
ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ผู้เป็นอาจารย์ นักคิด นักเขียน ท่านสำคัญของไทย การจากไปอย่างไม่มีวันกลับ สร้างความโศกเศร้าอาลัยแก่วงการนักเขียนเป็นอย่างมาก คงเหลือแต่คุณงามความดีและผลงานให้จดจำและระลึกถึง
บทความนี้เป็นตอนต่อจากบทความก่อนหน้า ผู้เขียนยังคงหลับใหลอยู่ท่ามกลางความฝันอีกสัปดาห์หนึ่ง
ผู้เขียนนึกว่าจะมีการลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่ 2 สัปดาห์ก่อน กระทั่งวันที่เขียนบทความนี้ยังไม่มีการโหวตแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม กระผมขอแสดงความยินดีล่วงหน้าแก่นายกรัฐมนตรีท่านที่ 30 อีกครั้งหนึ่ง และขอเป็นกำลังให้ฝ่าฟันอุปสรรคทั้งปวง นำพาความหวังของประชาชนทั้งประเทศเปลี่ยนเป็นผลงานแก่บ้านเมืองประสบความสำเร็จลุล่วงด้วยดีทุกประการ
ครั้งก่อนหน้าผมได้เล่าถึงนโยบายการคลังสำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจในฟากการเพิ่มรายจ่ายของภาครัฐ ทั้งในรูปแบบการลงทุนของภาครัฐในโครงการขนาดใหญ่ (Mega Project) และการใช้จ่ายของภาครัฐในการเพิ่มหลักประกันด้านสาธารณสุข และการเพิ่มรายจ่ายด้วยการขึ้นอัตราเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบเพื่อผลักดันให้ค่าจ้างแรงงานทั้งระบบเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นฟากนโยบายการคลังของรัฐบาล
มีท่านผู้อ่านบางท่านเกิดความสงสัยว่า “รัฐบาลจะหาเงินเพื่อเพิ่มรายจ่ายอย่างไร” และปรามาสว่าคงหนีไม่พ้นการกู้และการเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีสัดส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เสถียรภาพเศรษฐกิจสั่นคลอน
ผมขอเรียนว่าการเพิ่มรายจ่ายภาครัฐเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ซึ่งต้องใช้จ่ายให้เกิดรายจ่ายขาดดุลงบประมาณ คือการคงการเก็บภาษีเท่าเดิมหรือลดลง เพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัว ไม่ให้เศรษฐกิจชะละตัวเกินกว่าที่เป็นอยู่ และเพิ่มรายจ่ายที่มีประโยชน์ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การกู้ยืมคงหนี้ไม่พ้นอย่างแน่นอนไม่ว่าจะดำเนินกิจกรรมใดก็ตาม
แต่การปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะ รัฐบาลสามารถหลีกเลี่ยงได้
ปัจจุบันการลงบัญชีหนี้สาธารณะนั้น นอกจากหนี้ของรัฐบาลโดยตรง ยังมีหนี้ของรัฐวิสาหกิจรวมอยู่ด้วย ปัญหาของรัฐวิสาหกิจคือ เมื่อกิจการเติบโตขึ้นก็มีการกู้ยืมเงินเพื่อขยายกิจการมากขึ้น ทุกบาททุกสตางค์ที่เป็นหนี้เพิ่มขึ้นถูกนับเป็นหนี้สาธารณะทั้งสิ้น ยิ่งกิจการดี เครดิตดี หนี้สินยิ่งมากมาย
หนี้สาธารณะส่วนนี้จึงสามารถปรับลดได้โดยนวัตกรรม “กองทุนวายุภักษ์” ที่เรียกว่า นวัตกรรม เพราะกองทุนวายุภักษ์เป็นกองทุนที่ถือหุ้นโดยกระทรวงการคลัง 100% ไม่มีเอกชนเข้าร่วมถือหุ้น เป็นของรัฐบาลแต่เพียงผู้เดียว เมื่อกองทุนวายุภักษ์เข้าถือหุ้นในบริษัทรัฐวิสาหกิจใด หุ้นในส่วนที่กองทุนถืออยู่นั้นจะไม่ถูกนับว่าถือโดยรัฐบาล แม้ว่าจริงๆ แล้วรัฐบาลถือหุ้นทางอ้อมก็ตาม
ในกรณีการบินไทย มีการโอนหุ้นจากกระทรวงการคลังสู่กองทุนวายุภักษ์ เพื่อให้การบินไทยพ้นสภาพจากรัฐวิสาหกิจกลายเป็นบริษัทมหาชนทันที หนี้ของการบินไทยหลุดจากหนี้สาธารณะทันที ซึ่งสมเหตุสมผลในการนับหนี้สาธารณะ ไม่ควรรวมหนี้บริษัทรัฐวิสาหกิจเข้ามา ตราบใดที่บริษัทมีกำไร ไม่เจ๊งหรือล้มละลาย
การใช้นวัตกรรมกองทุนวายุภักษ์จึงทำให้รัฐบาลไม่ต้องขอรัฐสภาในการปรับเพดานหนี้สาธารณะ เพียงโอนหุ้นบริษัท ปตท. และท่าอากาศยานไทย เข้ากองทุนวายุภักษ์ รัฐบาลก็จะมีกรอบวงเงินสำหรับดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอีกมหาศาล
นั่นเป็นฟากนโยบายการคลังของรัฐบาล
ฟากเอกชน โครงสร้างเศรษฐกิจของไทยพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นหลัก อันเนื่องจากระบบเศรษฐกิจแบบเปิด การนำเข้าและการส่งออกมีมูลค่าสูงถึง 120% ของ GDP ดังนั้น การกระตุ้นเศรษฐกิจในฟากเอกชน ต้องเพิ่มความเชื่อมั่นแก่ภาคเอกชน สร้างบรรยากาศเอื้ออำนวยให้ภาคเอกชนเพิ่มการบริโภคภายในประเทศ เพิ่มการลงทุน รวมถึงเพิ่มแต้มต่อในการส่งออกสินค้าและบริการไปต่างประเทศ
อย่างที่เรียนข้างต้น ประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นหลัก เพราะฉะนั้น การเพิ่มการบริโภคในประเทศและการเพิ่มการลงทุน ย่อมเป็นผลโดยตรงจากการส่งออกและการท่องเที่ยว ถ้าการส่งออกและการท่องเที่ยวดี เกษตรกร โรงงานอุตสาหกรรม แรงงานภาคอุตสาหกรรม แรงงานภาคบริการ ก็มีรายได้ดีตาม มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น อัตราค่าแรงปรับขึ้นได้ เครื่องจักรเศรษฐกิจขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างดี เกิดความต้องการบริโภคและการลงทุนในประเทศเพิ่มขึ้น
ในทางกลับกัน หากการส่งออกซบเซา การท่องเที่ยวซบเซา เกษตรกรต้องกู้หนี้ยืมสิน โรงงานอุตสาหกรรมขาดทุนต้องปิดกิจการ แรงงานถูกลดเงินเดือนลดค่าตอบแทน หรือตกงาน อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น ใครเล่าจะบริโภคเพิ่มขึ้นหรือลงทุนเพิ่มขึ้น
สุดท้ายเครื่องจักรทางเศรษฐกิจก็หยุดตัวลงอย่างในปัจจุบัน หนี้ครัวเรือนก็เพิ่มสูงขึ้นบ่อนทำลายเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
การส่งออกและการท่องเที่ยวจะดีหรือไม่ดี มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่มักถูกละเลย ก็คือ “อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท” ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้กำกับดูแลอยู่
แต่โลกมักไม่ยุติธรรม เป็นธรรมชาติของโลกใบนี้ พอการส่งออกติดลบ ผู้คนก่นด่ากระทรวงพาณิชย์และรัฐบาล น้อยคนที่จะพูดถึง ธปท.ที่รักยิ่งของเรา
อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทมีผลกับการส่งออกและการท่องเที่ยวอย่างไร ท่านผู้อ่านลองจินตนาการตามผมนะครับ สมมุติปัจจุบันอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 35 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ วันนี้เราขายสินค้าได้ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อแปลงเป็นเงินบาทได้เงิน 35 ล้านบาท
ต่อมา ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงกลายเป็น 38 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ หากเราต้องการเงินเท่าเดิมที่ 35 ล้านบาท เราสามารถตั้งราคาขายสินค้าในต่างประเทศได้ต่ำลงเหลือเพียง 9 แสนดอลลาร์เศษ สร้างโอกาสในการขายสินค้าในเวทีการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น
ในทางกลับกัน หากเงินบาทแข็งค่าขึ้น กลายเป็น 32 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ หากขายสินค้าที่ราคาเดิม 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อแปลงเป็นเงินบาทจะเหลือเงินเพียง 32 ล้านบาท หายไป 3 ล้านบาท ซึ่งส่วนที่หายนี้ทำให้ผู้ส่งออกขาดทุน
เมื่อผู้ส่งออกขาดทุน โรงงานอุตสาหกรรม แรงงานภาคอุตสาหกรรม เกษตรกร รับภาระการขาดทุนนี้ตามๆ กันไปเป็นทอดๆ
ปัญหาเรื่องสุดท้ายที่ขอหยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง คือ ปัญหาหนี้ครัวเรือน ถ้าพูดให้กระชับ หนี้ครัวเรือน ก็คือ รายจ่ายของครัวเรือนมากกว่ารายได้ จึงก่อให้เกิดหนี้สิน หนี้สินแต่ละครอบครัวรวมเข้ากันทั้งหมดทั่วประเทศจึงเรียกว่าหนี้ครัวเรือน
การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ถ้าไม่เพิ่มรายได้แก่ครัวเรือน ก็ต้องลดรายจ่ายของครัวเรือน แต่การลดรายจ่ายภาคครัวเรือนไม่ใช่เรื่องง่าย กลับกันการเพิ่มรายได้ครัวเรือนแม้จะทำได้ยากเช่นกัน แต่ก็ดูเป็นไปได้มากกว่าการลดรายจ่ายหรือการลดราคาสินค้าในท้องตลาด
การจะแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน จากโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ก็คงหนีไม่พ้นการกระตุ้นการส่งออกและการท่องเที่ยวเช่นกัน เงินจึงจะหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
นโยบายเศรษฐกิจเป็นภารกิจใหญ่ของรัฐบาล ประชาชนทุกภาคส่วนต่างฝากความหวังไว้ที่รัฐบาลนำโดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นอย่างยิ่ง บุรุษ 2 ท่านที่จะสามารถพลิกพื้นเศรษฐกิจไทยให้ชาวบ้านอย่างผู้เขียนมีโอกาสลืมตาอ้าปาก ผ่านพ้นช่วงเศรษฐกิจอันโหดร้ายนี้ไปให้ได้
สำหรับผมและประชาชน “ไม่อยากตื่นจากความฝันนี้เลย”
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
