bg-single

จีนไม่โตเหมือนเดิม : มองมุมอาจารย์เซินลี่ผิง (3) | เกษียร เตชะพีระ

17.08.2023

ศูนย์เศรษฐศาสตร์มหภาคและเศรษฐมิติประยุกต์แห่งธนาคารกลางสหรัฐสาขานิวยอร์กได้จัดทำดัชนีแรงกดดันของห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain Pressure Index – GSCPI) ขึ้นมาจากข้อมูลปัจจัยตัวแปรต่างๆ 27 ตัวเกี่ยวกับค่าขนส่งทางทะเลและทางอากาศรวมทั้งดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (Purchasing Managers Index – PMI) ของ 7 ประเทศ (ได้แก่ จีน, เขตเงินสกุลยูโร, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, สหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา)

สำหรับชั่งวัดระดับความปั่นป่วนเสียกระบวนที่อาจเกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทานโลกว่า เพิ่มขึ้น/ลดลงจากระดับค่าเฉลี่ยทางประวัติศาสตร์มากน้อยเช่นใด เพื่อประเมินผลกระทบของมันต่อราคาและอุปทานของสินค้าต่างๆ ในตลาดโลก

ดัชนีแรงกดดันของห่วงโซ่อุปทานโลก, 1997-ปัจจุบัน, Federal Reserve Bank of New York, USA, https://www.newyorkfed.org/research/policy/gscpi#/interactive

จีนในฐานะศูนย์กลางของห่วงโซ่อุปทานโลกช่วง 30 ปีที่ผ่านมาย่อมเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโล, 6 January 2023

ดังจะเห็นจากกราฟด้านบนได้ว่าภัยพิบัติแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่ในเขตโทโฮคุของญี่ปุ่นกับมหาอุทกภัยในภาคกลางและกรุงเทพฯ ของไทยเมื่อปี 2011 ก็ตาม, ความขัดแย้งและมาตรการลงโทษทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนเมื่อปี 2018 และต่อมาก็ตาม, ผลกระทบจากโควิดระบาดสองระลอกเมื่อปี 2020 และ 2022 อันทำให้จีนปิดประเทศก็ตาม, สงครามรัสเซียรุกรานยูเครนเมื่อปี 2022 ก็ตาม, ล้วนทำให้ดัชนี GSCPI พุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงดังกล่าว

สะท้อนความปั่นป่วนเสียกระบวนซึ่งเกิดแก่อุปทานสินค้าที่บีบรัด จำกัดตัว ระดับราคาที่เฟ้อขึ้นและผลกระทบต่อการค้าโลกที่ตามมา

 

และกลับกันเช่นกัน (vice versa) ดังที่ เซินลี่ผิง ศาสตราจารย์สังคมศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยซินหัวของจีนวิเคราะห์ไว้ในคำบรรยายแก่ที่ประชุมสุดยอดผู้ประ-กอบการเชียนไห่ปี 2023 ณ นครเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง เมื่อวันที่ 20-21 เมษายนศกนี้ ในหัวข้อ กระบวนการ “ถอดรื้อใหญ่” (大拆解 ต้าไชเจี๋ย) ของห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลก ว่า :

“สาเหตุประการที่สองซึ่งทำให้เศรษฐกิจหดตัวในจีนก็คือสภาพแวดล้อมโลกที่ยากลำบากขึ้นทุกที”

ประเทศพัฒนาแล้วทั้งปวงล้วนมาจากสภาพยากไร้ขัดสนแต่ก่อนทั้งสิ้น ถ้าประเทศหนึ่งไม่มีสงคราม และไม่รบราฆ่าฟันกันในประเทศ มันก็อาจเติบโตสู่สภาพค่อนข้างเจริญรุ่งเรืองได้ในระยะ 30 ปี อย่างไรก็ตาม ถึงตอนนั้นมันก็จะโตจรดเพดาน ผมรู้สึกว่านี่คือจุดที่จีนขึ้นไปถึงตอนนี้

ถ้าหากสภาพแวดล้อมสากลเป็นมิตรกับจีนกว่านี้ เช่น มีความร่วมมือทางเทคโนโลยีมากกว่านี้และมีคำสั่งซื้อสินค้าออกมากกว่านี้ ปัญหาที่จีนกำลังเผชิญก็คงน่ากังวลน้อยลง แต่สภาพแวดล้อมสากลได้เปลี่ยนไปอย่างถึงรากถึงโคนแล้ว ผมเรียกมันว่ากระบวนการ “ถอดรื้อใหญ่” (大拆解 ต้าไชเจี๋ย)

 

ผู้คนมักใช้ศัพท์คำว่า “แยกคู่” มาบรรยายเศรษฐกิจระหว่างจีนกับตะวันตก สำหรับผมแล้ว คำว่า “แยกคู่” เป็นแนวคิดระดับภูมิภาคและในเชิงเทคโนโลยี ส่วน “กระบวนการถอดรื้อใหญ่” เป็นแนวคิดที่ดีกว่า เนื่องจากมันเป็นแนวคิดระดับโลกในทางยุทธศาสตร์

เรากำลังเผชิญหน้ากับกระบวนการถอดรื้อใหญ่และปฏิสังขรณ์ใหม่หลังจีนได้กลายเป็นผู้เล่นสำคัญในกระบวนการโลกาภิวัตน์ของเศรษฐกิจโลก

กระบวนการถอดรื้อใหญ่นี้มีแนวคิดหลักที่ร้อยประกอบมันขึ้นมาสามประการ ได้แก่

1) การที่ยุโรปพึ่งพาพลังงานและทรัพยากรของรัสเซีย

2) การที่สหรัฐพึ่งพาห่วงโซอุปทานด้านอุตสาหกรรมการผลิตของจีน

และ 3) การที่จีนกับรัสเซียพึ่งพาอุปกรณ์ก้าวหน้าไฮเทคและการเงินของตะวันตก

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา สิ่งที่โลกทำคือถอดรื้อการพึ่งพาที่ว่านี้ทิ้ง ตอนนี้การถอดรื้อการพึ่งพาทางพลังงานเสร็จสมบูรณ์แล้วโดยพื้นฐาน

 

เมื่อแรกเริ่มสงครามรัสเซีย-ยูเครนนั้น รัสเซียบอกว่ายุโรปอยู่ไม่ได้หรอกโดยไม่มีน้ำมันและก๊าซของรัสเซีย แต่แล้วตอนนี้ล่ะเป็นไง?

เยอรมนีอันเป็นประเทศยุโรปที่พึ่งพาพลังงานของรัสเซียมากที่สุด ได้ประกาศเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2023 ว่าจะหยุดนำเข้าพลังงานจากรัสเซีย เศรษฐกิจยุโรปเมื่อปีที่แล้วก็จัดได้ว่าไม่เลว และปีนี้อาจดีขึ้นด้วยซ้ำ

ตำนานที่ว่ามิอาจถอดรื้อการพึ่งพาทิ้งนั้นถูกยกเลิกเพิกถอนใช้ไม่ได้ไปเสียแล้ว เราต้องเข้าใจว่าเรื่องนี้หนักหนาสาหัสเพียงใด มาตอนนี้การถอดรื้อการพึ่งพาที่สอง (พึ่งพาห่วงโซ่อุปทานของจีน) และการพึ่งพาที่สาม (พึ่งพาเทคโนโลยีก้าวหน้าของตะวันตก) ก็กำลังเกิดขึ้น

การถอดรื้อห่วงโซ่อุปทานตรงเป้าเข้าเรื่องกับอุตสาหกรรมการผลิตในจีนที่สุด มันมีจุดพลิกเปลี่ยนที่จะทำให้ห่วงโซ่อุปทานเร่งรีบเคลื่อนย้ายออกจากจีนเร็วขึ้น บริษัทหนึ่งๆ อาจพบว่าการเคลื่อนย้ายออกจากจีนเป็นเรื่องยากลำบากก่อนถึงจุดพลิกเปลี่ยนที่ว่านั้น

ตัวอย่างเช่น สมมุติว่าอุตสาหกรรมผลิตไฟแช็กต้องใช้ส่วนประกอบ 25 ชิ้น ถ้าหากเราสามารถหาส่วนประกอบทั้ง 25 ชิ้นมาได้ภายในระยะรัศมีไม่เกินรถวิ่งครึ่งชั่วโมงจากโรงงานประกอบไฟแช็ก ย่อมเป็นธรรมดาอยู่เองที่มันสมเหตุสมผลที่จะคงห่วงโซ่อุปทานเอาไว้ด้วยกันในเมืองจีน

แต่ถ้าเราสามารถหาส่วนประกอบดังกล่าว 20 ชิ้นได้ที่อื่นนอกเมืองจีน และสามารถจ่ายราคาเพิ่มนิดหน่อยเพื่อให้ได้ส่วนประกอบอื่นอีก 5 ชิ้นนั้นมา อีกทั้งประเทศอื่นๆ ก็เสนอนโยบายที่เอื้อประโยชน์แก่การลงทุนต่างชาติมากกว่า

ถึงตอนนั้นก็กล่าวได้ว่าธุรกิจสายการผลิตนี้ได้ผ่านพ้นจุดพลิกเปลี่ยนแล้วและง่ายที่บริษัทหนึ่งๆ จะเคลื่อนย้ายออกจากจีนไป

 

ยังมีเหตุผลทางอัตวิสัยอีกประการหนึ่งที่จะทำให้เป็นเช่นนี้ บริษัทมากหลายโดยเฉพาะที่มีขนาดเล็กไม่มีปัญญาและไม่ทำการวิเคราะห์อย่างละเอียดทั่วถึงด้วยตัวเองหรอก ฉะนั้น ถ้าหากมีกระแสแนวโน้มการเคลื่อนย้ายออกจากจีนแล้ว พวกเขาก็จะเฮโลตามกันไปแค่นั้นเอง

สองปีหลังมานี้ บริษัทใหญ่แต่ละแห่งที่ได้เคลื่อนย้ายออกจากจีนกลายเป็นแรงกดดันทดสอบสำหรับจีน ก็ไหนบอกว่าบริษัททั้งหลายต้องพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานที่ก่อตั้งขึ้นแล้วในจีนและเคลื่อนย้ายออกไปไหนไม่ได้มิใช่หรือ?

ปรากฏว่าพวกนั้นย้ายออกไปแล้ว จะว่าไงล่ะทีนี้?

ทุกวันนี้บริษัทต่างชาติบางแห่งกำลังเสียงแข็งขึ้นเวลาเจรจาต้าอ่วยกับจีน เพราะพวกเขาพบว่าการพึ่งพาจีนใช่ว่าจะเป็นเรื่องขาดเสียมิได้อย่างที่คิด

เมื่อพวกเขาย้ายไปประเทศอื่น แรกทีเดียวมันอาจไม่ดีเท่าตอนที่เคยอยู่ในจีน แต่พวกเขาก็พอเอาตัวรอดได้และจะดีขึ้นในอนาคต

การถอดรื้อใหญ่ก่อประเด็นปัญหาแตกต่างกันไปแก่ประเทศต่างๆ บรรดาประเทศตะวันตกต้องรับมือปัญหาอุปทานขณะที่ในจีนมันกลับเป็นปัญหาอุปสงค์

สงครามรัสเซีย-ยูเครนแสดงความข้อนี้ให้เห็นชัดเจน ตะวันตกไม่มีสต๊อกหรือสมรรถภาพการผลิตเพียงพอแม้กระทั่งสำหรับปืนใหญ่บางชนิด มิพักต้องพูดถึงอาวุธไฮเทคทั้งหลาย พวกเขายินดีจ่ายเงินซื้อหามันมาจากตลาดสากล

สิ่งที่เกิดกับหน้ากากอนามัยและเครื่องช่วยหายใจระหว่างโควิดระบาดก็เป็นเรื่องทำนองเดียวกัน

นักวิเคราะห์สังกัดธนาคารเครดิต สวิส (ซึ่งเพิ่งประสบวิกฤตและถูกซื้อกิจการไปเมื่อเดือนมีนาคมศกนี้) บอกว่าในอนาคต ตะวันตกจะต้องทำอุตสาหกรรมการผลิตข้าวของมากหลายขึ้นมาในประเทศตัวเอง นี่ก็คือปัญหาอุปทานที่ตะวันตกเผชิญ

อย่างไรก็ตาม จีนกลับเป็นตรงกันข้าม กล่าวคือ จีนเผชิญปัญหาอุปสงค์ ปัญหาไม่ใช่เรื่องที่ว่าประชาชนจีนมีอำนาจซื้อพอเพียงไหม แต่เป็นว่าการดำเนินงานอุตสาหกรรมการผลิตของจีนนั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสนองผลผลิตให้ทั้งโลกต่างหาก

ตัวอย่างเช่น จีนผลิตรองเท้าปีละ 10.6 พันล้านคู่ โดยเฉลี่ยคนคนหนึ่งจะเปลี่ยนรองเท้าใหม่ปีละสองคู่ นั่นหมายความว่าประชากรจีนกว่า 1 พันล้านคนสามารถบริโภครองเท้าได้ปีละแค่กว่า 2 พันล้านคู่เท่านั้น มันต้องอาศัยคนทั้งโลกกว่า 7 พันล้านคนถึงจะบริโภครองเท้า 10 กว่าล้านคู่ที่จีนผลิตทุกวันนี้ได้หมด

ฉะนั้นระหว่างเกิดกระบวนการถอดรื้อห่วงโซ่อุปทาน ประเด็นปัญหาแรกที่จีนเผชิญก็คือสมรรถภาพการผลิตล้นเกินนั่นเอง

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี