bg-single

ฤๅ ‘ชาติ’ นั้นจะเป็นเพียงความฝัน : ทบทวน วิเคราะห์ คลี่คลาย วาทกรรม ว่าด้วย ‘การแบ่งแยกดินแดน’ ในรัฐไทย (3) | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

01.08.2023

ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

 

ฤๅ ‘ชาติ’ นั้นจะเป็นเพียงความฝัน

: ทบทวน วิเคราะห์ คลี่คลาย วาทกรรม

ว่าด้วย ‘การแบ่งแยกดินแดน’ ในรัฐไทย (3)

 

รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม “ที่เพิ่งสร้าง”

บทความนี้เขียนขึ้นก่อนวันที่ 27 กรกฎาคม อันเป็นวันประชุมของรัฐสภาเพื่อเลือกบุคคลขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่สอง หลังจากที่ไม่ผ่านในครั้งแรก เมื่อสมาชิกวุฒิสภาแต่งตั้ง 250 คนส่วนใหญ่ไม่เลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลซึ่งได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งจากประชาชนเป็นลำดับหนึ่ง ได้ผู้แทนราษฎรรวม 151 คน (ส.ส.แบ่งเขต 112 กับบัญชีรายชื่อ 39) โดยที่พรรคก้าวไกลจับมือกับพรรคเพื่อไทยซึ่งได้จำนวนสมาชิกสภาอันดับสอง และอีก 6 พรรคเป็นพันธมิตรฝ่ายประชาธิปไตยเพื่อดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

แต่กระบวนการของการสรรหาตัวนายกฯ ต้องสะดุดและยุติในเวลาต่อมาเมื่อแกนนำสมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่งเคลื่อนไหวคัดค้านและต่อต้านการเสนอชื่อหัวหน้าและพรรคก้าวไกลขื้นมาเป็นรัฐบาล ด้วยข้อกล่าวหาว่า “ล้มล้างสถาบัน”

อันนำมาสู่คลื่นและความขัดแย้งภายในพันธมิตรแปดพรรคเอง และระหว่างกองเชียร์ส้มกับแดง

ความผันผวนของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่กำลังเผยตัวไปสู่อีกเฉดของสีเหลืองที่ครอบงำโครงสร้างและกลไกอำนาจรัฐเดิมอยู่ ว่าจะเข้ามามีส่วนร่วมในการคัดสรรและจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ในที่สุดหรือไม่

และสถานการณ์ทางการเมืองต่อจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น

กลุ่มและองค์กรภาคประชาสังคม สื่อมวลชน ธุรกิจการค้า ศิลปะและผู้ผลิตน้อยทั้งหลายจะดำเนินไปอย่างไร

สุดท้ายรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้งที่มีผู้ออกมาใช้สิทธิมากที่สุดประวัติศาสตร์การเลือกตั้งไทยจะคงทนสถาพรไปนานเท่าไร

ผมลองพิจารณาสถานการณ์และความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบันกับพัฒนาการของการเกิดและอวสานของรัฐและระบอบสมบูณาญาสิทธิราชย์ทั้งในยุโรปและสยามเองในศตวรรษที่แล้ว เห็นว่ามีแง่มุมและประเด็นข้อคิดหลายอย่างที่น่าสนใจ

จึงขอนำเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนความเข้าใจมา ณ ที่นี้

 

การศึกษาประวัติศาสตร์เปรียบเทียบกำเนิดและสลายตัวของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ทำได้บนเงื่อนไขของสมมติฐานทางทฤษฎีว่า รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นโดยเนื้อแท้แล้ว คือรูปรัฐที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากระบอบศักดินา (ฟิวดัล) มาสู่ระบอบกระฎุมพีหรือทุนนิยม ฟังเผินๆ ก็ไม่เห็นจะมีความยุ่งยากอะไร ส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนผ่านมาเป็นประเทศทุนนิยมกันหมดแล้วนี่นา ส่วนรูปแบบรัฐบางประเทศก็ยังรักษากษัตริย์ไว้เป็นประมุข ของสยามก็เป็นแบบนี้ด้วย

ความยุ่งยากประการแรกคือ การเปลี่ยนแปลงรัฐดังกล่าวนี้ไม่เหมือนกับการเปลี่ยนแปลงเดิมที่เคยเกิดขึ้นคือเปลี่ยนตัวกษัตริย์และรัฐบาล จากนั้นก็ดำเนินการปกครองอาณาจักรนั้นต่อไปเหมือนเดิม เพราะในสภาพแวดล้อมใหม่นับแต่ศตวรรษที่ 16 มา สังคมยุโรปมีกลุ่มคนที่ได้รับผลสะเทือนจากรูปแบบรัฐมากขึ้น ไม่ว่าขุนนาง เจ้าที่ดิน สถาบันโบสถ์คริสเตียน พ่อค้ากระฎุมพี ช่างฝีมือท้ายสุดคือชาวไร่ชาวนา

หน่ออ่อนของระบบทุนนิยมได้หว่านเพาะไปทั่ว สร้างความต้องการและความรับรู้ของคนทั่วไปที่มีต่อระบบการปกครองอย่างมาก รัฐราชาธิราชแบบจารีตไม่อาจปกครองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องทำการปฏิรูปสร้างระบบราชการ ระบบรัฐบาล ระบบกฎหมายขึ้นมารองรับการทำงาน

ระบบราชการเปิดโอกาสให้ทั้งขุนนางและพ่อค้าเข้ามามีบทบาทหน้าที่ในระบบมากขึ้น ดังนั้น การปรับแก้ไขกฎหมายอะไรล้วนกระเทือนต่อฐานะและผลประโยชน์ของชนชั้นขุนนางและพ่อค้านายทุนทั้งนั้น ทำให้เกิดความต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดตั้งรัฐบาล

นี่เองคือที่มาของการเกิดระบบประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม และเครื่องมืออันหนึ่งได้แก่การเลือกตั้ง

น่าสนใจว่าปฏิกิริยาของชนชั้นศักดินา (ฟัวดัล) ไม่ว่าที่ไหนก็คล้ายกัน คือไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงและปฏิรูปหากมันนำไปสู่การทำลายลดทอนฐานะและผลประโยชน์ของพวกตนลงไป

ในยุโรปจึงเกิดสงครามระหว่างเจ้าแว่นแคว้นต่างๆ ไปถึงกลุ่มช่างฝีมือกระฎุมพีเมืองต่างๆ และชาวนาที่ลุกขึ้นต่อต้านกษัตริย์ แม้ในที่สุดด้วยความที่มีความมั่งคั่งและกุมกองทัพไว้มากกว่า รัฐบาลกลางมักประสบชัยชนะในการปราบปรามพวกกบฏ (หลังจากแพ้แล้ว) ลงไป

ในสยามก็เช่นกัน กรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 5 ก็ส่งกำลังไปปราบและสยบการกบฏในภาคเหนือเรียกว่ากบฏเงี้ยวเมืองแพร่ กบฏผีบุญอีสาน กบฏพญาผาบในเชียงใหม่ และกบฏพระยาแขกเจ็ดหัวเมืองที่มีรายาปัตตานีเป็นผู้นำ

กล่าวได้ว่า ความคิด “แบ่งแยก” อาณาจักรเกิดขึ้นทั่วไปในทุกรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะบรรดาเจ้าที่ดิน ขุนนางและชาวนาที่อยู่ชายเขตแดนมักต้องการความเป็นเสรีและอำนาจของท้องถิ่นในการปกครองตนเองตามที่เคยทำมา

 

ความขัดแย้งที่รวมเอามิติและด้านต่างๆ ในสังคมเข้ามาด้วยกันเรียกว่าความขัดแย้งทางชนชั้น

เพราะมันไม่ใช่เพียงแค่เป็นปัญหาของคนกลุ่มเดียวหรือคณะเดียว หากแต่ขยายและครอบคลุมไปถึงคนอื่นๆ อีกมากมายที่มีความเกี่ยวพันหรือยึดโยงกับความขัดแย้งนั้น อาจด้วยทางเศรษฐกิจร่วมกัน โคตรตระกูลพี่น้องเดียวกัน เป็นสหายเกลอโรงเรียนเดียวกัน ดองกันทางการแต่งงาน กระทั่งมีความเชื่อทางศาสนาหรืออุดมการณ์การเมืองเดียวกัน

คำขวัญในการโจมตีโค่นล้มฝ่ายตรงข้ามจึงมักมีลักษณะนามธรรมสูงและยึดโยงกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น “ล้มเจ้า” “ทำลายสถาบัน” “ขายชาติ” “สิทธิเสรีภาพ” “ความเสมอภาค” “ความเป็นมนุษย์” ฯลฯ

มีคำพูดหนึ่งที่ผมชอบมาก กล่าวว่า “ไม่มีชนชั้นใดสามารถหยั่งรู้ในทันทีถึงตรรกะของสถานการณ์ของพวกเขาเองในทางประวัติศาสตร์ได้ โดยเฉพาะในยุคของการเปลี่ยนผ่าน” (No class in history immediately comprehends the logic of its own historical situation, in epoch of transition; Perry Anderson, Lineages of the Absolutist State, 55)

หมายความว่า เมื่อเรามองกลับไปเราสามารถเห็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มและฝ่ายต่างๆ ที่จบลงด้วยชัยชนะหรือพ่ายแพ้ เราอาจสงสัยว่าพวกเขาทำอย่างนั้นทำไม เพราะตอนนี้เรารู้แล้วว่าใครเป็นฝ่ายแพ้ใครเป็นฝ่ายชนะ

แต่ในระหว่างการเกิดสถานการณ์ของความขัดแย้งจริงๆ นั้น ตัวละครทุกตัวไม่ว่าหัวหน้าพรรค สมาชิกสภา เจ้าสำนักสื่ออะไรก็ตามที่มีบารมีและอำนาจวาสนา ทั้งหมดไม่มีใครหยั่งรู้หรือเข้าใจเห็นกระจ่างว่าสถานการณ์นั้นๆ คืออะไร

ที่สำคัญต้องกุมทิศทางใหญ่ของการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งคือการผ่านไปสู่สังคมใหม่ที่มีสมรรถภาพ ประสิทธิภาพและพลังทั้งทางวัตถุและความคิดที่เรียกรวมๆ ว่าสังคม มันไม่ใช่การเปลี่ยนตัวบุคคล จากก๊กหนึ่งมายังอีกก๊กหนึ่ง หากแต่มันต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งสังคมรวมถึงโครงสร้างด้วย

 

ข้อสังเกตที่ผมเพิ่งเห็นจากการศึกษาพัฒนาการของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยุโรปคือ กระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้กินเวลาและพื้นที่อันยาวนานและกว้างไกลยิ่ง อย่างน้อย 3 ศตวรรษในยุโรป บางครั้งการสงครามขยายไปทุกน่านน้ำใหญ่ในโลก เรียกว่าเป็นสงครามโลกก็ได้ เช่น สงครามเจ็ดปี (1756-1763)

ในกรณีของกรุงสยาม หากเรานับช่วงเวลาของการเริ่มระบบราชการแบบใหม่ รวมศูนย์อำนาจการคลัง การเงิน ระบบภาษี ระบบการศึกษา การศาสนา และภาษาจากระบบศักดินาจากปี พ.ศ.2416 (1893) เข้าสู่กระบวนการสร้างรัฐใหม่มาถึงปัจจุบันก็เป็นเวลา 140 ปี ช่วงแรกและระยะเติบใหญ่ที่สถาปนาความเป็นรัฐชาติแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ดำรงอยู่ได้ 59 ปีก็เกิดการแตกหักในความขัดแย้งของระบอบที่เป็นปกติวิสัย

ข้อแตกหักในปี 2475 นั้นได้แก่คำถามว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของใคร

ในระยะแรกของการปฏิรูปรัชกาลที่ 5 ทรงตอบว่า “ถึงแม้ว่าพระบรมราชานุภาพของพระเจ้าแผ่นดินไม่ได้มีปรากฏในกฎหมายอันหนึ่งอันใด ด้วยเหตุถือว่าเป็นที่ล้นที่พ้น ไม่มีข้อสิ่งอันใด หรือผู้ใดจะเป็นผู้บังคับขัดขวางได้ แต่เมื่อว่าตามความที่เป็นจริงแล้ว พระเจ้าแผ่นดินจะทรงประพฤติการอันใด ก็ต้องเป็นไปตามทางที่สมควรและยุติธรรม”

ข้ออ้างทำนองนี้ได้เกิดขึ้นยุโรปเหมือนกัน ฝ่ายกษัตริย์อ้างว่าให้ทำตามหลักยุติธรรมจารีตและกฎหมายทางธรรมชาติ ซึ่งมอบให้โดยพระเจ้าผ่านกษัตริย์ แต่ฝ่ายพลเรือนและคณะเห็นต่างซึ่งตีความทฤษฎีอำนาจอธิปไตยของจัง โบแดงใหม่ ว่าอำนาจการเมืองสามารถเหมือนอำนาจอธิปไตยในการออกกฎหมายใหม่และบังคับใช้แก่ทุกคนอย่างไม่มีเงื่อนไขได้ กฎหมายไม่ใช่อะไร หากคือคำสั่งขององค์อธิปัตย์ พากันเรียกร้องและต่อสู้เพื่อให้กฎหมายเชิงประจักษ์มีอาญาสิทธิ์เหนือกฎหมายตามธรรมชาติ

นั่นคือการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ในอังกฤษ การปฏิวัติอเมริกาและการปฏิวัติใหญ่ฝรั่งเศส

 

เป็นไปได้ว่าปัญหาและความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้คือการต่อเนื่องของกระบวนการสร้างและพัฒนารัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามที่เริ่มแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่ยังไม่ยุติ ยังดำเนินมาในรูปแบบและเนื้อหาที่บางครั้งรุนแรงบางครั้งสงบสันติ

เพราะเป็นความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ระหว่างชนชั้นศักดินาขุนนางและเจ้าของที่ดิน กับชนชั้นกระฎมพีนายทุน ซึ่งบัดนี้เปลี่ยนรูปร่างและปัจจัยการผลิตไปอย่างมหาศาล ที่อยู่ท่ามกลางสองชนชั้นหลักคือผู้ใช้แรงงานทั้งที่เสรีและไม่เสรีรวมถึงผู้ประกอบการน้อย ที่ผ่านมาชนชั้นปกครองประสบความสำเร็จในการควบคุมและกำกับระบบทุนนิยมได้ค่อนข้างดี

ทำให้การขูดรีดทำลายทรัพย์สินชาวนาให้เป็นกรรมกรรับจ้างไม่ดำเนินไปตามทฤษฎีการสะสมทุนบุพกาล

แต่ข้อด้อยคือทุนอุตสาหกรรมไทยก็แทบไม่เกิดและพัฒนาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ที่โดดเด่นโลดแล่นในตลาดคือทุนการค้าอันเป็นทุนแบบกาฝากที่อาศัยรัฐเป็นเครื่องมือสร้างกำไร

ประกอบกับการกล่อมเกลาผ่านระบบการศึกษาและวัฒนธรรม ทำให้คนชั้นล่างและกลางพอใจในผลประโยชน์ที่ได้รับจากรัฐไม่มากก็น้อย

ซึ่งผลระยะยาวคือความอ่อนแอของชนชั้นกระฎุมพีในทางประวัติศาสตร์ ไม่มีพลังในการเรียกร้องและต่อสู้เพื่อระบบประชาธิปไตยที่แท้จริง

ตรงกันข้ามนำไปสู่การเกิดระบบที่นักวิชาการเรียกว่า “การต่อต้านเสียงข้างมาก” อย่างเป็นกิจจะลักษณะ

รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไทยจึงเป็น “ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.
เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?