชกุมาร” แบบปัจจุบัน

ความแตกต่างเดียวที่คนส่วนใหญ่อาจจะเข้าใจ ก็คงคิดว่าเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนชื่อเรียกตำแหน่งใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 5 เท่านั้น

ผลสัมฤทธิ์ของการสร้างความทรงจำเช่นนี้ ในทัศนะผม ไม่อาจมองแยกได้เลยจากโครงการตัดถนนราชดำเนิน รวมถึงการสร้างพระราชวังดุสิตด้วย ที่ได้ทำให้ความทรงจำของพื้นที่วังหน้าค่อยๆ ลดน้อยลง และหลายส่วนสูญหายไป

 

ความทรงจำของชุมชนและผู้คนดั้งเดิมในบริเวณถนนราชดำเนินและพื้นที่โดยรอบยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยนะครับ เพราะขนาดความทรงจำของวังหน้ายังแทบจะสูญหายไป นับประสาอะไรกับความทรงจำของชาวบ้านธรรมดา

คลองรอบกรุงบริเวณสามแยกปากคลองมหานาค เป็นคลองขุดใหม่เมื่อคราวสร้างกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 1 โดยการขุดคลองได้เกณฑ์แรงงานเขมรเข้ามาขุด พร้อมทั้งในส่วนคลองใหญ่เหนือวัดสะเกศด้วย (คลองมหานาค) เพื่อใช้เป็นทางสัญจรและเป็นที่สําหรับประชาชนลงเรือประชุมเล่นเพลงสักวาในเทศกาลฤดูน้ำ เหมือนอย่างครั้งกรุงศรีอยุธยา

เขมรที่ถูกเกณฑ์มาในครั้งนั้นมีหลายพวก แต่พวกหนึ่งเป็นจามที่เข้ารีตอิสลามอยู่ในเมืองเขมร โดยเมื่อทำการขุดคลองคูเมืองและคลองมหานาคแล้ว รัชกาลที่ 1 ก็โปรดให้ตั้งบ้านสองฝั่งคลองสืบมาถึงทุกวันนี้ เรียกว่า “บ้านครัว” ที่หมายถึงถูกกวาดต้อนมาทั้งครอบครัว และกลายเป็นชุมชนบ้านครัวในปัจจุบัน

ความทรงจำชุดนี้ แม้ไม่ถึงกับสูญหายแต่ก็แทบไม่ได้รับความสนใจจากความทรงจำชุดหลักของพื้นที่บริเวณนี้

วิกลิเกพระยาเพชรปาณี บริเวณป้อมมหากาฬ

นอกจากนี้ ในบริเวณต้นคลองมหานาคคือพื้นที่ที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนและการค้าการสัญจร หากให้เปรียบก็คงเป็นดั่งย่าน CBD ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ต้นรัตนโกสินทร์ เพราะเป็นจุดเชื่อมต่อการคมนาคมทางน้ำจากนอกพระนครและจากแม่น้ำเจ้าพระยา เข้าสู่ภายในตัวเมืองชั้นใน

ความคึกคักของผู้คนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจดังกล่าว จึงไม่ต้องแปลกที่พื้นที่ที่รู้จักกันต่อมาในชื่อ “ตรอกพระยาเพชรฯ” ภายในบริเวณชุมชนป้อมมหากาฬ จะกลายมาเป็นแหล่งกำเนิด “วิกลิเก” แห่งแรกของไทย ในราวปี พ.ศ.2440 ก่อนที่จะมีการตัดถนนราชดำเนินราว 2 ปี

หลายคนคงไม่ทราบว่า ลิเกที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ มีต้นกำเนิดมาจากลิเกทรงเครื่องของพระยาเพชรปาณี ที่ทำการแสดงอยู่เป็นประจำในโรงลิเกภายในชุมชนป้อมมหากาฬ

จากจดหมายของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ถึงสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เมื่อ 9 เมษายน พ.ศ.2483 ได้เขียนอธิบายว่า พระองค์เคยเสด็จไปดูลิเกพระยาเพชรด้วยพระองค์เองและได้พูดคุยกับตัวพระยาเพชรฯ ด้วย โดยมีรายละเอียดบางส่วนดังนี้

“…เมื่อพระยาเพชรปาณี (ตรี) ตั้งโรงเล่นยี่เกให้คนดูอยู่ที่บ้านหน้าวัดราชนัดดา แกเชิญหม่อมฉันไปดูครั้ง 1 และมานั่งอยู่ด้วยตลอดเวลาเล่น หม่อมฉันมีโอกาสจึงถามความสงสัยบางอย่างในกระบวนเล่นยี่เก ว่าเหตุไฉนจึงคิดทำเครื่องเล่นยี่เกหรูหรานอกรีตต่างๆ เช่น ใส่ปันจุเหร็จยอด ใส่สังวาลแพรสายตะพาย และโบว์แพรที่บ่า เป็นต้น

แกบอกอธิบายว่าแต่งอย่างนั้นผู้หญิงเห็นว่าสวย มักติดใจชอบไปดู มีผู้หญิงไปดูมาก พวกผู้ชายก็มักพากันไปดูพวกผู้หญิง ก็การตั้งโรงยี่เกเป็นข้อสำคัญ อยู่ที่อยากให้มีคนชอบไปดูให้มากจึงต้องคิดแต่งตัวยี่เกไปทางอย่างนั้น

ถามต่อไปว่าหน้าพาทย์เล่นยี่เก เหตุใดจึงใช้แต่เพลงเชิดเป็นพื้น ทั้งบทร้องและกระบวนฟ้อนรำดูก็ไม่เอาใจใส่ให้เป็นอย่างประณีต แกตอบว่าคนที่ชอบดูยี่เกไม่เอาใจใส่ในการขับร้องฟ้อนรำหรือเพลงปี่พาทย์ ชอบแต่ 3 อย่าง คือ ให้แต่งตัวสวย อย่าง 1 ให้เล่นขบขัน อย่าง 1 กับเล่นให้เร็วทันใจ อย่าง 1 ถ้าฝืนความนิยมคนก็ไม่ชอบดู…”

ถามว่ามีใครสักกี่คนที่ทราบบ้างในปัจจุบันว่า ต้นกำเนิดลิเก การละเล่นที่เป็นที่นิยมไปทั่วประเทศไทยอยู่ที่บริเวณป้อมมหากาฬ ริมถนนราชดำเนินกลาง

ผมคิดว่าคงมีไม่มากนัก

 

ทําไมความทรงจำที่สำคัญมากชุดนี้ ถึงไม่เป็นที่รับรู้ (แถมยังถูกทำลายอีกด้วย) คงมีเหตุปัจจัยหลายประการ

แต่สิ่งหนึ่งที่คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเป็นสาเหตุหลักประการหนึ่งแน่ๆ ก็คือ การมุ่งเน้นที่มากจนล้นเกินต่อประวัติศาสตร์และความทรงจำว่าด้วยการตัดถนนราชดำเนินในสมัยรัชกาลที่ 5 จนแทบไม่เหลือพื้นที่ความทรงจำใดๆ ให้กับประวัติศาสตร์ชุดสำคัญชุดอื่นๆ เลย

ความล้นเกินนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ความทรงจำชุดอื่นที่ดำรงอยู่ก่อนหน้าสูญหายไป (ดั่งที่ผมได้อธิบายไปในหลายสัปดาห์ก่อนแล้ว) แต่ยังทำให้ความเข้าใจของเราที่มีต่ออดีตบกพร่องและขาดวิ่น

ความล้นเกินนี้ ยังส่งผลให้การพัฒนาพื้นที่นี้ทั้งหมดที่ได้เกิดขึ้นไปแล้ว และกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ถูกยึดโยงอยู่เพียงแค่ความทรงจำถนนราชดำเนินในสมัยรัชกาลที่ 5

สำหรับผู้มีอำนาจ ความล้นเกินนี้ คงไม่ใช่เรื่องเสียหายแถมเป็นสิ่งที่ควรดำเนินการต่ออย่างเข้มงวด แต่สำหรับผม นี่คือปัญหาที่ใหญ่มาก

เพราะหากสังคมขาดความเข้าใจอดีตที่หลากหลายในมิติที่ซับซ้อน ย่อมไม่มีทางที่สังคมจะสามารถเดินหน้าสู่อนาคตได้อย่างมีวุฒิภาวะที่ดีมากพอได้อย่างแน่นอน

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร